เกาเฉินผิงยืดตัวขึ้นลอบสูดหายใจลึก เหลือบตามองเหอไห่ราวกับจะขอคำแนะนำ อีกฝ่ายกลับเอาแต่ก้มลงมองกระดานหมาก ยืดหลังแข็ง ๆ ที่ยังาเ็อยู่จนเหยียดตรง ราวกับจะบอกว่า...ข้าคือคนาเ็ !
เกาเฉินผิงหันไปทางจางเจี้ยน ขยิบตายิบ ๆ จางเจี้ยนกลับไม่เข้าใจ เอ่ยถามหน้าตาเฉยว่า “คุณชายเกาเจ็บตาหรือขอรับ”
ที่ปรึกษาหนุ่มสำลักเบา ๆ หันมาทางจูเกาเซวียน ยิ้มกล่าวว่า
“หวงจื่อ ข้าน้อยคิดว่า อย่าเพิ่งใจร้อนไปพิสูจน์หวงจื่อเฟยจะดีกว่า ต่อให้นางจะแกล้งจำอดีตไม่ได้จริง ๆ ท่านก็ต้องแสร้งเออออไปกับนาง ต้องไม่ลืมว่า คืนเข้าหอของสตรีผู้หนึ่ง ต้องถูกผู้เป็สามีทำร้ายจนหมดสติไปถึงสามคืน เป็ใครก็ไม่อยากจดจำเหตุการณ์น่าอนาถนี้ทั้งนั้น”
ใบหน้าขององค์ชายรองแข็งค้าง เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ กว่าจะเค้นออกมาได้ประโยคหนึ่ง “เ้ากำลังตำหนิข้า ?”
เกาเฉินผิงรีบแก้ตัว “ข้าน้อยหรือจะกล้าตำหนิท่าน เป็คำแนะนำต่างหาก เป็คำแนะนำจากผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน”
“คำแนะนำของเ้าไม่ได้เื่แม้แต่น้อย นางไม่ได้ร้องไห้โวยวายขอคำอธิบาย แล้วจะให้ข้ามีโอกาสแก้ไขความเข้าใจผิดได้อย่างไร” เขายกชาขึ้นจิบถ้วยชาสั่นจนน้ำชาหกออกมา
“เ้าบอกให้ข้าอ่อนข้อให้นาง ข้าก็ทำแล้ว แม้แต่ตำหนักนอนของข้ายังยกให้นางใช้…นางยังจะไม่พอใจสิ่งใดอีก เหตุใดจึงพูดออกมาได้ว่าจะหย่ากับข้า !” ถ้วยชาในมือกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง
เกาเฉินผิงชะงัก อ้าปากค้าง ค่อย ๆ ถามอย่างระมัดระวัง
“หมายความว่า...ั้แ่คืนนั้น ท่านก็ไม่เคยร่วมห้องกับหวงจื่อเฟยสักครั้งเลยหรือ ?”
จูเกาเซวียนตวาดลั่น “สามหาว ! เื่ของข้ากับหวงจื่อเฟยต้องรายงานเ้าด้วยหรือ”
เกาเฉินผิงหลับตา ถอนหายใจยืดยาว
มิน่าเล่า...หวงจื่อเฟยจึงได้สีเอ้อหูได้เศร้าโศกาถึงเพียงนั้น ปานนี้คงคิดไม่ตกอยู่แน่ ๆ ว่าเหตุใดพระสวามีจึงไม่เสด็จเรือนนางสักที
ตอไม้อย่างท่านก็ช่างกระไรนัก ต่อให้เป็สมรสพระราชทานที่ไม่เต็มใจ อย่างไรก็แต่งกันแล้ว หวงจื่อเฟยก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่จนทนมองไม่ได้ นางงดงามเกินไปเสียด้วยซ้ำ กลับเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงราวกับคนเขาติดหนี้ตนเอง
ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ ก็มีบ่าววิ่งเข้ามารายงาน “เรียนหวงจื่อ ขันทีจากวังหลวงมาพ่ะย่ะค่ะ”
บรรยากาศภายในศาลาสุ่ยเซี่ยชะงักลงทันที ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม จูเกาเซวียนก้าวนำทุกคนออกไปยังโถงหลัก พบกับขันทีใหญ่ ที่รับใช้เบื้องพระพักตร์ยืนรออยู่
หลินกงกงประคองมือค้อมกายเคารพ
“คารวะเอ้อร์หวงจื่อ ที่มาวันนี้เพียงนำรับสั่งจากฝ่าามาถ่ายทอด”
“เชิญกงกงถ่ายทอดรับสั่ง” จูเกาเซวียนประสานมือก้มหน้า
“ฝ่าามีรับสั่งว่า... ตามธรรมเนียมวันที่สามหลังแต่งงาน หวงจื่อต้องพาหวงจื่อเฟยเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้า แต่เนื่องจากหวงจื่อเฟยเจ็บป่วยเพิ่งฟื้น อาการยังน่าเป็ห่วงอยู่ จึงไม่ต้องรีบร้อนเข้าวัง ฝ่าาอนุญาตให้ท่านและหวงจื่อเฟยเข้าเฝ้าในวันที่เจ็ดได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
หลินกงกงคลายท่าทีเป็ทางการลง เอ่ยถามว่า “หวงจื่อเฟยเป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“อาการทุเลาขึ้นมากแล้ว”
หลินกงกงพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ ประสานมือกล่าวลา
เกาเฉินผิงจึงรับหน้าที่ออกไปส่งจนถึงหน้าประตู ก่อนจะกลับเข้ามาพบว่า จูเกาเซวียนยังยืนขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่ที่เดิม
“หวงจื่อกังวลใจเื่ใดหรือ”
“หวงจื่อเฟยความจำเสื่อม ข้าควรจะกราบทูลฝ่าาเหรือไม่ ?”
จวนสกุลจาง
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินถือม้วนหนังสือมาตามระเบียงทางเดิน ผ่านสวนหินน้ำตกจำลองมาจนถึงศาลาหลังหนึ่ง เขาโบกมือไล่สาวใช้ที่ยืนอยู่รอบ ๆ ออกไปก่อนจะเดินขึ้นไปบนศาลา ซึ่งยามนี้มีสตรีที่ยังไม่ออกเรือนผู้หนึ่งนั่งก้มหน้าปักผ้าอยู่
“เหตุใดจึงมีข่าวของเ้ากับเอ้อร์หวงจื่อแพร่สะพัดอยู่ข้างนอก แล้วบทประพันธ์นี่คืออะไร ตอบพ่อมา !”
จางฉงฟาดม้วนหนังสือเล่มบางลงตรงหน้าจางลั่วหลินเสียงดัง
มือที่กำลังเสียบเข็มปักผ้ากระตุก ปลายเข็มจึงทิ่มปลายนิ้วเบา ๆ นางสะดุ้งน้อย ๆ รีบวางสิ่งที่ทำอยู่ลง บรรจงใช้ผ้าแพรซับเืที่ปลายนิ้วออก ก่อนจะหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดดู
สายตากวาดอ่านเนื้อหาแต่ละหน้าช้า ๆ ริมฝีปากยกขึ้นอมยิ้มน้อย ๆ
เห็นท่าทางเช่นนั้นของนาง ความโกรธของจางฉงก็โหมกระหน่ำ เขาขบฟันแน่น ปลายนิ้วสั่นระริกชี้ไปยังบุตรสาว โพล่งถามออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“เ้า ! เป็เ้าเองสินะ ที่ปล่อยข่าวลือเ่าั้ออกไป !”
รอยละไมที่มุมปากจากการชื่นชมบทประพันธ์ของนางจางลง แววตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็กระด้าง
“เป็ลูกเองเ้าค่ะ”
เสียงลมหายใจของจางฉงหนักหน่วง เขาต้องสูดหายใจอยู่หลายครั้งเพื่อให้ตนเองใจเย็นลง เสียงพูดราวกับเค้นออกมาจากไรฟัน
“จางลั่วหลินเอ๋ย...จางลั่วหลิน เ้าจะทำตัวให้สมกับเป็สตรีในห้องหอกว่านี้บ้างไม่ได้หรือ เื่ระหว่างเ้ากับเอ้อร์หวงจื่อเป็ไปไม่ได้ พ่อเคยบอกเ้าแล้วเมื่อสองปีก่อน เหตุใดเ้าถึงยังดื้อรั้นรอคอย ไม่ยอมออกเรือนจนถึงตอนนี้”
จางฉงมองใบหน้างดงามของบุตรสาวที่ค่อย ๆ ซีดเซียวลง ในใจแม้เ็ป ทว่าคำพูดบางคำพูดก็ยังต้องกล่าวออกมา
“ตอนนี้ฝ่าาพระราชทานสมรสให้เอ้อร์หวงจื่อกับสตรีอื่นแล้ว เ้าก็ควรจะตัดใจ แต่เ้ากลับปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงตนเอง เท่านั้นยังไม่พอ กลับไปเผยตัวข้างขบวนส่งตัวเ้าสาวให้คนทั้งเป่ยจิงเห็นอีก เ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ !”
จางลั่วหลินช้อนตาขึ้นมองบิดา ริมฝีปากขยับ เดี๋ยวอ้าเดี๋ยวหุบ
นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนพูดออกมาเสียงเบา “ท่านพ่อก็เคยได้ยินฝ่าาทรงชมเชยเอ้อร์หวงจื่ออยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่หรือ...ทั้งกล้าหาญ เชี่ยวชาญกลศึก มีส่วนคล้ายฝ่าามาก บางที...”
“หุบปาก !” จางฉงตวาดลั่น สายตากวาดไปรอบศาลาแปดเหลี่ยม เมื่อแน่ใจว่าไม่มีบ่าวไพร่อยู่ใกล้ ๆ จึงกดเสียงต่ำ
“เ้ายังคิดฝันถึงตำแหน่งนั้นอยู่อีกหรือ เ้าก็รู้ดีตามกฎมณเฑียรบาล พระโอรสองค์รองไม่อาจเป็รัชทายาท ยามนี้หวงจื่อแต่งชายาเอกแล้ว ต่อให้เ้าทุ่มเดิมพันสุดตัว ยอมเข้าจวนนั้นไปก็เป็ได้เพียงอนุ”
“ทว่าองค์ชายรองมิโปรดนาง เขาเป็คนทำร้ายนางเอง...กับมือ ท่านพ่อใช่ว่าจะไม่ทราบ” นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเสียงขาดห้วง
จางฉงเงยหน้าขึ้นสูดหายใจยาว เส้นเืที่ขมับปูดนูน เขาหรี่ตาลง น้ำเสียงต่ำลึกจนเย็นเฉียบ
“หลินเอ๋อร์ เ้าอาจไม่รู้ ตำแหน่งรองเสนาบดีของพ่อได้มาอย่างไร พ่อจะบอกเ้าเป็ครั้งสุดท้าย สกุลจางจะรุ่งเรือง หรือเสื่อมถอย ล้วนเป็ฝ่าาที่มอบให้ หากเ้าแต่งงานกับองค์ชายรองเมื่อสองปีก่อน พ่อก็คงยังเป็ฉางซื่ออยู่ดังเดิม !”
เสียงของเขาเข้มขึ้นแทบกลายเป็เสียงตวาด “หากฝ่าามีพระประสงค์ เ้าคงได้แต่งกับเขาไปแล้ว !”
พูดจบเขาก็ยืดตัวขึ้น สะบัดชายแขนเสื้อ ก่อนเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับ
จางลั่วหลินนั่งตัวสะท้านอยู่ข้างหลัง สองมือกำแน่น ดวงตาแดงก่ำ
ไม่นานแววตาของนางก็ค่อย ๆ แข็งกร้าว ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนคลี่เป็รอยยิ้มบาง
เป็อนุผู้ใดก็เป็เหมือนกันไม่ใช่หรือ
เช่นนั้น...ข้าจะไม่เป็อนุของคนธรรมดาสามัญ !