แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านไม้ไผ่ของศาลา เสียงนกเอี้ยงบินว่อนส่งเสียงจอแจไปทั่ว บรรยากาศคึกคักแตกต่างจากความเงียบเหงาเมื่อคืน แเื่ทยอยเดินเข้ามาในงานศพ พวกผู้ใหญ่จากหมู่บ้านใกล้เคียง ญาติห่าง ๆ และเพื่อนบ้านต่างมาร่วมแสดงความเสียใจ
นทีในชุดดำเรียบ ๆ เดินไปมารับแขกด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เขายกมือไหว้ทักทายเป็มารยาท แต่หัวใจกลับหนักอึ้งเหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับเอาไว้
เสียงคนพูดคุยกันเบา ๆ ดังรอบตัว
“โตจนทำงานเป็เชฟแล้วเหรอ ไอ้นที”
“น่าเสียดาย…พ่อเอ็งไปซะก่อนที่จะได้เห็นเอ็งมีครอบครัว”
นทียิ้มบาง ๆ ตอบทุกคำพูด แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนถูกกรีดซ้ำด้วยถ้อยคำเ่าั้
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
“นที…”
เขาหันไป เห็นหญิงวัยกลางคนแต่งกายเรียบร้อยในชุดดำ หน้าตายังคงสวยงามแม้ผ่านกาลเวลา แววตาคมกริบที่เขาไม่มีวันลืมเธอคือผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งทำให้แม่ของเขาทนไม่ไหวจนต้องจากไป
ผู้หญิงใหม่ของพ่อ…
ร่างกายของนทีแข็งทื่อในชั่วขณะ ความทรงจำเก่า ๆ พลันหวนกลับมาเหมือนมีใครเปิดประตูในหัวใจที่เขาอยากปิดตาย
เขากัดฟันแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ะเิออกมา มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ
ผู้หญิงคนนั้นมองเขาอย่างลังเล ก่อนจะเอื้อมมือเหมือนอยากจับแขน แต่ทันทีที่นทีถอยก้าวหนึ่งออก แววตาเธอก็สั่นไหว
แขกบางคนหันมามอง เหมือนจะรับรู้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ เสียงซุบซิบเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัว
นทีสูดลมหายใจลึก พยายามกลืนความรู้สึกลงคอแล้วหันไปสนใจแขกคนอื่นแทน ทิ้งให้เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับคนแปลกหน้าที่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในชีวิตเขาอีก
แต่ในใจลึก ๆ เขารู้ความบาดหมางนี้ยังไม่จบง่าย ๆ และมันกำลังจะเป็อีกปมสำคัญที่เขาต้องเผชิญ
หลังเลิกงานศพ บทสนทนาระหว่างนทีกับตาชัย
ผู้คนทยอยกลับจนศาลาวัดค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงแสงไฟนีออนที่ส่องสลัว ๆ และกลิ่นควันธูปจาง ๆ ที่ยังลอยอยู่ในอากาศ เสียงหมาเห่าหอนเป็ระยะ ๆ จากลานวัดด้านนอก
นทีถอดเสื้อสูทวางไว้ข้างตัว ก่อนนั่งพิงเก้าอี้ไม้เก่า ๆ ดวงตาเขาเหม่อมองไปยังเมนเผาศพ ราวกับมองลึกเข้าไปถึงเื่ราวที่ยังไม่ได้คลี่คลาย
“นที เอ็งยังไม่กลับบ้านเรอะ”
เสียงตาชัยดังขึ้นข้าง ๆ ชายชราก้าวเดินมาพร้อมไม้เท้าในมือแล้วหย่อนตัวนั่งลงข้างเขา
นทีหันไปมอง ตอบเสียงเรียบ
“ยังครับตา…ผมอยากนั่งอยู่อีกหน่อย”
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ ก่อนนทีจะเอ่ยออกมาเหมือนะเิอารมณ์ที่กดทับในอก
“ตา ทำไมเขาต้องมางานนี้ด้วย ทำไมต้องทำเหมือนว่าเสียใจ ในเมื่อทั้งหมดมันเริ่มจากเขา”
แววตาของนทีแข็งกร้าว ความโกรธและความเ็ปผสมกัน
“เพราะเขา พ่อถึงทิ้งแม่ไป เพราะเขา แม่ถึงอยู่ไม่ไหวจนจากผมไป ตารู้มั้ยตา ผมโตมากับความรู้สึกที่เหมือนถูกทิ้งไว้กลางทาง แล้ววันนี้เขายังกล้ามายืนทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก”
มือของนทีกำแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น ตาชัยมองเงียบ ๆ ฟังทุกคำโดยไม่ขัดจังหวะ
ครู่หนึ่ง ชายชราจึงถอนหายใจยาว
“นที ตารู้ว่ามันเจ็บ เอ็งเจ็บมาั้แ่เล็ก ตาก็อยู่กับเอ็งมาตลอด ตาเห็นหมด”
ตาชัยวางมือสั่น ๆ บนไหล่นที
“แต่ลูกเอ๋ย ความโกรธมันไม่เคยทำให้แผลสมานหรอก มีแต่จะกรีดให้ลึกขึ้นทุกวัน ถึงพ่อเอ็งจะทำผิด แต่เขาก็จากไปแล้ว เอ็งจะยอมแบกความเกลียดนี้ไว้ทั้งชีวิตจริง ๆ เหรอ”
นทีเงียบ สายตาสั่นไหว ความโกรธและความเสียใจตีกันยุ่งในหัว
“บางทีนะนที ” ตาชัยพูดต่อ น้ำเสียงนุ่มแต่จริงจัง
“การปล่อยวาง ไม่ใช่การให้อภัยคนผิด แต่เป็การให้อภัยหัวใจตัวเอง”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่ตัดทะลุความมืดในใจนที เขานิ่งไปนาน มองลงที่ฝ่ามือของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยเสียงแ่
“ ผมพยายามอยู่ตา แต่ทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา ความทรงจำมันก็ย้อนกลับมาเอง”
ตาชัยพยักหน้าเข้าใจ
“ตาไม่บังคับหรอกนที เอ็งยังไม่พร้อมก็ไม่เป็ไร แค่จำไว้นะ ว่าไม่ใช่เอ็งคนเดียวที่ยังมีชีวิตต่อไป แม่เอ็งอยากเห็นเอ็งมีความสุข ไม่ใช่จมอยู่กับอดีต”
นทีเม้มปากแน่น หลับตา สูดลมหายใจลึก ความเงียบโรยตัวอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัด หากเป็ความเงียบที่ค่อย ๆ คลายาแเล็กน้อย
ฉากกลางคืนที่ลำธาร
ลมกลางคืนพัดเย็นะเื กลิ่นหญ้าเปียกชื้นและกลิ่นดินหลังฝนยังลอยอบอวลในอากาศ ฟ้าสีดำสนิทมีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็ลำแสงบาง ๆ
นทีเดินช้า ๆ ไปตามทางดินที่คุ้นเคย เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังกรอบแกรบประสานกับเสียงจักจั่นที่ขับขานอยู่ในความมืด เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงลำธารเล็กที่อยู่ใกล้สวนหลังบ้าน เสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ดังต่อเนื่อง ราวกับบทเพลงที่ไม่มีวันจบ
เขาทรุดตัวนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ริมลำธาร สูดหายใจลึก ปล่อยให้ไอเย็นจากน้ำกระทบใบหน้า ความสงบของธรรมชาติช่วยกลบเสียงวุ่นวายในหัวใจไปบ้าง
แต่แล้วคำพูดของตาชัยก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง
“การปล่อยวาง…ไม่ใช่การให้อภัยคนผิด แต่เป็การให้อภัยหัวใจตัวเอง”
นทีหลับตาแน่น ความทรงจำเก่า ๆ ผุดขึ้นมา ภาพแม่ร้องไห้เงียบ ๆ ในห้องมืด เสียงทะเลาะที่ดังลอดผนังบาง ๆ ภาพตัวเองตอนเด็กที่วิ่งหนีออกไปนั่งร้องไห้คนเดียวใต้ต้นไม้ใหญ่ เขากำหมัดแน่น ความรู้สึกเดิม ๆ ยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เขาเอ่ยออกมาเบา ๆ เหมือนคุยกับความมืด
“ตา ผมอยากปล่อยนะ แต่หัวใจผมมันไม่ฟังเลย ทุกครั้งที่นึกถึง มันเจ็บเหมือนเดิม”
เสียงน้ำไหลยังคงเอื่อยเฉื่อยเหมือนกำลังปลอบโยน เสียงลมพัดใบไม้ดังซู่ซ่าเหมือนกระซิบเบา ๆ ว่าให้เขาวางความเจ็บนั้นลง
นทีเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวกระพริบแสงแ่ ๆ ระหว่างหมู่เมฆ เขายกมือขึ้นกุมอกตัวเอง ความร้าวรานยังคงอยู่ แต่ในส่วนลึกสุดของหัวใจ เขารู้สึกว่าคำพูดของตาชัยอาจเป็ความจริง
เขานั่งอยู่นาน ท่ามกลางความเงียบและเสียงสายน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล เหมือนบอกเขาว่าชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าาแในใจจะลึกเพียงใด
เช้าวันถัดจากวันเผาศพ บรรยากาศในบ้านตาชัยกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เสียงนกแซงแซวร้องอยู่บนต้นมะขามใหญ่หน้าบ้าน ลมเช้าพัดเอากลิ่นดินชื้นเข้ามาในบ้าน
นทีเดินออกมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่ใส่เสื้อผ้ากับของใช้จำเป็ เขาสูดหายใจลึก กลิ่นคุ้นเคยของบ้านเกิดยังเหมือนเดิม แต่ในใจกลับหนักแน่นกว่าเมื่อก่อน
“ตา ผมต้องกลับแล้วนะครับ”
นทีเอ่ยขึ้นเบา ๆ เสียงสั่นเล็กน้อย
ตาชัยเงยหน้าจากม้านั่งไม้ที่นั่งอยู่มองเขา แววตาอบอุ่นเหมือนทุกครั้ง
“อืม…เอ็งยังมีตาอยู่เสมอนะนที ถ้าอยู่ที่โน้นแล้วไม่ไหวก็กลับมา ที่นี่มันรอเอ็งอยู่”
ตาชัยวางมือสั่น ๆ ลงบนบ่าหลานชาย น้ำเสียงนุ่มแฝงความจริงจัง
“วางได้แล้วนะนที ทุกอย่างมันจบไปแล้ว แบกไว้ก็มีแต่จะหนัก เอ็งจะไม่มีวันจะมีความสุขเลย ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ”
คำพูดนั้นเหมือนปลดโซ่ที่พันธนาการหัวใจนทีอยู่ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือไหว้และกอดตาชัยแน่น
“ขอบคุณนะครับตา ขอบคุณที่เลี้ยงผมมาจนโต”
“โชคดีนะหลานตา ” ตาชัยตบบ่าเขาเบา ๆ เหมือนส่งกำลังใจ
นทีเดินไปที่รถคันเก่าที่จอดอยู่ใต้ต้นมะม่วง สตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นแ่ ๆ เขากดแตรเบา ๆ เป็สัญญาณลาคนในบ้าน
ก่อนออกตัว เขาเหลือบตามองผ่านกระจกมองข้าง เห็นผู้หญิงคนนั้น คนที่เคยเป็แผลลึกในหัวใจของเขา ยืนอยู่ริมรั้วบ้าน สวมชุดดำเรียบ ๆ สายตาเธอมองตามรถเขาโดยไม่พูดอะไร
นทีมองแวบเดียว ก่อนเบือนหน้ากลับ ไม่ได้ยกมือไหว้ ไม่ได้ส่งสัญญาณใด ๆ เขากดคันเร่งช้า ๆ รถค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากบ้าน
เงาของตาชัยเล็กลงเรื่อย ๆ ในกระจกมองหลัง จนกระทั่งลับตาไป เหลือเพียงถนนสายเดิมที่ทอดยาวไปข้างหน้า และเสียงหัวใจของนทีที่เต้นหนักเหมือนคนเพิ่งวางบางสิ่งลงจากบ่า
เขาสูดหายใจลึกอีกครั้ง ปล่อยความทรงจำทั้งหมดไว้ข้างหลัง พร้อมขับออกไปสู่ชีวิตที่รออยู่ข้างหน้า