หลังเลิกเรียนผมก็หันไปหาเธอคนนั้นแล้วตั้งใจจะตอบคำถามที่เธอถามเอาไว้แต่ก็มีคนเข้ามาขัดซะก่อน
“นี่เธอ--”
“เฮ้เธอน่ะพวกเรามีเื่อยากคุยด้วยช่วยไปด้วยกันหน่อยสิ”
คนในห้องหรือเปล่านะ จำไม่ได้เลย เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่ดูแข็งๆก่อนจะหันมามองผมแล้วยิ้มให้ ด้วยรอยยิ้มที่ผมคุ้นเคยกับมันดี
“เ้าชายจะพูดอะไรหรือเปล่าครับ”
“อะ ปะ- เปล่า...”
เพราะมัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยจนเผลอนึกย้อนนึกถึงรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาพักหนึ่งจึงทำให้ตอบแบบตะกุกตะกักเล็กน้อย...รอยยิ้มแบบนี้มันชวนอ้วกจริงๆ นั่นแหละ
“งั้นหรือครับถ้างั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ หลังจากนี้พวกเราจะไปเที่ยวกันต่อเพราะฉะนั้นไม่ต้องรอนะครับ เนอะ”
“...อา”
ชายคนนั้นพูดพลางหันไปทามเธอคนนั้น เธอตอบพวกนั้นด้วยน้ำเสียงต่างจากปกติเล็กน้อยดูท่าจะไม่เต็มใจเท่าไหร่แต่ก็ตอบรับไป
“งั้นหรอเพื่อนกันนี่เอง อืม เข้าใจแล้ว”
ผมฝืนยิ้มออกมาให้ปกติที่สุดแล้วพยักหน้าให้กับพวกเธอเธอมองมาที่ผมด้วยสายตาแปลกๆ มันคืออะไรกันนะ ไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้มาก่อนเลย
จากนั้นผมก็รีบเก็บของแล้วออกจากห้องมาทันทีราวกับรีบหนีจากสายตาแบบนั้นของเธอ ทำไมพอโดนมองแบบนั้นในอกผมก็เ็ปขึ้นมา
มันรู้สึกทรมานจนหายใจไม่ออก และไม่อยากจะอยู่ต่อหน้าเธออยากหนีไปจากสายตาแบบนั้น ไม่สิ ผมไม่อยากให้เธอมองมาที่ผมด้วยสายตาแบบนั้น
‘นี้ชิบารุรู้หรือเปล่าว่าสายตาแบบนั้นคืออะไร’
‘ก็คงผิดหวังล่ะมั้ง’
‘ผิดหวังงั้นหรอ...’
เธอกำลังผิดหวังในตัวผมงั้นหรอ เพราะผมไม่พูดอะไรแย้งพวกนั้นขึ้นน่ะหรอหรือว่าเื่ที่ผมแกล้งทำเป็ไม่รู้สิ่งที่พวกนั้นตั้งใจจะทำกันนะ
“แกจะปล่อยให้เป็แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่”
“เอ๋”
“จะหลบอยู่หลังเด็กคนนั้นไปจนถึงเมื่อไหร่”
ถูกของชิบารุ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งแรก รวมถึงหลายๆครั้งที่มีคนพยายามจะแกล้งผม ผมก็ได้แต่นิ่งรับมันเอาไว้เงียบๆจนท้ายที่สุดผมก็ปล่อยให้เธอเข้ามาช่วยเพียงอย่างเดียว แต่ว่า
‘ผมรักเธอที่เป็แบบนั้--’
‘ถ้างั้นแกก็ไม่ต่างจากพวกที่แกเกลียดนักหรอก!!’
‘…’
‘แกก็แค่หลอกใช้ความใจดีของเธออยู่แค่นั้นแหละ!!’
พอชิบารุตะคอกใส่ผมแบบนั้น ผมก็หยุดชะงักลงโดยที่หยุดอยู่ตรงหน้าลดพอดีคนที่ขับรถมองผมด้วยสีหน้าเป็ห่วง เพราะผมในตอนนี้นั้นหน้าซีดเผือด
ผมจึงยิ้มกลับไปให้เขาเพื่อไม่ให้เป็ห่วงผมแล้วเดินขึ้นรถไป ผม...กำลังหลอกใช้เธออยู่งั้นหรอ แต่ แต่ว่า...
ผมได้แต่คิดถึงเื่นี้ซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่สามารถตอบอะไรชิบารุกลับไปได้ชิบารุเองหลังจากตะคอกใส่ผมก็เงียบไปเลย เขาก็โกรธผมอยู่รึเปล่านะ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันต่อมาผมก็มาในเวลาเดิมแต่แปลกไปตรงที่เธอคนนั้นยังมาไม่ถึงเป็อะไรหรือเปล่านะ ผมสงสัยและเฝ้ามองไปที่ประตู รอเวลาที่เธอมา
จนเวลาผ่านไปไม่รู้ว่านานแค่ไหนแต่สำหรับผมมันยาวนานมาก ่เวลาที่ไม่ได้เฝ้ามองเธอ มันช่างผ่านไปนานเหลือเกินในที่สุดเธอคนนั้นก็เดินเข้ามา
“วันนี้มาช้านะเป็อะไรหรือเปล่า”
“เปล่าเมื่อวานเราไปเที่ยวกันแล้วกลับดึก ก็แค่นั่นแหละ”
“งั้นหรอ...คิดว่ามีเื่กันซะอีกอืม ดีแล้วล่ะ”
ผมรู้อยู่แก่ใจดี ว่ามันคงไม่ใช่แบบนั้นแน่ๆ แต่ก็เลือกที่จะแกล้งโง่ไป
อา เธอมองผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกแล้ว ผมยิ้มให้เธอแล้วหันหน้าหลบไปทางอื่นผมคงมองหน้าเธอไม่ติดอีกสักพักแน่เลย
แล้วผมกับเธอก็คุยกันน้อยลง เธอแทบไม่พูดกับผมเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ตอนกินข้าวเธอก็ลุกออกไปที่อื่น จนเวลาผ่านไป 3วัน
วันนี้ผมก็นั่งอยู่คนเดียวในห้องเหมือนเดิม แต่จู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องแล้วมองรอบๆ เล็กน้อย
ก่อนจะตรงมาที่โต๊ะข้างๆ ผมแล้วค้นกระเป๋า ทะ- ทำยังไงดีไม่เคยคุยกับเธอคนนี้ด้วยไม่รู้ว่าจะเป็คนดีหรือคนไม่ดี
‘จะหลบอยู่หลังเด้กคนนั้นไปจนถึงเมื่อไหร่’
ในตอนนั้นเองผมก็นึกคำพูดของชิบารุได้ผมจะ...เอาแต่พึ่งพาเธอเพียงอย่างเดียวไม่ได้พอผมคิดได้แบบนั้นก็ยื่นมือไปจับแขนของผู้หญิงคนนั้นไว้
เธอคนนั้นหยุดลงเล็กน้อย แล้วหันมามองคมด้วยหน้าตาที่น่ากลัวสุดๆ ไม่ๆผมจะกลัวไม่ได้ ผมจ้องตาเธอกลับไปแล้วพูดออกมา
“เธอเป็ใครน่ะนี่ไม่ใช่กระเป๋าเธอซะหน่อย”
“เ้าชาย...ขอโทษนะพอดีมีความจำเป็นิดหน่อยช่วยปล่อยได้ไหม”
สีหน้าเธอดูหงุดหงิดและเคร่งเครียดมาก อาจจะจำเป็จริงๆ ก็ได้ แต่ผมจะเชื่อเธอได้ยังไงกันในตอนที่ผมกำลังจะตอบเธอกลับไปแบบนั้นชิบารุก็พูดขัดขึ้นมาหลังจากที่ไม่ได้คุยกับผมมาสักพัก
“เด็กคนนี้ไม่ได้โกหก”
ผมเงียบครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยมือของไอริ เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะหันกลับไปค้นกระเป๋าต่อ พร้อมกับพูดขึ้นลอยๆ
“ขอบคุณ ที่เข้าใจ”
แล้วไม่นานเธอก็หยิบกล่องสีขาวขึ้นมาอันหนึ่ง พอมองดีๆก็เห็นว่าเป็กล่องพยาบาล นี้เธอคนนั้นพกของแบบนี้ติดตัวหลอดเลยงั้นหรอ ไม่สิตอนนี้มีเื่ที่ต้องสนใจมากกว่าเื่นั้น
“มีเื่อะไรเกิดขึ้นงั้นหรอ...”
ผมทำสีหน้ากังวลแล้วถามออกไป ไอริหันมามองเล็กน้อยก่อนจะเดินโดยพูดทิ้งท้ายเอาไว้อย่างเร่งรีบ
“เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลังนะ”
จากนั้นไอริก็วิ่งออกจากห้องไป จนเวลาผ่านไปไอริก็กลับเข้ามาพร้อมกับเธอคนนั้น ในตอนที่คนอื่นกลับเข้าห้องกันมาเกือบทุกคนแล้วโดยที่ไอริมีสีหน้าหงุดหงิดปนเศร้า
เธอคนนั้นไม่แม้แต่จะมองหน้าผมด้วยซ้ำ เธอเอาแต่นั่งลงเงียบๆโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรให้ผมรู้เลย บางที...เธออาจจะเกลียดผมก็ได้
แล้วในวันต่อมา ตอนเที่ยงหลังจากไอริลงไปกินข้าวเสร็จเธอก็กลับมาเร็วกว่าวันก่อนๆ แล้วมานั่งกับผม แล้วเริ่มเล่าทุกอย่างให้ฟัง
ทั้งเื่ที่เธอคนนั้นบอกเธอว่าโดนทำร้าย ทั้งเื่ที่มีแผลเหวอะหวะผมได้แต่นั่งเงียบๆ แล้วพูดออกมาอย่างแ่เบา
“ว่าแล้วเชียวว่าต้องมีเื่กัน”
“นี่เ้าชายรู้อยู่แล้วงั้นหรอ...”
เธอพูดออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึงและกัดฟันเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไรออกมาราวกับพยายามกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
“ชะ- ใช่แต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นถึงหาเื่เธอ”
“ไอ้โง่เอ๊ย”
ชิบารุพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายในตอนที่ผมจะถามเขาว่าหมายถึงอะไร ไอริก็ทุบโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพร้อมกับลุกพรวดขึ้น
“ไอ้ เ้า โง่!!”
เธอะโใส่หน้าผมเสียงดังจนผมสะดุ้ง เธอยกมือขวาขึ้นมาเตรียมจะตบแต่ก็หยุดชะงักแล้วค่อยๆ ลดมือลง คงนึกได้ว่าถ้าทำอะไรผมคงจบไม่สวยนัก
ไอรินั่งลงอย่างช้าๆ ดวงตายังคงจับจ้องมาที่ผมอย่างโกรธเคืองผมได้แต่มองด้วยสีหน้าหวาดกลัว เธอค่อยๆ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“โทษทีเืขึ้นหน้าไปหน่อยช่วยปล่อยผ่านหน่อยได้ไหม”
“อะ- อืม...”
“นี่เ้าชายฉันขออะไรหน่อยได้ไหม”
“อะไรงั้นหรอ”
“ช่วยเลิกยุ่งกับเธอได้ไหม”
“…”
“จะแลกที่นั่งกับฉันก็ได้แต่ขอร้องล่ะ ถ้ายังโง่ หรือแกล้งโง่แบบนี้ล่ะก็ อย่ายุ่งกับเธอเลย”
ผมนิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากไอริพูดออกมาแบบนั้นทำไมเธอถึงอยากให้ผมเลิกยุ่งกับเธอคนนั้นล่ะ ยังไม่ทันที่ผมจะตอบอะไรไอริก็พูดขัดขึ้นมาก่อน
“ทะ- ทำไมล่ะทำไม…เธอถึงอยากให้ผมออกห่างขนาดนั้นล่ะ”
“นี่ไม่ได้แกล้งโง่จริงๆงั้นหรอ…ไม่อยากจะเชื่อเลย”
ไอริกุมขมับแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันขึ้นมามองผมในนั้นมีความโกรธที่ปนความเกลียดชังเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“ก็เพราะนายนั่นแหละเ้าชาย”
“ผะ- ผมหรอ”
“ใช่ ไม่เคยสังเกตเลยหรือไงสายตาที่พวกนั้นมองมาที่เธอ เวลาที่อยู่กับนาย”
“…ไม่ได้สังเกตเลยทำไมพวกเขาต้องมองแบบนั้นล่ะ”
“เฮ้อเ้าชายคงรู้ตัวใช่ไหม ว่ามีคนพยายามแกล้งนาย”
“อืมแต่เธอคนนั้นก็ช่วยเอาไว้ตลอด”
“เพราะเธอช่วยนั่นแหละถึงได้โดนหมายตาแทน”
ผมได้แต่เงียบ ไม่สิ ผมพูดอะไรไม่ออกมากกว่า ได้แต่ก้มหน้าลงเล็กน้อยทำให้ไอริมองจิกผมมากกว่าเดิม แล้วก็พูดต่อ
“ตอนนี้เธอก็กำลังตีตัวออกห่างจากนายอยู่แต่ถ้านายยังตามเธอต่อแบบนี้ มันก็ไม่มีความหมายอะไรนายก็แค่จะหวังใช้ประโยชน์จากความใจดีของเธองั้นหรอ”
ผมได้แต่กำมือแน่นและเม้มปากด้วยความเจ็บใจ งั้นหรอมันเป็แบบนั้นเองงั้นหรอ นี้สินะที่ชิบารุบอก ผมมันไม่ต่างจากพวกนั้นเลยที่ใช้ประโยชน์จากเธอ
ในตอนนั้นเอง ที่ไอริกัดฟันแน่นอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยื่นมือมาจับคอเสื้อผม แล้วกระชากจนต้องลุกจากเก้าอี้เธอจ้องตาผมด้วยความโกรธสุดขีด
“ถ้ามันไม่ใช่แบบนั้นก็เลิกแกล้งโง่แล้วทำอะไรสักอย่างสิ!”
“เอะ ผม…”
“นายจะใช้ข้ออ้างอะไรงั้นหรอถ้านายไม่กล้าจัดการตรงๆ ก็ใช้ไอ้สถานะเ้าชายของนายซะสิจะหวังให้ผู้หญิงมาปกป้องตัวเองไปตลอดน่ะ มันทุเรศ!!”
ผมสะดุ้งเฮือกใหญ่ ในใจมันจุกไปหมด ผมกำหมัดแน่น ถูกของไอริจะมารอให้เธอคนนั้นมาปกป้องอย่างเดียวมันทุเรศชะมัด
ผมจับมือของไอริแล้วออกแรงเล็กน้อย เธอจึงทำหน้าใแล้วปล่อยมือผมแล้วในตอนนี้เอง ผมก็ตั้งมั่นในใจอย่างแน่วแน่ว่า
“ผมไม่ได้หลอกใช้เธอผมจะไม่หยุดเข้าหาเธอ ผมจะหาทางทำอะไรสักอย่างเอง”
ผมพูดออกมาโดยที่มือยังคงจับแขนของไอริเอาไว้ เธอค่อยๆ ผ่อนสีหน้าลงจากใกลายเป็ยิ้มออกมาแทน
“ถ้างั้นนายก็มีสิ่งที่ต้องทำอยู่ไม่ใช่หรอ”
ไอริปล่อยมือจากผม ผมทำเพียงพยักหน้าให้เธอจากนั้นไอริก็บอกที่ที่เธอคนนั้นอยู่ให้ แล้วผมก็รีบวิ่งออกจากห้องไป
ตรงไปหาเธอคนนั้น ที่ผมหลงใหล คนที่เป็แรงผลักดันให้ผมก้าวเดินต่อคนที่คอยปกป้องผมมาั้แ่เปิดเรียน แล้วผมก็เรียกเธอคนนั้นที่ไม่เคยแม้แต่จะแนะนำตัวกันเลยด้วยซ้ำออกมา
“นี่เธอ!!”