[จบ] บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา

    บทที่ 39 ไม่ใช้สมองจะโง่เอาได้

    บทที่ 39 ไม่ใช้สมองจะโง่เอาได้ 

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยมองฉินเจินอย่างรังเกียจ “เอาคุณย่าตัวน้อยมาให้ฉัน นายอุ้มแบบนั้นเธอคงจะไม่สบายตัว” 

     

    ฉินเจิน “...” 

     

    เด็กบ้านี่ ตั้งแต่เด็กก็ไม่น่ารัก โตมาแล้วยิ่งไม่น่ารักเข้าไปใหญ่

     

    แต่เขาต้องขับรถ อุ้มคนไปด้วยก็ไม่สะดวกจริง ๆ

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยอุ้มเสิ่นจืออินไปนั่งที่เบาะหลัง 

     

    ระหว่างทางเขาถามเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านเสี่ยวหยางตลอด

     

    เสิ่นจืออินเล่าเรื่องที่เธอรู้และมีส่วนร่วมให้เขาฟัง ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะยังเด็ก ๆ แต่เธอก็มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องอยู่ไม่น้อย 

     

    ไม่งั้นเธอคงไม่ชอบฟังเรื่องซุบซิบนินทาจากเหล่าสัตว์น้อยเป็นแน่

     

    เมื่อได้ยินว่าเธอใช้กำลังเอาชนะสายตรวจทุกนายจนได้เข้าร่วมภารกิจ และยังใช้ประโยชน์จากเหล่าสัตว์ในภูเขาหาข่าวสารต่าง ๆ เสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้แต่เสียดายที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย! 

     

    “คุณย่าตัวน้อยครับ อีกหน่อยมีเรื่องแบบนี้เรียกผมไปด้วยสิ!”

     

    เขาอยากดูเหตุการณ์สด ๆ

     

    เสิ่นจืออินอ้าปากกินเมล็ดทานตะวันและถั่วลิสงที่เขายื่นให้ แก้มทั้งสองข้างป่องออกเหมือนกระรอกน้อย น่ารักน่าเอ็นดู

     

    “เธอยังต้องไปโรงเรียนนะ”

     

    “ผมก็ลาได้” 

     

    ด้วยผลการเรียนที่อยู่ท้ายตารางแบบนั้น อยู่โรงเรียนก็เสียเวลาเปล่า ๆ สู้มาเรียนวิชากับคุณย่าตัวน้อยยังดีกว่า

     

    “ไม่ได้หรอก ต้องมีหัวคิดฉลาด ๆ ถึงจะเข้าใจวิธีการฝึกฝนได้เร็วกว่า สมองทึบ ๆ น่ะเรียนรู้ช้า”

     

    การบ่มเพาะพลังวิญญาณไม่ใช่แค่ดูที่พรสวรรค์ แต่ต้องดูที่สติปัญญาด้วย

     

    สติปัญญากับความฉลาดเฉลียวก็มีความเกี่ยวข้องกันมาก

     

    เสิ่นจืออินมองเขาด้วยหางตา “ไม่ใช้สมองจะกลายเป็นคนโง่ พอโง่แล้วสติปัญญาก็ไม่ดี”

     

    เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

     

    ทำไมการบำเพ็ญเซียนยังต้องดูเรื่องการเรียนด้วยนะ

     

    เขาไม่พอใจ สีหน้าดูบูดบึ้งไปหมด

     

    “ผมเข้าใจแล้ว ผมจะพยายามเรียนให้หนักขึ้น”

     

    เพื่อที่จะบำเพ็ญเซียนได้ การให้เขาไปเรียนสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ว่า...

     

    พอคิดถึงเนื้อหาวิชาที่ตัวเองตกหล่นไปมากมาย เสิ่นมู่เหยี่ยก็รู้สึกปวดหัว

     

    ไม่คิดแล้ว ไปดูคุณย่าตัวน้อยจับผีดีกว่า

     

    หมู่บ้านเสี่ยวหยางไม่มีคนแล้ว ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านถูกจับไปเกือบหมด

     

    พวกเด็ก ๆ ที่มีความคิดบิดเบี้ยวไปแล้วถูกส่งไปสถานพินิจ ซึ่งล้วนแต่เป็นเด็กผู้ชาย

     

    ส่วนเด็กที่อายุน้อยเกินไปจนยังไม่รู้เรื่อง หรือเด็กผู้หญิงที่มักถูกรังแก ถ้ามีญาติก็ถูกส่งไปอยู่กับญาติที่ยินดีรับพวกเขา ส่วนคนที่ไม่มีญาติก็ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์

     

    บางทีสำหรับเด็กผู้หญิงเหล่านั้น สถานสงเคราะห์อาจจะดีกว่าหมู่บ้านเสี่ยวหยางนี้มาก

     

    ในหมู่บ้านเสี่ยวหยางทั้งหมู่บ้านไม่มีใครที่บริสุทธิ์เลยสักคน

     

    ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านว่างเปล่ามาก แม้แต่สุนัขสักตัวก็ไม่มี

     

    พวกเขาทั้งสามเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ต้นไม้ใหญ่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านส่ายไหวเบา ๆ ลมเย็นพัดมา ราวกับว่าในชั่วพริบตาเดียวก็เปลี่ยนจากฤดูร้อนอันอบอุ่นมาเป็นฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ

     

    “หนาวจัง”

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยสั่นเทาเล็กน้อย รีบกอดเสิ่นจืออินไว้แน่น

     

    คุณย่าตัวน้อยของเขาตัวเล็ก ๆ และยังนุ่มนิ่ม กอดแล้วเหมือนเตาทำความร้อนขนาดเล็ก

     

    ช่างดีจริง ๆ!

     

    พวกเขาเห็นแม่น้ำในหมู่บ้านนั้น

     

    แค่คิดถึงว่าในนั้นมีกระดูกของเด็ก ๆ มากมายเพียงใด ความโกรธในใจของฉินเจินก็ยากจะสลาย

     

    พวกมันสมควรตาย!

     

    ตอนนี้แม้แต่บางคนที่ถูกจับได้ก็ยังไม่สำนึกผิด พวกมันคิดว่าเด็กเหล่านั้นเป็นลูกที่พวกมันให้กำเนิด ดังนั้นพวกมันจึงมีสิทธิ์ตัดสินใจชีวิตและความตายของพวกเขา

     

    เสิ่นจืออินติดยันต์ให้เสิ่นมู่เหยี่ย ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นทั่วร่าง

     

    “คุณย่าตัวน้อย ลมเย็นยะเยือกเมื่อกี้นี้ ที่นี่มีผีหรือเปล่าครับ?”

     

    เสิ่นจืออินมองไปยังเงาของผีที่ลอยอยู่เหนือแม่น้ำ บางตนมองไม่เห็นแม้แต่ใบหน้า มีเพียงความมืดดำ เธอพยักหน้า

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยกอดคุณย่าตัวน้อยของเขาแน่นขึ้นโดยไม่พูดอะไร

     

    “พวกเธออยากเห็นไหม?”

     

    ฉินเจินลังเลใจอยู่บ้าง อยากดูก็อยากดูอยู่หรอก แต่ในใจเขาก็ยังกลัวอยู่ดี

     

    ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้นไม่ลังเลเลย นิสัยรักการผจญภัยของเขา แม้จะกลัวแต่ความตื่นเต้นก็ต้องมี

     

    “อยากครับ!” 

     

    จากนั้นเสิ่นจืออินก็เปิดตาทิพย์ให้เขาชั่วคราว

     

    ฉินเจินเห็นสถานการณ์ก็ไม่ลังเลอีก “ฉันจะดูด้วย”

     

    หลังจากเปิดตาทิพย์แล้วลืมตาขึ้นมา โลกในสายตาของทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

     

    ตอนเข้ามายังดูปกติ เพียงแต่รู้สึกว่าหมู่บ้านเสี่ยวหยางค่อนข้างเย็นยะเยือก แต่ตอนนี้ในสายตาของพวกเขา มันถูกปกคลุมไปด้วยพลังอาฆาตที่ดุร้ายอย่างสมบูรณ์

     

    แม้แต่ต้นไม้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็ยังมีผีแขวนอยู่

     

    ใช่แล้ว เป็นผีแขวนคอตาย และไม่ใช่แค่ตัวเดียว

     

    ส่วนใหญ่ที่แขวนคอตายบนต้นไม้เป็นผู้หญิง ลิ้นยื่นยาว ดวงตาสีเลือดดูเหมือนจะระเบิดออกมา น่าสยดสยองมาก

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ถึงแม้ในใจจะเตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่พุ่งตรงขึ้นสมอง

     

    “โอ้โห น่ากลัวมาก!”

     

    นี่มันน่าตื่นเต้นกว่าไปบ้านผีสิงอีก

     

    ฉินเจินเผลอตัวกำปืนที่เอวแน่น 

     

    เพราะตอนนี้พวกผีจ้องมองมาที่พวกเขาตาเขม็ง

     

    เสิ่นจืออินตวัดตาใส่พวกเธอทันที พร้อมกับกัดฟันขู่ เธอคว้าดาบไม้เล่มเล็กขึ้นมาแล้วปาใส่พวกเธอ

     

    “มองอะไร ดูให้ดีสิ ผีมีเจ้ากรรมนายเวร พวกเราไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรของพวกเธอ!” 

     

    ท่าทางก้าวร้าวแบบเด็ก ๆ ประกอบกับท่าทางเท้าเอวเล็ก ๆ ของเธอเหมือนกำลังจะปกป้องลูก ๆ 

     

    ใช่แล้ว ในสายตาของเธอ เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินเป็นเหมือนเด็กน้อย

     

    พวกผีแขวนคอ “...”

     

    เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายจากดาบไม้ท้อ พวกเธอจึงค่อย ๆ หันหลังกลับไป ไม่สนใจพวกเขาอีก

     

    เสิ่นมู่เหยี่ยรีบประจบ “คุณย่าตัวน้อย ท่านช่างป็นเทพธิดาของข้า!”

     

    เสิ่นจืออินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ 

     

    จากนั้นสายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่แม่น้ำ

     

    แม่น้ำแห่งหมู่บ้านเสี่ยวหยางค่อนข้างกว้าง สายน้ำไม่ไหลเชี่ยว บนตลิ่งยังมีพืชน้ำอย่างต้นอ้อและกกขึ้นอยู่มากมาย

     

    เงาดำนับไม่ถ้วนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ มีทั้งเงาดำเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นรูปร่างชัดเจน และเงาของหญิงสาวที่โตเต็มวัย

     

    ดวงตาของพวกเธอมองตรงมายังหมู่บ้านเสี่ยวหยาง และเต็มไปด้วยความแค้น

     

    เมื่อเห็นเงาดำเล็ก ๆ เหล่านั้น ใจของฉินเจินก็รู้สึกอึดอัด

     

    สีหน้าของเสิ่นมู่เหยี่ยก็เคร่งขรึมขึ้นเช่นกัน

     

    “คุณย่าตัวน้อยครับ พวกนั้น...พวกนั้นจมน้ำตายหมดเลยเหรอครับ?”

     

    เด็กหนุ่มที่เติบโตมาอย่างสุขสบายไม่เคยคิดเลยว่าจิตใจของมนุษย์จะดำมืดได้ถึงเพียงนี้

     

    เขาไม่เข้าใจ ทำไมพวกมันถึงทำกับลูก ๆ ของตัวเองได้ลงคอ

     

    เพียงเพราะเพศสภาพ เพียงเพราะพวกเธอเป็นผู้หญิง พวกเธอถึงขั้นไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะลืมตาดูโลกใบนี้ 

     

    ถ้าตระกูลเสิ่นมีลูกสาวสักคน หรือถ้าเขามีน้องสาว เขาคงจะตามใจเธอจนเหลิงแน่ ๆ

     

    เสิ่นจืออินพยักหน้า “ฉันต้องหาวิธีช่วยให้พวกเขาไปสู่สุคติ”

     

    ที่นี่มีพลังอาฆาตแค้นมากเกินไป แถมไม่รู้ทำไมวิญญาณอาฆาตมากมายขนาดนี้ถึงไม่มียมทูตมาเก็บ

     

    คงมีใครบางคนมาทำอะไรบางอย่างในหมู่บ้านนี้แน่ ๆ

     

    เสิ่นจืออินบอกให้เสิ่นมู่เหยี่ยวางเธอลง แล้วเริ่มหยิบของออกมาจากกระเป๋าเป้

     

    ตุ๊กตาของเล่นที่เด็ก ๆ ชอบหลากหลายแบบ มีทั้งกระต่ายน้อย หมีน้อย แมวน้อย ม้าน้อย...

     

    ฉินเจิน “...ไม่ใช่จะช่วยให้ไปสู่สุคติหรอกเหรอ?”

     

    เสิ่นจืออินยังคงหยิบของต่ออย่างขยันขันแข็ง “เดี๋ยวก่อน พวกเขาไม่เคยได้เล่นของเล่นพวกนี้เลย ไม่ต้องรีบช่วยให้ไปสู่สุคติหรอก”

     

    โลกนี้มีของเล่นที่เด็ก ๆ ชอบเล่นมากมาย เสิ่นจืออินคิดว่าพวกเธอคงจะชอบ

     

    “คุณย่าตัวน้อย บอกมาสิว่าจะให้ทำอะไร ผมจะช่วยเอง”

     

    “เอาของกินกับของเล่นแยกกันไว้คนละที่นะ ฉินเจิน ไปหาไม้กวาดมากวาดตรงนี้ให้สะอาดหน่อย”

     

    พอพูดจบ เสิ่นจืออินก็หันไปคุยกับหลานชายว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้เด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนานได้มากกว่านี้

     

    “เสียดายจัง เวลาไม่พอ ไม่งั้นผมจะให้พ่อลงทุนเนรมิตที่นี่เป็นสวนสนุกให้เด็ก ๆ เล่นกันไปเลย”

     

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] บรรพบุรุษสายมูตัวน้อย ดูดนมขวดทำนายดวงชะตา ที่คุณอ่าน