อันเจิงมองเฉินไจ่เหยียนที่มีสีหน้าแปลกประหลาดเขามักจะรู้สึกว่าคนตรงหน้ามีบางอย่างไม่ปกติ แต่ก็ไม่เข้าใจเขาเหมือนกัน อันเจิงพูดไม่ถูกว่ามันเป็นความรู้สึกอะไรกันแน่ที่แปลกไป
“เจ้า...คงต้องลำบากอยู่ต่ออีกสองวันนะ”
เฉินไจ่เหยียนรินเหล้าให้อันเจิงด้วยตัวเอง จากนั้นก็ยิ้มขึ้นแต่ภายใต้รอยยิ้มนี้มีบางสิ่งที่ทำให้อันเจิงขนลุกซู่ เขาแน่ใจว่ามันไม่ใช่การข่มขู่เฉินไจ่เหยียนไม่ได้อยากฆ่าเขา แต่การขนลุกแบบนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้
เฉินไจ่เหยียนเอนตัวไปด้านหลังจากนั้นก็ถอนหายใจยาวราวกับหมดอาลัยตายอยาก “ข้าต้องการคนรุ่นใหม่แบบเจ้าหน่วยทหารก็ต้องการคนรุ่นใหม่แบบเจ้า และแคว้นเยี่ยนก็ต้องการคนรุ่นใหม่แบบเจ้าสำหรับเจ้าแล้ว นี่ก็เป็นเพียงประสบการณ์หนึ่งเท่านั้น หลังจากเรื่องนี้ผ่านไปเจ้าจะทำอะไรก็ต้องคิดให้มากขึ้น ถึงแม้คำแนะนำที่เจ้าบอกท่านเสนาบดีจะดีมากและสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้แต่เจ้าก็วู่วามมากเกินไปอยู่ดี”
อันเจิงดื่มเหล้าแต่ไม่ได้พูดอะไรตอบ
เฉินไจ่เหยียนพูด “พรุ่งนี้สำนักวรยุทธ์ชางจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมได้ประชาชนต่างก็สงสัยและอยากเข้ามาดูว่าภายในสำนักวรยุทธ์เป็นแบบไหนกัน”
“รองเจ้ากรม วิธีนี้ท่านคิดเองหรือ?” อันเจิงถามขึ้น
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า“ข้าอยากดับความโกรธในใจของประชาชน จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็ง่ายนิดเดียวคนส่วนใหญ่ก็มักจะทำตามกระแสเท่านั้นแหละ เจ้าเคยเห็นฝูงแกะหรือไม่?หากหัวหน้าฝูงกระโดดข้ามลำธารไป แกะด้านหลังก็จะกระโดดตามโดยที่ไม่รู้ว่าด้านหน้ามีลำธารด้วยซ้ำเพราะอย่างนี้แกะบางตัวที่กระโดดเร็วเกินไปก็จะตกลงไปในลำธารพวกมันไม่ได้กระโดดเพราะเห็นลำธาร แต่พวกมันกระโดดเพราะเห็นหัวหน้าฝูงกระโดดเลยทำตามนี่หมายความว่าอะไร? นี่ก็คือการไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง”
“หากทำตามวิธีที่เจ้าพูดความโกรธของประชาชนจะลดลงช้าเกินไปสักหน่อย ฉะนั้นข้าจึงเชิญคนที่ก่อกวนมากที่สุดและถือได้ว่าเป็นหัวหน้าฝูงแกะเข้ามาในสำนักวรยุทธ์ชางข้าจะบอกพวกเขาว่าสำนักวรยุทธ์ยังคงยุติธรรมเหมือนเดิมและยังมีวิธีจัดการเหมือนเดิม จริง ๆ แล้วเหล่าประชาชน...หรือข้าอาจใช้คำที่ดูต่ำต้อยไปหน่อยทำไมหัวหน้าฝูงแกะเหล่านั้นถึงกล้าสร้างความวุ่นวายเพราะเขาก็อาศัยแค่คนเยอะเท่านั้น แต่หากเข้ามาในสำนักวรยุทธ์และคุยต่อหน้าข้าพวกเขาต้องไม่กล้าแสดงอารมณ์แบบนั้นแน่ ในทางกลับกันเมื่อข้าเจอพวกเขาเขาต้องรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับความเมตตาแน่นอน”
เฉินไจ่เหยียนพูดต่อ“พวกเขาจะกลายเป็นคนของข้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นเมื่อกลับไปในกลุ่มฝูงชนก็จะไปชักชวนคนอื่นๆ เข้าสำนักวรยุทธ์...จากนั้นปัญหานี้ก็จะหายไป บางส่วนจะเข้ามาดูสำนักวรยุทธ์พร้อมกับหัวหน้าฝูงแกะจากปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นความประหลาดใจ สำหรับพวกเขานี่ก็เป็นการออกมาเดินเล่นครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงสองถึงสามวันเท่านั้นความสนใจที่พวกเขาพุ่งเข้ามาก็จะเปลี่ยนไป”
อันเจิงอยากปรบมือขึ้นทันทีแต่ด้วยความเคารพที่มีต่อเฉินไจ่เหยียน เขาเลยไม่ทำเช่นนั้น
เฉินไจ่เหยียนเป็นยอดฝีมือที่แทรกแซงจิตใจของคนอื่นได้เป็นอย่างดีและมีความเจ้าเล่ห์มากกว่าห่าวผิงอันด้วย ห่าวผิงอันเป็นคนที่ทำงานรอบคอบแต่เพราะไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวระดับล่าง ฉะนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจคนระดับล่างมากนักแต่กลับกัน ที่เฉินไจ่เหยียนสามารถเข้าใจและพูดถึงสิ่งไม่ดีของประชาชนเหล่านั้นได้เพราะตัวของเขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาเหมือนกัน
มักใหญ่ใฝ่สูงต้องการเป็นที่รู้จักและต้องการมีตัวตน
“เจ้าพักผ่อนก่อนเถอะข้ายังต้องรีบไปบ้านท่านเสนาบดีอีก”
เฉินไจ่เหยียนหันไปมองท้องฟ้าด้านนอก“ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เจ้าวางใจเถอะ ไม่เกินสองวันเจ้าก็กลับสำนักวรยุทธ์ชางได้แล้ว”
อันเจิงส่ายหน้า“ข้าไม่มีความหวังอะไรกับสำนักวรยุทธ์ชาง ข้าอยากกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ บ้านของข้ามากกว่า”
เฉินไจ่เหยียนยิ้มเล็กน้อย“นิสัยเจ้ายังมีความรั้นอยู่มาก แบบนี้ก็ดี การดื้อรั้นแบบนี้มักจะอาศัยอายุและประสบการณ์มาเปลี่ยนแปลงมันเอง”
ตอนที่เขาเดินไปถึงหน้าประตู มีคนวิ่งมาจากด้านนอกอันเจิงเห็นว่าเขาคนนั้นก็คือเหล่าซุน
นั่นเป็นเหล่าซุนจริง ๆ ด้วยจากที่ดูแล้ว เฉินไจ่เหยียนและเหล่าซุนเหมือนมีความสัมพันธ์บางอย่างที่ไม่ควรจะมีตั้งแต่แรกเมื่อเหล่าซุนเจอเฉินไจ่เหยียนเขาก็เข้าไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของเฉินไจ่เหยียนทันที ไม่เหมือนการกระทำที่ลูกน้องมีต่อเจ้านายเลยสักนิด
หลังจากเฉินไจ่เหยียนฟังเหล่าซุนพูดจบ เขาก็หันกลับมามองอันเจิงแวบหนึ่งก่อนรีบก้าวจากไปในแววตานั้นเต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้เพราะอะไร อันเจิงรู้สึกว่าแววตาของเฉินไจ่เหยียนดูน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
อันเจิงได้ยินเหล่าซุนกระซิบถามเฉินไจ่เหยียน“จะบอกเขาหรือไม่?”
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้ารับ “บอกไปเถอะเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิด”
แอ๊ด...เหล่าซุนเปิดประตูและเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอันเจิงจากนั้นนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ท่านอัน...ท่านเสนาบดีจากเราไปแล้ว”
อันเจิงลุกขึ้นอย่างกะทันหันในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตัวเองถึงขนลุกซู่ ตอนอยู่กรมตุลาการเขาเคยเจอคนแบบนี้ไม่น้อยคนเหล่านี้จะซ่อนความชั่วร้ายเอาไว้ในแววตา เพียงแค่มองเข้าไปก็สามารถรู้ได้ว่าคนคนนี้เคยทำเรื่องชั่วมาก่อนหรือไม่นั่นไม่ใช่เพราะอันเจิงมีตาทิพย์ แต่เป็นเพราะเขาเจอคนชั่วมามากจนนับไม่ถ้วนแล้วต่างหาก
เหล่าซุนยังคงเล่าเรื่องที่ห่าวผิงอันฆ่าตัวตายให้อันเจิงฟังแต่สำหรับอันเจิง ในสมองเขากลับมีแต่แววตาของเฉินไจ่เหยียนที่มองมาก่อนจากไป
เฉินไจ่เหยียนต้องเกี่ยวข้องกับการตายของห่าวผิงอันอย่างแน่นอน!
ชั่วขณะนั้นอันเจิงนึกถึงใบหน้าของห่าวผิงอันใบหน้าที่สุขุมแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเมตตา นั่นเป็นชายชราที่ดุดันแต่ก็น่ารักทีเดียวหากราชสำนักมีคนแบบห่าวผิงอันมากหน่อยก็คงดี แคว้นเยี่ยนต้องแข็งแกร่งกว่าตอนนี้มากอย่างแน่นอน
เฉินไจ่เหยียนเป็นคนของไทเฮาหรือ?
อันเจิงนึกถึงเหตุผลที่สองของเรื่องนี้
เพราะเขาอดใจนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการตายของจูเก๋อเหยียนและคนที่ตามฆ่าลีเหยียนเนียนไม่ได้หรือที่จริงแล้วห่าวผิงอันก็รู้เรื่องเฉินจ่งชวี่ในตอนนั้นด้วย
ใช่แล้ว...ห่าวผิงอันเป็นเสนาบดีของหน่วยทหารเพราะเฉินจ่งชวี่มาด้วยเหตุผลในการยุติสงคราม ฉะนั้นต้องเข้ามารู้จักกับห่าวผิงอันด้วยอย่างแน่นอนและหลังจากเฉินจ่งชวี่หายตัวไป ยอดฝีมือในหน่วยทหารก็ไม่ได้ออกไปตามหาเขาเลยสักคนนี่ก็แสดงว่าห่าวผิงอันต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
เวลานี้อันเจิงราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิดออกมา
เหตุการณ์ที่ตัวเขาถูกลอบสังหารผ่านพ้นมาสี่ปีแล้วแต่ทว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหมือนแผ่นดินไหว ขนาดแคว้นเยี่ยนยังได้รับแรงกระแทกจากคลื่นแผ่นดินไหวนี้เลยคลื่นลูกนี้กระทบขุนนางสามคนแล้ว และสองในสามคนก็เป็นขุนนางที่สำคัญมากอีกด้วย
อันเจิงกำหมัดแน่น จากนั้นก็มองไปยังเหล่าซุนที่กำลังกระดิกนิ้วเรียกความสนใจจากเขาอยู่
เหล่าซุนจ้องเข้าไปที่ดวงตาของอันเจิงราวกับสามารถอ่านอารมณ์คนได้จากแววตาเช่นกัน คงเป็นเพราะเหล่าซุนอยู่ในคุกแบบนี้มาครึ่งค่อนชีวิตกระมัง
“อย่าเศร้าใจไปเลย”เหล่าซุนเห็นว่าอันเจิงไม่มีการตอบสนองใด ๆ เขาจึงพูดปลอบใจคำหนึ่งแล้วเดินจากไป
“อย่าเศร้าใจไปเลย”
เมื่อเหล่าซุนเดินจากไปแล้ว อันเจิงพูดคำคำนั้นซ้ำกับตัวเอง...เหล่าซุนที่เป็นคนของหน่วยทหารต่อให้จะมีตำแหน่งที่ต่ำต้อย แต่อย่างไรก็ถือว่าเป็นคนของหน่วยทหารอยู่ดี เขากลับมาพูดปลอบใจอันเจิงเรื่องนี้...เหล่าซุนต้องรู้เห็นด้วยอย่างแน่นอน
“ลู่ควันเล่า?” อันเจิงตะโกนถามออกไปอย่างกะทันหัน
เหล่าซุนหยุดเดินจากนั้นก็หันกลับแล้วพูด“เด็กโง่นั่นฝึกพลังวัตรอยู่”
อันเจิงเปล่งเสียงตอบรับ “ข้าอยากให้เขามาดื่มเหล้าเป็นเพื่อนข้าสักหน่อย”
“รอเขาฝึกพลังเสร็จแล้วข้าจะให้เขามาหาท่านอันนะ” หลังจากพูดจบเหล่าซุนก็รีบเดินจากไป
อันเจิงมองไปที่กับข้าวบนโต๊ะจากนั้นก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก...ท่านเสนาบดีตายแล้ว แต่ลู่ควันกลับมีกะจิตกะใจมาฝึกพลังวัตร?ถึงแม้ตำแหน่งของเขาจะอยู่ห่างจากท่านเสนาบดีมากก็ตาม แต่ตอนนี้ทุกคนในหน่วยทหารต่างก็วุ่นวายกันไปหมดแล้วลู่ควันจะมีใจคิดฝึกพลังได้อย่างไร?
แน่นอนว่าลู่ควันไม่ได้ฝึกพลังวัตรอยู่
แต่กำลังฆ่าคน!
หลีเจิ้นลี เจ้ากรมของหน่วยทหารกำลังกลับบ้านอย่างร้อนใจเขาไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ของภรรยาทั้งสิ้น เดินเข้าห้องไปด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีและปิดประตูเอาไว้อย่างมิดชิด
หลังจากเดินเข้ามาเขาก็นั่งเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นเปลี่ยนชุดแล้วเตรียมเดินทางไปบ้านท่านเสนาบดีระหว่างที่เขาหมุนตัวกลับนั้น เงาสีดำเงาหนึ่งแวบเข้ามาและยืนอยู่ในระยะประชิด
“เจ้า...เจ้าเป็นใคร!”
ลู่ควันก้าวเข้าไปอย่างเงียบเชียบจากนั้นก็นำลวดเหล็กในกระเป๋าออกมารัดคอของหลีเจิ้นลี ออกแรงรัดจนหลีเจิ้นลีหายใจไม่ออกใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างช้า ๆ
“ไปเขียนตามที่ข้าบอกแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
เสียงที่เย็นเยียบของลู่ควันดังขึ้นข้างหูหลีเจิ้นลีราวกับยมทูตที่กำลังหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
ลู่ควันปล่อยตัวหลีเจิ้นลีที่กำลังจะหมดลมหายใจเขาทำท่าวิงวอนขอชีวิต จากนั้นค่อย ๆ เดินโซเซไปหยิบพู่กันบนโต๊ะ
“เขียน...เขียนอะไร?”
“อยู่หรือตายก็จะขอตามไปด้วยเขียนแค่นี้พอ”
“ไม่!”
หลีเจิ้นลีพลิกตัวอย่างรวดเร็ว ลู่ควันตามไปรัดคอเขาอีกครั้งพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเขียน ข้าเขียนแทนเจ้าเองก็ได้”
มือของลู่ควันรัดแน่นขึ้น เพียงครู่เดียวลวดเหล็กก็ราวกับจะจมหายเข้าไปในคอของหลีเจิ้นลีไม่นานหลีเจิ้นลีก็สิ้นลมหายใจ ลู่ควันหาผ้าปูที่นอนในห้อง จากนั้นฉีกออกแล้วผูกไว้บนคานบ้านก่อนนำร่างของหลีเจิ้นลีขึ้นไปแขวนเขาค้นสมุดบนโต๊ะของหลีเจิ้นลีเพื่อใช้ตัวหนังสือในนั้นเป็นตัวอย่างในการเขียนจากนั้นก็เขียนคำว่า ‘อยู่หรือตายก็จะขอตามไปด้วย’ ก่อนจัดเก็บหลักฐานในห้องทั้งหมดและจากไปราวกับภูตผีวิญญาณ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปลู่ควันใช้วิธีเดียวกันในการฆ่าคนของหน่วยทหารอีกคน
จากนั้นลู่ควันก็รีบเดินทางไปบ้านของท่านเสนาบดีตอนนี้ในบ้านมีคนอยู่เต็มไปหมด ขุนนางทั้งหลายก็มากันเกือบครบหมดแล้ว มู่ฉางเยียนราชาแห่งแคว้นเยี่ยนกำลังประทับคุยกับฮูหยินของห่าวผิงอันในบ้านส่วนไทเฮาก็กำลังเสด็จมาเช่นกัน
ท่ามกลางผู้คนเฉินไจ่เหยียนเห็นลู่ควันปรากฏตัวขึ้น เขาค่อย ๆ เดินหลบออกไปมุมหนึ่งลู่ควันซ่อนตัวอยู่ในเงามืดด้านหลังเฉินไจ่เหยียน จากนั้นก็กดเสียงต่ำแล้วพูด“คนที่ไทเฮาเตรียมจะส่งเข้ามาในหน่วยทหารถูกกำจัดหมดแล้ว ส่วนคนอื่น ๆ ในสำนักวรยุทธ์ชางอีกประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปจัดการเอง”
เฉินไจ่เหยียนพูดเสียงเบา “ไม่ต้องรีบพรุ่งนี้เจ้าเอาตัวคนพวกนั้นส่งไปที่คุกของกรมราชทัณฑ์ ข้าบอกกับราชาแล้วว่าช่วงนี้ข้าต้องมาจัดการเรื่องของท่านเสนาบดีก่อนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น ๆ ฉะนั้นเจ้าก็นำคดีทั้งหมดโยนไปให้กรมราชทัณฑ์เสีย ตอนนี้ไทเฮาเป็นคนดูแลกรมราชทัณฑ์อยู่หากเจ้าไปคุกของกรมราชทัณฑ์แล้วลอบฆ่าคนของหน่วยทหารพวกนั้นเสีย คนอื่นต้องนึกไม่ถึงแน่นอนว่าหน่วยทหารจะเป็นคนลงมือฆ่าพวกเดียวกันเองแต่ต้องคิดว่าเป็นฝีมือไทเฮาที่ต้องการฆ่าปิดปากแน่”
ลู่ควันพยักหน้า “ข้าน้อยเข้าใจแล้วจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เฉินไจ่เหยียนตอบรับจากนั้นก็พูดด้วยความลังเล “หากว่า...หากอันเจิงสงสัยอะไร เจ้าก็ฆ่าทิ้งได้เลย”
ลู่ควันชะงักไป “แต่ใต้เท้าบอกว่าชอบอันเจิงไม่ใช่หรือ?”
“สายตาของเขา...ราวกับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นหากเขารู้ความจริงต้องไม่ซื่อสัตย์ต่อข้าอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นข้าน้อยจะกลับไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้เลย”
เฉินไจ่เหยียนส่ายหน้า “ไม่ให้อาจารย์เจ้าสังเกตไปก่อน หากไม่มีอะไรน่าสงสัยเราก็อาจใช้เขาต่อได้ ข้าชอบเขามากชอบมากจริง ๆ”
ในแววตาของลู่ควันประกายความอิจฉาออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็หายไปกับความมืด
ที่คุกของหน่วยทหาร
ลู่ควันกลับมาถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วเขาผลักประตูออก เห็นอันเจิงนอนหลับอยู่บนเตียง
“ท่านอัน” ลู่ควันเรียกเบา ๆจากนั้นอันเจิงก็พลิกตัวมาด้วยอาการสะลึมสะลือ “ใคร?”
ลู่ควันเอามือไขว้หลังแล้วเดินเข้าไปจากนั้นก็ขยับลวดเหล็กในมือเล็กน้อย “ข้า...ได้ยินมาว่าท่านอันเรียกข้า?”