สวะผู้นี้จะครองสวรรค์

    ตอนที่ 16(1) กระบี่ทะลวงภูผา

    หมัดของจ้าวหมิงซานพุ่งเข้ามาพร้อมแรงอำนาจระดับเปิดชีพจรขั้นสองอย่างเต็มที่ กระแสปราณสีเหลืองเข้มแผ่ออกจากกำปั้นจนพื้นหินบริเวณที่เขาเหยียบแตกร้าวออกเป็นแนวยาว ท่ามกลางสายตานับพันคู่ที่กำลังจับจ้องอยู่รอบลานประลอง

    ในขณะเดียวกัน กระบี่เหล็กดำในมือของฉินเฟิงก็เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม

    ไม่มีท่วงท่าฟุ่มเฟือย ไม่มีเงากระบี่จำนวนมากมาปิดบังสายตา มีเพียงปลายกระบี่ซึ่งมุ่งตรงไปยังหมัดของจ้าวหมิงซานอย่างแม่นยำ พร้อมกับประกายอัสนีสีม่วงซึ่งกำลังเคลื่อนไปตามตัวกระบี่อย่างต่อเนื่อง

    พลังจากเส้นชีพจรทั้งเก้าสายถูกนำมารวมอยู่ในแขนขวา จากนั้นจึงถูกแบ่งออกเป็นสองชั้นตามวิธีที่ฉินเฟิงฝึกฝนตลอดสามวันที่ผ่านมา

    ชั้นแรกใช้สำหรับทำลายความมั่นคงของพลังป้องกัน

    ชั้นที่สองใช้ทะลวงเข้าไปยังจุดเดิมหลังจากการป้องกันเกิดความสั่นไหว

    ในชั่วพริบตาที่หมัดและกระบี่กำลังจะปะทะกัน ฉินเฟิงกลับเปลี่ยนตำแหน่งปลายกระบี่เพียงเล็กน้อย

    เขาไม่ได้แทงตรงกลางกำปั้น

    หากเลือกแทงเฉียงไปยังข้อนิ้วด้านนอกซึ่งเป็นตำแหน่งที่พลังปราณของจ้าวหมิงซานรวมตัวบางกว่าบริเวณอื่นเพียงเล็กน้อย

    ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเช่นนี้แทบไม่มีผู้ฝึกยุทธ์วัยเดียวกันมองออกในช่วงเวลาสั้น ๆ

    แต่สำหรับฉินเฟิงซึ่งเคยศึกษาวิชาการต่อสู้นับพันจากแดนเทพเพื่อใช้วิเคราะห์อาการบาดเจ็บของผู้แข็งแกร่งในชาติที่แล้ว จุดเปลี่ยนของพลังตามกระบวนท่ากลับเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยอย่างยิ่ง

    เคร้ง!

    เสียงโลหะปะทะพลังปราณดังสะเทือนเวที

    แรงจากหมัดภูผาทลายแผ่ผ่านกระบี่เข้าสู่แขนของฉินเฟิงทันที ทำให้ฝ่าเท้าของเขาไถลถอยไปบนพื้นเกือบสองก้าว

    ผู้ชมจำนวนมากส่งเสียงอุทาน

    จ้าวหมิงซานเองมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น

    “รับได้ดี!”

    แต่รอยยิ้มของเขายังไม่ทันจาง พลังชั้นที่สองของกระบี่ดาวตกหนึ่งจุดก็ระเบิดตามหลังออกมา

    ตูม!

    ประกายอัสนีสีม่วงกระจายออกจากจุดปะทะ

    กำปั้นของจ้าวหมิงซานสั่นอย่างรุนแรง

    พลังปราณที่ห่อหุ้มอยู่บนผิวหมัดแตกร้าวออกชั่วครู่ ก่อนที่ร่างใหญ่จะถูกแรงสะท้อนทำให้ถอยกลับไปหนึ่งก้าวเต็ม

    เสียงรอบลานพลันเงียบลง

    หลี่เทียนหมิงซึ่งยืนดูอยู่ด้านล่างถึงกับเบิกตากว้าง

    “มันทำให้จ้าวหมิงซานถอยได้จริง?”

    มู่ชิงหลันไม่ได้ตอบทันที

    ดวงตาคู่งามจับจ้องอยู่ที่ปลายกระบี่ในมือฉินเฟิงอย่างละเอียด

    นางเคยเห็นเขาใช้ท่านี้กับองครักษ์ขององค์หญิงสามมาก่อน แต่กระบี่ครั้งนั้นยังไม่มั่นคงเท่าครั้งนี้

    พลังซึ่งตามหลังการปะทะครั้งแรกสามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่องกว่าเดิมมาก

    นั่นหมายความว่าเพียงสามวัน ฉินเฟิงก็สามารถแก้ข้อบกพร่องของวิชากระบี่ที่เพิ่งเริ่มฝึกได้อีกขั้นหนึ่งแล้ว

    หนานกงหลีเยว่เองมีแววตาเปลี่ยนเล็กน้อย

    “เขาพัฒนาวิชาได้เร็วเกินไป”

    หลินเซียวซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินคำพูดนั้นพอดี

    มือที่กำด้ามหอกแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดแทรก

    เพราะภาพบนเวทีทำให้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ฉินเฟิงไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะข่าวลือหรือวาสนาในสนามสัตว์เทวะ

    ความสามารถต่อสู้ของเด็กหนุ่มขั้นรับปราณขั้นเจ็ดผู้นี้ไม่สามารถประเมินด้วยระดับพลังเพียงอย่างเดียวจริง ๆ

    บนเวที จ้าวหมิงซานก้มมองกำปั้นขวาของตน

    ผิวบริเวณข้อนิ้วมีรอยแดงเล็กน้อย

    ไม่ถึงกับบาดเจ็บ

    แต่ความรู้สึกชาซึ่งหลงเหลือจากพลังอัสนีทำให้เขาตื่นเต้นขึ้นกว่าเดิม

    แทนที่จะโกรธที่ถูกทำให้ถอย เขากลับหัวเราะเสียงดัง

    “ฮ่า ๆ ๆ ดี!”

    “ดีมาก!”

    “ข้าไม่ได้พบคนที่ระดับต่ำกว่าข้าหลายขั้น แต่ทำให้หมัดของข้าถอยได้เช่นนี้มานานแล้ว!”

    จ้าวหมิงซานขยับมือขวาอยู่สองครั้ง ก่อนจะมองฉินเฟิงด้วยสายตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม

    “กระบี่เมื่อครู่มีพลังสองระลอก”

    “ข้าพูดถูกหรือไม่?”

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    “สายตาเจ้าไม่เลว”

    จ้าวหมิงซานหัวเราะ

    “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องออมมืออีก”

    กล่าวจบ เขายื่นมือไปจับด้ามดาบใหญ่ที่ปักอยู่บนพื้น

    ครืน!

    ดาบขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นอย่างง่ายดาย

    เพียงความกว้างของตัวดาบก็แทบเท่าท่อนแขนของผู้ใหญ่ น้ำหนักของมันอย่างน้อยต้องมากกว่ากระบี่ทั่วไปหลายเท่า

    เมื่อดาบถูกยกขึ้น พลังของจ้าวหมิงซานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

    ก่อนหน้านี้เขาใช้หมัดเพราะเชื่อว่าพลังของตนเพียงพอ

    แต่ตอนนี้ฉินเฟิงทำให้เขาชักอาวุธแล้ว

    เสียงจากคนดูดังขึ้นทันที

    “จ้าวหมิงซานใช้ดาบแล้ว!”

    “สองรอบก่อนหน้าเขายังไม่ต้องใช้เลย!”

    “ฉินเฟิงทำให้ผู้เปิดชีพจรขั้นสองต้องชักดาบจริง ๆ!”

    ฉินเฟิงไม่ได้ดีใจกับเรื่องนั้น

    ตรงกันข้าม สีหน้ากลับจริงจังมากขึ้น

    เขาเห็นการต่อสู้ของจ้าวหมิงซานสองครั้งก่อนหน้าแล้ว

    คนผู้นี้ฝึกกายาแข็งแรง แต่การใช้ดาบใหญ่น่าจะเป็นสิ่งที่ถนัดจริง

    ถ้าจ้าวหมิงซานสามารถใช้แรงจากกายาร่วมกับน้ำหนักของอาวุธได้เต็มที่ การปะทะโดยตรงย่อมรุนแรงกว่าหมัดก่อนหน้าหลายส่วน

    ฉินเฟิงขยับข้อมือขวา

    ความชาจากการปะทะเมื่อครู่ยังเหลืออยู่เล็กน้อย

    กระบี่ดาวตกหนึ่งจุดพลังซ้อนแม้สามารถทะลวงการป้องกัน แต่ยังไม่เหมาะสำหรับปะทะกับพลังที่เหนือกว่าหลายครั้งติดต่อกัน

    ถ้าเขายังคงใช้วิธีเดิม แขนจะเป็นฝ่ายรับผลกระทบก่อน

    ต้องเปลี่ยน

    จ้าวหมิงซานยกดาบใหญ่ขึ้นเหนือไหล่

    พลังปราณสีเหลืองเข้มไหลเข้าสู่ตัวดาบ

    แรงอำนาจระดับเปิดชีพจรขั้นสองแผ่ออกเต็มที่อีกครั้ง

    “ฉินเฟิง!”

    “รับดาบข้า!”

    ร่างใหญ่พุ่งออก

    ทุกก้าวทำให้เวทีสั่น

    ดาบใหญ่ถูกยกขึ้นแล้วฟันลงตรง ๆ

    “ดาบภูผาถล่มนภา!”

    กระแสปราณรูปคมดาบขนาดใหญ่พุ่งลงมาจากเบื้องบน

    ครั้งนี้พื้นที่โจมตีกว้างกว่าหมัดก่อนหลายเท่า

    ฉินเฟิงไม่มีทางเพียงก้าวหลบเล็กน้อยแล้วพ้นระยะได้

    เขาจึงไม่คิดปะทะ

    พลังอัสนีในโลหิตถูกนำเข้าสู่ขาทั้งสองพร้อมกัน

    เปรี๊ยะ!

    ประกายม่วงสว่างใต้ฝ่าเท้า

    ในวินาทีที่ดาบกำลังจะถึง ร่างของฉินเฟิงก็พุ่งเฉียงออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว

    ตูม!

    ดาบใหญ่ฟันลงบนพื้นเวที

    หินแตกเป็นแนวยาว

    เศษหินกระเด็นไปทั่ว

    ฉินเฟิงเพิ่งหลบพ้น จ้าวหมิงซานกลับหมุนเอวทันที

    ดาบใหญ่ซึ่งควรเคลื่อนไหวช้า กลับถูกเขากวาดออกด้านข้างด้วยความเร็วเกินคาด

    แรงลมจากตัวดาบทำให้อาภรณ์ฉินเฟิงสะบัดรุนแรง

    ฉินเฟิงยกกระบี่เหล็กดำรับเฉียง

    เคร้ง!

    ร่างถูกกระแทกถอยไปห้าก้าว

    แขนขวาชาจนเกือบไม่มีความรู้สึก

    แต่ฉินเฟิงไม่ปล่อยให้จ้าวหมิงซานตามต่อ

    ทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาใช้แรงสะท้อนหมุนตัวออก แล้วพุ่งเข้าด้านหลังของอีกฝ่าย

    จ้าวหมิงซานหัวเราะ

    “คิดเข้าด้านหลังข้าหรือ!”

    เขาไม่ได้หันตัวทั้งหมด

    กลับใช้ด้ามดาบกระแทกย้อน

    ปัง!

    ฉินเฟิงยกแขนซ้ายรับ

    แรงทำให้ถอยไปอีกสองก้าว

    แต่ครั้งนี้เขาได้สิ่งที่ต้องการ

    ตำแหน่งเท้า

    การหมุนเอว

    ช่วงเวลาที่จ้าวหมิงซานเปลี่ยนทิศของดาบ

    ทุกอย่างเริ่มชัดขึ้น

    คนตัวใหญ่ไม่ได้ช้า

    แต่ดาบใหญ่ยังมีน้ำหนัก

    ทุกครั้งที่เปลี่ยนจากฟันลงเป็นกวาดข้าง จ้าวหมิงซานต้องใช้เวลาสั้นมากในการเปลี่ยนแรง

    แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ

    แต่มีอยู่จริง

    ฉินเฟิงเริ่มเดินวน

    ไม่รีบโจมตี

    จ้าวหมิงซานฟันอีกครั้ง

    เขาหลบ

    กวาดข้าง

    เขาถอย

    แทงด้วยปลายดาบใหญ่

    ฉินเฟิงเอียงตัว

    ผ่านไปสิบกว่ากระบวนท่า คนดูบางส่วนเริ่มแปลกใจ

    เพราะฉินเฟิงไม่ได้โจมตีอีกเลย

    หลี่เทียนหมิงถาม

    “เขารออะไร”

    หนานกงหลีเยว่ตอบ

    “กำลังอ่านรูปแบบดาบ”

    หลี่เทียนหมิงหันมอง

    “อ่านระหว่างสู้?”

    “ใช่”

    มู่ชิงหลันกล่าวต่อ

    “เขาไม่ได้หลบแบบเดิมทุกครั้ง”

    “สามครั้งแรกถอยออกด้านนอก หลังจากนั้นเริ่มหลบเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ”

    “หมายความว่าเขากำลังหาจังหวะที่สามารถเข้าถึงตัวจ้าวหมิงซานได้โดยไม่รับดาบตรง ๆ”

    หลี่เทียนหมิงมองบนเวที

    เมื่อสังเกตตามจึงเห็นจริง

    ระยะระหว่างฉินเฟิงกับจ้าวหมิงซานหลังทุกการหลบลดลงเล็กน้อย

    จากห้าก้าว

    เหลือสี่

    สาม

    สองก้าวครึ่ง

    แต่จ้าวหมิงซานไม่ได้โง่

    หลังโจมตีพลาดครั้งหนึ่ง เขาก็เริ่มรู้ว่าฉินเฟิงกำลังศึกษาเขาอยู่

    “อยากหาจุดอ่อนของดาบข้า?”

    ฉินเฟิงไม่ตอบ

    จ้าวหมิงซานยิ้มกว้าง

    “เช่นนั้นข้าจะไม่ให้เจ้าหาง่าย!”

    พลังทั่วร่างเพิ่มขึ้น

    ดาบใหญ่ถูกยกขึ้นด้วยสองมือ

    ครั้งนี้เขาไม่ได้ฟันเพียงครั้งเดียว

    ดาบแรกกวาดจากขวา

    ฉินเฟิงหลบ

    ดาบที่สองฟันลงตาม

    ฉินเฟิงถอย

    ดาบที่สามกลับหมุนจากด้านล่างขึ้นบน

    เร็วกว่าเดิมมาก

    ฉินเฟิงยกกระบี่รับ

    เคร้ง!

    ร่างลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย

    จ้าวหมิงซานเห็นช่อง

    เท้าขวากระแทกพื้น

    ร่างพุ่งตาม

    “ดาบภูผาสามทบ!”

    ดาบที่สี่!

    แรงมหาศาลฟันตรงช่วงเอว

    ฉินเฟิงอยู่กลางอากาศ

    หลบยาก

    คนดูหลายคนอุทาน

    มู่ชิงหลันเผลอกำมือแน่น

    ฉินเฟิงกลับไม่ได้มีสีหน้าตื่นตระหนก

    ในชั่วขณะที่ดาบมาถึง เขาหมุนกระบี่เหล็กดำในมือแล้วปักปลายลงบนสันดาบใหญ่

    ไม่ใช่รับตรง

    แต่ใช้เป็นจุดพยุง

    ปลายกระบี่กระแทกสันดาบ

    เคร้ง!

    แรงจากดาบใหญ่กลับกลายเป็นแรงส่ง

    ฉินเฟิงใช้มันดันร่างตนเองขึ้นสูงอีกครึ่งจั้ง

    ดาบกวาดผ่านใต้เท้า

    ร่างเขาหมุนกลางอากาศ

    จากนั้นตกลงด้านหลังจ้าวหมิงซาน

    ทั่วลานเกิดเสียงฮือฮา

    แม้แต่หลัวชางไห่บนแท่นยังมีแววตาสว่างขึ้น

    “ใช้แรงของคู่ต่อสู้ช่วยตนเอง”

    ผู้อาวุโสข้างกายกล่าว

    “เด็กคนนี้กล้ามาก หากประเมินแรงผิดเพียงนิดเดียว กระบี่อาจหลุดมือ แล้วตัวเองจะถูกดาบฟันเต็ม ๆ”

    หลัวชางไห่ส่ายหน้า

    “เขาไม่ได้เสี่ยงโดยไม่รู้”

    “ดูตำแหน่งกระบี่”

    “เขาเลือกสันดาบ ไม่ใช่ด้านฟัน”

    “และใช้ปลายกระบี่เพียงแตะรับแรง ไม่ได้พยายามหยุดดาบ”

    “การตัดสินใจเช่นนี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ต้องมีประสบการณ์ต่อสู้สูงมาก”

    เจียงเหวินไห่ยิ่งฟังก็ยิ่งมองฉินเฟิงอย่างสนใจ

    เด็กที่เพิ่งฝึกยุทธ์ได้ไม่กี่วันจริงหรือ?

    คำถามนี้เริ่มเกิดขึ้นในใจของเขาบ่อยขึ้น

    บนเวที ฉินเฟิงลงถึงพื้นด้านหลังจ้าวหมิงซาน

    นี่คือโอกาสดีที่สุดตั้งแต่เริ่มสู้

    แต่เขาไม่ได้แทงหัวใจหรือจุดสำคัญ

    การประลองนี้ไม่ใช่ศึกตาย

    กระบี่จึงมุ่งไปยังชายโครงด้านขวา ซึ่งแม้ถูกแทงก็ไม่ถึงชีวิตหากเขาหยุดทัน

    พลังสองชั้นรวมตัว

    “กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”

    จ้าวหมิงซานรู้ตัวเร็วมาก

    เขาหมุนตัวไม่ทัน จึงใช้แผ่นหลังของดาบใหญ่มาขวางด้านข้าง

    เคร้ง!

    พลังชั้นแรกกระแทก

    ดาบใหญ่สั่น

    จ้าวหมิงซานยังยืนได้

    พลังชั้นสองตามมา

    ตูม!

    ร่างใหญ่ถูกส่งถอยเฉียงไปสามก้าว

    กระบี่ของฉินเฟิงไม่ทะลุการป้องกัน แต่ทำให้ดาบใหญ่เบนออกจากตัว

    ทันใดนั้นฉินเฟิงไม่ถอนออกทั้งหมด

    เขาเปลี่ยนจากแทงเป็นใช้สันกระบี่ฟาดเข้าไหล่ขวา

    ปึก!

    จ้าวหมิงซานเซอีกครั้ง

    ฉินเฟิงตามติด

    ฝ่ามือซ้ายรวมพลังอัสนี

    เปรี๊ยะ!

    “ฝ่ามืออัสนี!”

    ฝ่ามือกระแทกกลางอก

    ปัง!

    จ้าวหมิงซานถูกส่งถอยไปอีกสองก้าว

    ตอนนี้เขาห่างขอบเวทีไม่ถึงห้าก้าว

    เสียงคนดูดังขึ้นทันที

    “ฉินเฟิงกำลังจะใช้วิธีเดียวกับกัวหลิงหรือ?”

    “จะผลักออกเวที?”

    จ้าวหมิงซานเองเข้าใจ

    แต่กลับหัวเราะ

    “ข้าไม่ใช่กัวหลิง!”

    เขาปักดาบใหญ่ลงพื้น

    ตูม!

    ฝ่าเท้าทั้งสองยืนมั่น

    พลังสีเหลืองไหลขึ้นจากพื้นเข้าสู่ขาและเอว

    เห็นชัดว่าเป็นวิชาหลอมกายหรือท่ายืนที่ช่วยเพิ่มความมั่นคง

    ฉินเฟิงใช้ฝ่ามืออัสนีอีกครั้ง

    จ้าวหมิงซานยกแขนรับ

    เปรี๊ยะ!

    ร่างชาเล็กน้อย

    แต่ไม่ถอย

    ฉินเฟิงใช้กระบี่แทง

    จ้าวหมิงซานหมุนดาบใหญ่ขวาง

    เคร้ง!

    ยังยืน

    เขาหัวเราะ

    “คิดผลักข้าออกไปไม่ง่าย!”

    ฉินเฟิงถอยครึ่งก้าว

    ดวงตาสงบนิ่ง

    “ใครบอกว่าข้าจะผลักเจ้าออก”

    จ้าวหมิงซานขมวดคิ้ว

    ทันใดนั้นเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

    การโจมตีสามครั้งเมื่อครู่ของฉินเฟิงดูเหมือนต้องการผลักเขาไปขอบเวทีจริง

    แต่ตำแหน่งสุดท้ายที่เขายืนอยู่…

    อยู่ใกล้รอยแตกขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากดาบภูผาถล่มนภาของตนเองตั้งแต่ช่วงต้นการต่อสู้

    จ้าวหมิงซานมองลงพื้น

    ฉินเฟิงยิ้มบาง

    “เจ้ายืนอยู่ตรงที่ข้าต้องการแล้ว”

    จ้าวหมิงซานมีสีหน้าเปลี่ยน

    ฉินเฟิงพุ่งออกทันที

    แต่ครั้งนี้ไม่เข้าหาตัว

    กระบี่เหล็กดำกลับแทงลงพื้นตรงรอยแตกข้างเท้าจ้าวหมิงซาน

    พลังอัสนีไหลลงไป

    “กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”

    ตูม!

    แรงซ้อนสองชั้นระเบิดเข้าในรอยแตกเดิม

    พื้นหินซึ่งเสียหายจากดาบของจ้าวหมิงซานอยู่แล้วแตกออกเป็นวงกว้าง

    ขาขวาของเขาทรุดลงไปในหลุมเกือบถึงหน้าแข้ง

    สมดุลหายทันที

    “เจ้า!”

    จ้าวหมิงซานพยายามดึงขาออก

    ฉินเฟิงมาถึงตรงหน้าแล้ว

    กระบี่เหล็กดำไม่ได้แทง

    กลับใช้ด้านแบนกระแทกกลางดาบใหญ่ที่เขากำลังใช้พยุงตัว

    เคร้ง!

    ดาบเบน

    ฉินเฟิงหมุนตัว

    ไหล่กระแทกกลางอก

    ปัง!

    จ้าวหมิงซานเสียหลักอย่างสมบูรณ์

    แต่กายาของเขาแข็งแรงมาก แม้อยู่ในสภาพเช่นนี้ยังใช้มือซ้ายคว้าข้อมือฉินเฟิงไว้ได้

    “ถ้าข้าออก เจ้าก็ออกไปด้วย!”

    แรงมหาศาลดึงฉินเฟิงเข้าหา

    ร่างทั้งสองใกล้ขอบเวที

    ฉินเฟิงรู้ทันทีว่า ถ้าแข่งแรงตรง ๆ ไม่มีทางชนะ

    เขาจึงไม่ต่อต้านแรงดึง

    กลับก้าวตามเข้าไป

    จ้าวหมิงซานตกใจ

    เพราะแรงที่เตรียมใช้ลากกลับไม่มีสิ่งต้าน

    ร่างใหญ่จึงเอนมากเกินไป

    ฉินเฟิงใช้มือซ้ายจับแขนอีกฝ่าย

    ไม่ได้พยายามยก

    เพียงเปลี่ยนทิศแรงจากด้านหน้าไปด้านข้าง

    จากนั้นใช้เท้าเกี่ยวข้อเท้าซ้าย

    จ้าวหมิงซานซึ่งขาขวายังติดรอยแตกไม่สามารถขยับแก้ได้ทัน

    ร่างใหญ่ล้มเอียง

    ตูม!

    ครึ่งตัวตกออกจากเวที

    มือขวายังจับขอบอยู่

    ตามกฎ หากยังไม่ตกพื้นทั้งหมดอาจยังไม่ถือว่าแพ้

    จ้าวหมิงซานกัดฟัน

    ใช้แขนดึงตัวกลับ

    กล้ามเนื้อแขนปูดขึ้น

    เขากำลังจะกลับขึ้นได้จริง

    ฉินเฟิงเดินไปถึงขอบ

    คนรอบข้างเงียบ

    ทุกคนคิดว่าจะใช้กระบี่บังคับให้อีกฝ่ายปล่อยมือ

    แต่ฉินเฟิงกลับเก็บกระบี่เข้าฝัก

    จากนั้นยื่นมือออก

    จ้าวหมิงซานชะงัก

    “อะไร”

    ฉินเฟิงตอบ

    “ขึ้นมา”

    คนดูงุนงง

    จ้าวหมิงซานเองไม่เข้าใจ

    “เจ้าจะไม่ทำให้ข้าตก?”

    “ถ้าต้องการชนะด้วยการผลักเจ้าออก ตอนนี้ข้าเพียงเหยียบมือเจ้าก็จบ”

    ฉินเฟิงกล่าว

    “แต่ก่อนเริ่ม เจ้าบอกว่าถ้าข้าทำให้เจ้าชักดาบใช้เต็มกำลังได้ จะยอมรับข้าเป็นคู่ต่อสู้”

    “ข้าทำแล้ว”

    “ส่วนข้าต้องการรู้ว่า หากสู้กันโดยไม่ใช้ขอบเวทีเป็นตัวตัดสิน กระบี่ของข้าสามารถเจาะการป้องกันของเจ้าได้หรือไม่”

    เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

    หลี่เทียนหมิงอ้าปาก

    “เขาจะปล่อยโอกาสชนะ?”

    มู่ชิงหลันกลับยิ้มบาง

    “นี่ต่างหากที่เขาต้องการตั้งแต่แรก”

    หนานกงหลีเยว่พยักหน้า

    “เขาไม่ได้มองเพียงคะแนนรอบกลุ่ม”

    “เขาใช้คู่ต่อสู้ฝึกวิชา”

    จ้าวหมิงซานมองมือที่ยื่นมา

    จากนั้นหัวเราะเสียงดังที่สุดตั้งแต่เริ่มประลอง

    “ฮ่า ๆ ๆ!”

    “ดี!”

    “ฉินเฟิง ข้าจ้าวหมิงซานยอมรับว่าเจ้าเหมาะเป็นคู่ต่อสู้จริง!”

    เขาจับมือฉินเฟิง

    ใช้แรงดึงตัวกลับขึ้นเวที

    กรรมการเองไม่ได้ห้าม เพราะจ้าวหมิงซานยังไม่ตกถึงพื้น และยังไม่ได้ประกาศยอมแพ้

    เมื่อกลับมายืนเต็มตัว จ้าวหมิงซานถอยไปกลางเวที

    เขายกดาบใหญ่

    แต่ครั้งนี้สีหน้าเปลี่ยนจากความสนุกเป็นจริงจังอย่างแท้จริง

    “เจ้าต้องการทดสอบกระบี่?”

    “ได้”

    “ข้าจะให้โอกาส”

    จ้าวหมิงซานปักเท้า

    พลังปราณทั่วร่างไหลขึ้น

    ชั้นสีเหลืองหนาปรากฏรอบผิวหนัง

    จากนั้นดาบใหญ่ถูกยกขวางหน้าอก

    “นี่คือวิชาป้องกันแข็งแกร่งที่สุดของข้า”

    “กายาศิลาภูผา!”

    พลังรอบตัวหนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    แรงอำนาจระดับเปิดชีพจรขั้นสองแผ่ออกเต็มที่

    จ้าวหมิงซานกล่าว

    “ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้”

    “เจ้ามีกระบี่เดียว”

    “ถ้าทำให้ข้าถอยได้สามก้าว หรือเจาะชั้นปราณของข้าได้ ข้ายอมแพ้เอง”

    คนรอบลานตื่นเต้นขึ้นกว่าเดิม

    นี่แทบไม่ใช่การประลองตามปกติแล้ว

    กลายเป็นการวัดโดยตรงระหว่างกระบี่ทะลวงกับกายาป้องกัน

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    “ตกลง”

    เขาเดินถอยไปเจ็ดก้าว

    หลับตาลง

    ครั้งนี้เขาไม่คิดใช้กระบี่ดาวตกหนึ่งจุดแบบเดิม

    พลังซ้อนสองชั้นสามารถทำให้จ้าวหมิงซานถอยได้ แต่ยังไม่แน่ว่าทะลวงกายาศิลาภูผาได้

    ต้องเพิ่มสิ่งหนึ่ง

    พลังอัสนีในโลหิต

    หลังฝึกวิชาหลอมอัสนีขั้นสอง พลังสายฟ้าไม่ได้อยู่เพียงเส้นชีพจร

    มันแทรกอยู่ในโลหิตบางส่วน

    ถ้านำอัสนีนี้เข้าสู่ชั้นที่สองของกระบี่ ไม่เพียงเพิ่มพลังทะลวง แต่ยังช่วยรบกวนปราณป้องกันหลังการปะทะครั้งแรก

    ปัญหาคือ แขนขวาต้องรับแรงมากขึ้น

    ฉินเฟิงประเมิน

    ใช้ได้หนึ่งครั้ง

    ไม่ควรเกินนั้น

    เขาเปิดตา

    เก้าเส้นชีพจรหมุนพร้อมกัน

    พลังชั้นแรกสี่ส่วน

    ชั้นที่สองหกส่วน

    อัสนีแทรกอยู่ภายในชั้นที่สอง

    กระบี่เหล็กดำเริ่มสั่นเบา ๆ

    เปรี๊ยะ!

    ประกายสีม่วงเคลื่อนจากด้ามไปยังปลาย

    หลัวชางไห่บนแท่นลุกขึ้นเล็กน้อย

    “วิชากระบี่นี้…”

    ผู้อาวุโสข้างกายถาม

    “ท่านรู้จัก?”

    “ไม่”

    หลัวชางไห่ส่ายหน้า

    “แต่ระดับของวิชาอาจสูงกว่าที่เด็กคนนี้ควรมีในเมืองชิงหลานมาก”

    เจียงเหวินไห่นึกถึงอาจารย์ลึกลับของฉินเฟิง

    ยิ่งเชื่อมากขึ้นว่าด้านหลังเด็กคนนี้มีผู้แข็งแกร่งจริง

    ฉินเฟิงพุ่งออก

    ไม่เร็วที่สุด

    แต่ทุกก้าวทำให้พลังที่ปลายกระบี่แน่นขึ้น

    ห้าก้าว

    สามก้าว

    หนึ่งก้าว

    จ้าวหมิงซานคำราม

    กายาศิลาภูผาถูกใช้เต็มที่

    ฉินเฟิงแทง

    “กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”

    เคร้ง!

    ปลายกระบี่ปะทะด้านแบนของดาบใหญ่ซึ่งวางขวางหน้าอก

    พลังชั้นแรกระเบิด

    จ้าวหมิงซานถอยครึ่งก้าว

    แต่ยังมั่นคง

    ทันใดนั้นพลังชั้นสองตามมา

    เปรี๊ยะ!

    ตูม!

    สายฟ้าพุ่งผ่านตัวดาบเข้าไปยังชั้นปราณสีเหลือง

    ชั้นป้องกันสั่น

    จ้าวหมิงซานมีสีหน้าเปลี่ยน

    เท้าขวาถอยอีกหนึ่งก้าว

    ยังไม่จบ

    ฉินเฟิงไม่ได้เพิ่มพลังใหม่

    แต่ควบคุมพลังชั้นสองที่เหลือให้รวมเข้าหาจุดเดิมแทนการกระจายออก

    ปลายกระบี่เหล็กดำสั่น

    เสียงเล็กดังขึ้น

    แกร๊ก!

    ชั้นปราณสีเหลืองบริเวณหน้าอกเกิดรอยแยกเล็กมาก

    จ้าวหมิงซานถอยอีกก้าวครึ่ง

    รวมสามก้าวพอดี!

    ในวินาทีเดียวกัน ฉินเฟิงถอนกระบี่ทันที

    ไม่พยายามแทงต่อเข้าเนื้อ

    พลังสลาย

    ทั้งสองยืนห่างกัน

    ทั่วลานเงียบสนิท

    จ้าวหมิงซานมองรอยแยกบนชั้นปราณ

    จากนั้นมองรอยเล็กบนตัวดาบใหญ่

    ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาหัวเราะออกมา

    “ข้าแพ้”

    กรรมการยังชะงัก

    “เจ้าประกาศยอมแพ้?”

    “ใช่”

    จ้าวหมิงซานตอบโดยไม่ลังเล

    “เงื่อนไขคือสามก้าวหรือเจาะชั้นพลัง”

    “เขาทำได้ทั้งสองอย่าง”

    “ข้าไม่มีเหตุผลจะไม่ยอมรับ”

    จากนั้นเขาเก็บดาบใหญ่

    ประสานมือให้ฉินเฟิงอย่างจริงจัง

    “วันนี้ข้าแพ้กระบี่เจ้า”

    “แต่ข้ายังไม่ยอมรับว่าอนาคตจะสู้ไม่ได้”

    ฉินเฟิงเก็บกระบี่

    แขนขวายังสั่นเล็กน้อย เขาซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ

    “ครั้งหน้าข้าก็จะไม่หยุดอยู่ที่เดิม”

    จ้าวหมิงซานหัวเราะ

    “ดี!”

    กรรมการยกมือ

    “ผู้ชนะ ฉินเฟิง!”

    เสียงรอบลานระเบิดขึ้นอย่างแท้จริง

    การชนะกัวหลิงยังสามารถอธิบายได้ว่าใช้ขอบเวทีและยุทธวิธี

    แต่ครั้งนี้

    จ้าวหมิงซานยืนรับกระบี่ตรง ๆ

    ใช้กายาป้องกันเต็มที่

    และยังถูกทำให้ถอยสามก้าวพร้อมชั้นปราณเกิดรอยแตก

    ฉินเฟิงจึงชนะอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

    “ขั้นรับปราณขั้นเจ็ดชนะเปิดชีพจรขั้นสอง!”

    “ข้ามขอบเขตใหญ่แล้วยังชนะสองขั้นย่อยอีก!”

    “หากเขาขึ้นถึงเปิดชีพจร แล้วคนรุ่นเดียวกันจะสู้ยังไง?”

    “ก่อนหน้านี้ใครยังเรียกเขาว่าสวะอยู่?”

    ไม่มีใครตอบคำถามสุดท้าย

    เพราะคำว่า “สวะ” กับฉินเฟิงในตอนนี้กลายเป็นเรื่องน่าขันที่สุดเรื่องหนึ่งของเมืองชิงหลานไปแล้ว

    บนแท่นตระกูลฉิน ฉินเทียนหยางซึ่งมาดูการประลองแม้ร่างยังฟื้นไม่เต็มที่ กำที่วางแขนแน่นด้วยความยินดี

    พ่อบ้านลู่ยืนข้างหลังยิ้มจนตาหยี

    ฉินอวี่แทบตะโกนเสียงดังที่สุดในกลุ่ม

    “ลูกพี่ชนะแล้ว!”

    ผู้เยาว์คนอื่นของตระกูลหันมอง

    ไม่มีใครหัวเราะที่เขาเรียกเช่นนั้นอีก

    บางคนถึงขั้นมีความคิดว่า หากฉินเฟิงยอมชี้แนะให้พวกตนเหมือนฉินอวี่ ก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อย

    จุดยืนในตระกูลกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยที่ฉินเฟิงไม่ต้องเรียกร้อง

    หลังลงจากเวที มู่ชิงหลันเดินเข้ามาก่อน

    สายตาของนางไม่ได้มองใบหน้า

    กลับมองแขนขวา

    “มือท่านเป็นอย่างไร”

    ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย

    “เจ้าสังเกตเห็นหรือ”

    “ตอนเก็บกระบี่ นิ้วท่านสั่น”

    หนานกงหลีเยว่เองเดินมา

    “บาดเจ็บ?”

    “ไม่ถึงขั้นบาดเจ็บหนัก”

    ฉินเฟิงตอบ

    “เพียงใช้พลังเกินระดับที่ร่างคุ้นเคยเล็กน้อย”

    มู่ชิงหลันกล่าว

    “ขอดู”

    ฉินเฟิงยื่นแขน

    นางไม่ได้มีความรู้แพทย์เช่นเขา แต่เห็นรอยแดงตามข้อมือก็ขมวดคิ้ว

    “นี่เรียกเล็กน้อย?”

    ฉินเฟิงกำมือแล้วคลาย

    “พักประมาณหนึ่งชั่วยามก็หาย”

    หนานกงหลีเยว่กล่าว

    “ท่านใช้กระบี่นี้อีกไม่ได้ในวันนี้หรือ?”

    “ใช้ได้”

    ฉินเฟิงตอบ

    “แต่ไม่ควรใช้พลังซ้อนระดับเมื่อครู่ซ้ำ”

    เขาไม่ได้ทำเป็นแข็งแรงเกินจริง

    ถ้าแขนเสียจริง ย่อมกระทบรอบต่อไป

    เขาจึงหยิบโอสถฟื้นเส้นชีพจรระดับต่ำออกมากินทันที

    จากนั้นนั่งปรับพลัง

    เจียงเหวินไห่ประกาศผลกลุ่มหลังการประลองทั้งหมดสิ้นสุด

    กลุ่มหก

    อันดับหนึ่ง ฉินเฟิง — ชนะสามครั้ง และมีคะแนนพิเศษหนึ่งแต้ม

    อันดับสอง จ้าวหมิงซาน

    อันดับสาม กัวหลิง

    อันดับสี่ เฉินอี้

    สี่คนผ่านเข้าสู่รอบสาม

    เมื่อชื่อฉินเฟิงอยู่หัวกลุ่ม เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้ง

    แต่เรื่องน่าสนใจไม่ได้มีเพียงกลุ่มหก

    หนานกงหลีเยว่ชนะสามรอบเช่นกัน

    หลัวเจี้ยนชนะทั้งหมด

    ซ่งเทียนเหอชนะทั้งหมด

    มู่ชิงหลันชนะสามรอบ โดยหนึ่งรอบเอาชนะผู้เปิดชีพจรขั้นสองด้วยพลังจันทราเหมันต์ที่เพิ่งตื่นขึ้น

    หลินเซียวก็ชนะสามรอบ

    หลี่เทียนหมิงชนะสองแพ้หนึ่ง แต่เพียงพอเข้ารอบสามสิบสองคน

    เมื่อการแข่งขันกลุ่มจบ เวลาก็เลยเข้าสู่ยามบ่ายมากแล้ว

    เจียงเหวินไห่เดินขึ้นแท่นกลาง

    “ผู้ผ่านสามสิบสองคนพักหนึ่งชั่วยาม”

    “จากนั้นเริ่มการประลองจัดอันดับรอบแรก”

    “ตั้งแต่รอบนี้จะเป็นการแข่งขันแพ้คัดออก”

    “ผู้ชนะเข้าสิบหกอันดับแรก และได้รับสิทธิ์เข้าสำนักเมฆาฟ้าอย่างเป็นทางการ”

    ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศทั่วลานเปลี่ยน

    รอบที่ผ่านมาแม้สำคัญ แต่ยังมีโอกาสแก้ตัว

    รอบนี้ต่างออกไป

    แพ้ครั้งเดียวจะหลุดจากสิบหกอันดับ และต้องไปผ่านการทดสอบเสริม

    ผู้สมัครทุกคนเริ่มจริงจังขึ้น

    ฉินเฟิงเองนั่งพักเงียบ ๆ

    โอสถช่วยลดอาการชาที่แขนอย่างรวดเร็ว

    ประมาณครึ่งชั่วยาม เขาก็สามารถกำกระบี่ได้ตามปกติ

    แต่ยังคงไม่คิดใช้ท่าซ้อนเต็มกำลังอีกจนกว่าจะจำเป็นจริง

    ระหว่างนั้น หนานกงหลีเยว่นำถุงเก็บของเล็กมายื่นให้

    “สมุนไพรสำหรับถอนพิษของข้าครบแล้ว”

    ฉินเฟิงรับมาตรวจ

    รากหิมะเจ็ดข้อ

    ดอกวิญญาณอุ่น

    แก่นอสูรธาตุไฟระดับสอง

    ครบจริง

    แก่นอสูรยังมีพลังเกือบแปดส่วน

    คุณภาพดีกว่าที่ต้องการ

    “หลังการประลองวันนี้ ข้าจะรักษาให้”

    นางพยักหน้า

    “ค่ารักษาเท่าใด”

    ฉินเฟิงครุ่นคิด

    ถ้าเรียกเงินธรรมดา เขาไม่ได้ขาดมากนัก

    วัตถุดิบฝึกต่างหากสำคัญกว่า

    “หินวิญญาณสิบก้อน”

    หนานกงหลีเยว่เลิกคิ้ว

    “น้อยไป”

    ฉินเฟิงมองนาง

    “คนไข้ยังมีคนขอเพิ่มค่ารักษาให้หมอด้วยหรือ”

    “เพราะข้ารู้ว่ารากหิมะกับแก่นอสูรเป็นของข้าเอง”

    นางตอบ

    “ท่านใช้เพียงวิชาแพทย์กับการปรุงโอสถ หากรักษาพิษที่หมอระดับสูงแก้ไม่ได้ด้วยหินวิญญาณสิบก้อน ข้าจะกลายเป็นคนเอาเปรียบ”

    ฉินเฟิงยิ้มบาง

    “เช่นนั้นยี่สิบ”

    “ห้าสิบ”

    “เจ้าต่อราคาผิดทางแล้ว”

    หนานกงหลีเยว่ตอบด้วยสีหน้าสงบ

    “ข้าไม่ชอบติดหนี้บุญคุณ”

    ฉินเฟิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

    จากนั้นพยักหน้า

    “ดี ห้าสิบ”

    เพียงเท่านี้ก็พอใช้ซื้อสมุนไพรจำนวนมาก

    หลินเซียวมองฉากนี้จากระยะไกล

    แต่ครั้งนี้เขาไม่เดินเข้ามา

    หลังเห็นฉินเฟิงชนะจ้าวหมิงซาน เขาเริ่มระวังมากขึ้น

    แต่ความไม่พอใจยังไม่ได้หายไป