The World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก

    ตอนที่ 44 ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

    "ถ้าใช้ปืนไม่เป็น อย่าริอาจหันปืนเข้าหาคนอื่นสิ"ทว่าหลังยึดปืนมา เขากลับปล่อยข้อมือของเธอและเดินกลับมาทางมิกะแทน ส่วนหญิงสาวที่เห็นแบบนั้นกลับสับสนงุนงง และไม่เข้าใจกับการกระทำของเขา
    “ไงยายหนูน้อย อิ่มมั้ย”บรื้อๆ“ยังคะ” มิกะทำหน้าตาหน้าสงสารและสายหน้าน้อยๆ มองมาทางเขา เพื่อสื่อสารให้รู้ว่าช็อคโกแลตแค่นั้นไม่ทำให้เธออิ่มได้หรอก เขาที่เห็นแบบนั้นกลับไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด กลับกันเขากับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก นึกเอ็นดูความน่ารักของเด็กน้อยคนนี้ไม่ได้จริงๆ
    “เอา! อย่ารีบกินละเดี๋ยวติดคอ”เขายื่นช็อคโกแลตและอาหารอัดแท่งอื่นๆให้มิกะไป 2-3 ชิ้น มิกะที่เห็นเช่นนั้นพลันอมยิ้มและรีบยื่นมือน้อยๆของเธอมารับของจากมือของเขาทันที
    “ขอบคุณคะพี่ชาย”
    เขายิ้มตอบและลูบหัวของเธอเบาๆ เป็นการปลอบประโลมว่าไม่ต้องกังวล ส่วนมิกะที่ได้ของกินไปนั้นเธอพลันฉีกซองและกัดกินด้วยความเอร็ดอร่อย ใบหน้าที่เปื้อนช็อคโกแลตและยิ้มแย้มออกมา มันทำให้ทุกๆอย่างดูสดใสและน่าอยู่ขึ้นเป็นกอง
    “พะ พี่ชายคะ”“หือ?”“หนะ หนูของเอาของกินไปแบ่งให้พี่สาวด้วยได้มั้ยคะ” น้ำเสียงที่สดใสและคำพูดที่ตะกุกตะกัก ไม่อาจบดบังความน่ารักวัยใสของมิกะจังไปได้ เขาที่เห็นแบบนั้นอดที่จะอมยิ้มและรู้สึกได้ว่าเด็กน้อยคนนี้ฉลาดและเข็มแข็งมากแค่ไหน
    “ได้สิ”“ขอบคุณคะ”เตาะแตะๆมิกะทีได้รับการตอบรับจากเขา เธอพลันเดินเข้าหาพี่สาวของเธอที่กำลังยืนมองการกระทำของทั้งสองอยู่ด้วยความงุนงง
    “พี่นานะ กินด้วยกันนะคะ พี่ชายสุดหล่อให้หนูมาคะ”
    มิกะจังยื่นอาหารอัดแท่งที่เหลืออยู่ 2 ซองให้กับพี่สาวของเธอที่กำลังมองเธอสลับกับมองเขาไปมาด้วยอาการยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนเขาทีได้ยินมิกะจังบอกว่าเขาคือ “พี่ชายสุดหล่อ” นั้นอดที่จะยิ้มและเชิดอกขึ้นมาไม่ได้จริงๆ
    “กินไปเถอะ ไม่มียาพิษหรอก”
    “ส่วนคนอื่นๆ ถ้ายังไม่คิดจะออกมา ผมจะทิ้งเอาไว้ที่นี่”หลังเอ่ยบอกพี่สาวของมิกะหรือนานะไปแล้ว เขาก็หันไปตะโกนบอกคนที่เหลือรอดภายในตู้คอนเทรนเนอร์ให้รีบออกมา น้ำเสียงของเขาที่เอ่ยออกไปนั้นเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความกดดันต่อผู้รับฟัง
    เตาะแตะ
    ฮือฮา
    ด้านหน้าตู้คอนเทรนเนอร์ปรากฏเด็กสาวเด็กชายอายุประมาณ 8-13 ปี และหญิงสาวทั้งวัยรุ่นและวัยกลางคนทยอยเดินออกมา กะด้วยสายตาน่าจะมีจำนวนประมาณ 20 กว่าคนเห็นจะได้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมีผู้ชายบ้างเล็กน้อยเพียงแต่ผู้ชายเหล่านั้นน่าจะเรียกว่าเด็กชายเสียมากกว่า
    เมื่อเห็นผู้คนที่รอดชีวิตทยอยเดินกันออกมาจนครบหมดแล้ว เขาจึงลวงเข้าไปในกระเป๋าเป๋ที่สะพายมาด้วยแต่แรก แม้เป๋ที่สะพายมาจะมีขนาดไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร ส่วนใหญ่จะเก็บพวกน้ำดื่มและของจุกจิกเล็กน้อยที่ไม่จำเป็น เพื่อลวงตาคนอื่นเวลาเขาหยิบจับสิ่งของออกมาจากแหวนโนแบน
    เขาหยิบจับน้ำออกมาจำนวน 3 ขวด อาหารอัดแท่งอีกจำนวนมากออกมาให้พวกเขา เด็กๆที่เห็นของกินต่างพากันวิ่งเข้าหาเขาอย่างไม่คิดชีวิต แม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่อาจห้ามปรามได้ทัน ทว่า
    “หยุด!!”
    เขากล่าวเสียงเย็นชาออกมา พร้อมด้วยสายตาอันแข็งกร้าวและดุดัน กวาดมองเหล่าเด็กๆที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างไม่เป็นระเบียบ ต่างคนต่างผลักดันคนอื่นให้พ้นทาง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่น่าดูชมเลยแม้แต่น้อย
    ส่วนเด็กๆที่ได้ยินเสียงและสบเข้ากับแววตาของเขา พวกเด็กๆต่างพากันหยุดชะงักและสั่นกลัว บางคนเริ่มมีน้ำตาซึมออกมาทางห่างตา บางคนเริ่มก้าวถอยหลังและทำท่าทางจะร้องไห้ออกมา
    “อย่าทำอะไรเด็กๆนะ”
    นานะที่เห็นท่าทางของเขาเปลี่ยนไป เธอที่กลัวว่าเขาจะทำร้ายเด็กๆ จึงตะโกนและวิ่งเข้ามาขวางหน้าพวกเด็กๆพร้อมหันหน้ามาเผชิญกับเขา แววตาของเธอดูเด็ดเดี่ยวและดุดัน
    แม้ลึกๆจะมองเห็นถึงความหวาดกลัวและความกังวล ทว่าเธอกลับกล้าหาญที่จะออกมาปกป้องคนอื่น สำหรับเขาช่างน่านับถือจริงๆ แต่ว่า
    “ถอยไป!!”
    น้ำเสียงเย็นชาและแฝงความกดดันทางสายตาของเขาสบจ้องแววตาที่สั่นไหวของเธอ นานะที่ถูกเสียงของเขาสะกดข่ม ทั้งแววตาดุร้ายที่มองมา เธอพลันรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น หากเธอพลาดพลั้งครั้งเดียวนั่นหมายถึงความตายของเธอ
    แม้ร่างกายและแววตาของนานะจะสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัว ทว่าเธอกลับไม่คิดจะหลบหลีกตามคำพูดของเขา ส่วนเด็กๆคนอื่นๆรวมทั้งมิกะพากันมายืนด้านหลังของนานะกันหมด
    ทว่าคนอื่นๆนอกจากเด็กๆที่เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพวกเขาต่างรู้สึกหวาดกลัวและถอยหลังเข้าไปหลบในตู้คอนเทรนเนอร์ตามเดิม แม้ว่าจะหวาดกลัวแต่ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นั้นไม่มีจุดสิ้นสุด เมื่อแววตาของพวกเขาต่างมองมายังเขาและนานะเพื่อดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
    ตึกตึก
    “กล้าหาญใช้ได้”
    นานะที่เห็นว่าเขากำลังเดินเข้ามาหาเธอ เสียงก้าวเดินที่ดังขึ้นมันเขย่าขวัญของเธอเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมือใหญ่ของเขาจับที่ไหล่ของเธออย่างเบามือ และเอ่ยประโยคถัดมา จึงทำให้เธอพลันดึงสติของตัวเองกลับมาได้ในที่สุด

    “อย่าทำแบบนั้นอีก ไม่งั้นอดกิน”
    “เข้าใจมั้ย!!”
    เขาเดินเลยนานะมายืนเบื้องหน้าของเด็กๆและกล่าวสั่งสอนพวกเขาออกไป น้ำเสียงที่ดุดันและเย็นชา ทำให้พวกเด็กๆแต่ละคนไม่พ้นมิกะ รู้สึกเกรงกลัว

    พวกเขายังเป็นเพียงแค่เด็ก ทว่าเขาที่รู้ดีถึงความโหดร้ายของโลกปัจจุบันนั้นไม่อาจให้พวกเด็กๆกระทำตัวแบบนั้นได้ เพราะหากไม่สั่งสอนให้ดี อนาคตหากพวกเขายังมีชีวิตรอด อาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ด้วยกันเองก็เป็นได้

    “อะ กินกันช้าๆเดี๋ยวจะติดคอ”
    เขายื่นอาหารอัดแท่งและน้ำดื่มออกไปให้พวกเด็กๆ เมื่อเห็นอาหารและน้ำดื่มถูกยื่นออกมา เด็กๆที่กำลังหวาดกลัวกลับกลายเป็นสดใสร่าเริงและต่อแถวเดินมารับอาหารจากเขาอย่างเป็นระเบียบ ผิดจากหน้ามือเป็นหลังตีนลิบลับ

    จำนวนอาหารที่แจกจ่ายให้แก่เด็กๆนั้น มีปริมาณที่มากพอจะให้ครบหมดทุกคน ส่วนพวกผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กๆได้รับอาหาร ต่างพากันเดินออกมาจากตู้คอนเทรนเนอร์อีกครั้ง แววตาของพวกเขาแต่ละคนดูหิวโหย ร่างกายซูบผอม เขาคิดว่าหากให้อดอาหารหรือน้ำดื่มอีก 1-2 วันเกรงว่าพวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

    เขาหยิบอาหารจากเป๋ด้านหลังออกมาเพิ่มอีกจำนวนมาก พวกเขาต่างพากันเดินเข้ามารับอาหารจากมือของเขา และกัดกินมันเข้าไปด้วยความหิวโหย จำนวนอาหารที่พวกเขากัดกินเข้าไป เป็นจำนวนที่น้อยนิดซึ่งไม่พอต่อความต้องการของพวกเขา

    ทว่าเขากลับให้เหตุผลออกไปว่า หากพวกเขาที่อดอาหารมานานกินอาหารเป็นจำนวนมากในทีเดียว เกรงว่าร่างกายของพวกเขาจะรับภาระไม่ไหว ดังนั้นนั่งพักกันก่อนเดียวเขาจะเอาอาหารมาเพิ่มให้อีก

    ทุกคนที่มองหน้ากันต่างมีสายตาลังเล และไม่มั่นใจ ทว่าพวกเขากลับไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับข้อเสนอของเขา ส่วนนานะที่เห็นว่าเขากำลังจะเข้าไปด้านในคลังเก็บสินค้าแห่งนี้

    เธอที่กังวลถึงความปลอดภัยของน้องสาวตัวเองจึงตัดสินใจขอติดตามเขาไปด้วย เพื่อป้องกันเขาตุกติก แม้ใจจริงเธอจะรู้ดีว่าหากเขาคิดจะทำร้ายพวกเธอจริง เกรงว่าแม้แต่ปืนที่เธอถืออยู่ก็ไม่ช่วยอะไรได้เลย

    “หือ จะตามมาด้วยหรือ?”
    “ชะ ใช่คะ”
    นานะที่ถูกเขาเอ่ยถาม พลันตอบกลับด้วยอาการเกร็งๆ แม้เธอจะถือปืนอยูในมือ ทว่ามันกลับไม่ช่วยให้เธอนั้นรู้สึกสบายใจได้เลยแม้แต่น้อย ในสถานการณ์ที่เธอจะต้องอยู่กับเขาเพียงลำพัง

    ส่วนคนอื่นๆที่เฝ้ามองเขาและนานะเดินออกไปจากกลุ่มนั้น แม้พวกเขาจะรู้สึกหิวโหยมากแค่ไหน ทว่าความกลัวกับเหตุการณ์ดิบเถื่อนที่เจอะเจอมา ยังฝั่งลึกลงในใจของพวกเขาไม่เสื่อมคลาย ความหวาดระแวงจึงเกิดขึ้นในใจของทุกคน

    มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะยังไม่เชื่อใจในตัวของเขาที่กระทั่งยื่นอาหารซึ่งถือเป็นฝางเส้นสุดท้ายของชีวิตของพวกเขาให้เองกับมือ เขาที่เห็นสภาพและท่าทางที่พวกเขาแสดงออกมาย่อมคาดคะเนได้ถึงสิ่งที่โหดร้ายที่พวกเขาได้เจอมากับตัวบ้างเล็กน้อย
    ดังนั้นเรื่องที่พวกเขาแสดงท่าทางหวาดระแวง สำหรับเขาจึงถือเป็นเรื่องปกติ และไม่เคยเก็บมาใส่ใจ กลับกันหากความหวาดระแวงของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นความประสงค์ร้ายต่อเขาแทน เขาการันตีได้เลยว่าพวกมันจะไม่ได้ตายดีอย่างแน่นอน

    “ระ เราจะไปไหนกันคะ”
    “คงจะต้องลองรื้อๆตู้คอนเทรนเนอร์แถวนี้ดู เผื่อมีอาหารแห้งหลงเหลืออยู่”
    “งะ งั้นขอแนะนำว่าด้านนั้นน่าจะยังมีตู้ที่มีอาหารเหล่านั้นหลงเหลืออยู่นะคะ”
    นานะที่รู้สึกเกร็งๆเวลาอยู่ใกล้เขา พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองและพูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เป็นธรรมชาติที่สุด ตัวเธอที่เป็นผู้หญิงย่อมรู้ดีถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้ท่าทีของเขาจะดูเฉยชา และไม่น่าไว้ใจ ทว่านานะกลับรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเมื่อเธออยู่ใกล้กับเขาแกรก “หืม เต็มเลยแหะ”แกรกๆเขาที่เดินเข้าไปด้านในคลังเก็บสินค้าตามที่นานะบอก พอลองสุ่มเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ด้านในดู พบว่าภายในตู้นั้นต่างอัดแน่นไปด้วยอาหารแห้งหลากหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ที่เขาเห็นจะเป็นพวกมาม่าซองเป็นหลัก
    จากนั้นพอลองไล่ๆเปิดดูตู้บริเวณนั้นประมาณ 20 กว่าตู้ เขาพบว่ามี 15 ตู้ที่มีอาหารแห้งอยู่ ที่เหลือนั้นคือตู้ที่ว่างเปล่า
    “เฮ พอจะเดินกันไหวมั้ย ตรงนี้มีอาหาร”เขาตะโกนกลับไปยังพวกที่รอดชีวิตซึ่งกำลังนั่งจับกลุ่มกันอยู่ข้างๆตู้คอนเทรนเนอร์ที่เพิ่งเดินกันออกมา เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงต่างพากันหันมามอง และทยอยกันลุกเดินตามมาทางที่เขาเรียก
    แม้พวกเขาจะได้กินอาหารอัดแท่งที่เขาแจกจ่ายให้ไปแล้ว แต่ความหิวโหยที่มีมันยังไม่หมดลง พอได้ยินว่ามีอาหารอยู่ทุกคนจึงรีบลุกและเดินไปทางนั้นทันที
    “ก่อนที่จะหยิบไป ผมมีทางเลือกให้พวกคุณ 2 ข้อ”นานะที่ได้ยินคำพูดของเขา เธอพลันขมวดคิ้วทันทีด้วยความสงสัยปนหวาดระแวง ส่วนคนอื่นๆเมื่อเดินมาถึงและได้ยินสิ่งที่เขาพูดออกมา พวกเขาต่างหยุดชะงักและมองหน้ากันไปมา แววตาของพวกเขาปรากฏความหวาดกลัว
    “หะ ให้หนูดะ ได้มั้ยคะ ละแล้วหนูจะ จะยอมทำตามทุกอย่าง”สาวแว่น วัยมัธยมปลาย ชุดฟอร์มที่ใส่เหมือนนานะไม่มีผิด หน้าตาของเธอแลดูไร้เดี่ยงสา ทว่าทรวดทรงองเอวกับเข้ารูปและเติบโตเกินวัยไปพอสมควร
    ใบหน้าของเธอตอนนี้ซีดเผือด แม้มองดูเธอจะน่ารักและน่าถนุถนอม ทว่าสิ่งที่เธอกล่าวออกมาผิดกับรูปลักษณ์ไปไกล ประโยคที่เธอพูดกระตุ้นต่อมความรู้สึกของคนอื่นๆให้ตื่นตัว และเริ่มหวั่นวิตก
    พวกเขารู้ดีถึงความสำคัญของอาหาร ที่สำคัญเมื่ออาหารเหล่านั้นตกอยู่ในมือของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า การจะได้รับมันมานั้นย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ
    และสิ่งที่สาวแว่นมัธยมปลายกระทำก็คือหลักการสำคัญที่พวกเขาทุกๆคนต่างรู้กันดี เมื่อคนอื่นๆที่คิดได้ แม้ส่วนใหญ่จะยังลังเล ทว่าเริ่มมีบางคนที่เดินออกมาพร้อมเสนอตัวให้ไม่ต่างจากสาวแว่นแม้แต่น้อย
    “ถะ ถ้าจะให้ฉันทำอะไรให้ก็ยอม แต่ฉะ ฉันขออาหารบ้างนะ”“หนะ หนูขออาหารแลกกับรับใช้นายท่านไปตลอด”“ฉะฉันขอแลกอาหารกับการนอนกับคุณ 1 คืน”สารพัดคำพูดและข้อเสนอแนะที่ถูกเอ่ยออกมา ไม่ว่าจะเด็กวัยรุ่นหรือหญิงวัยกลางคน กระทั่งแม่คนหนึ่งยังต้องขอแลกเปลี่ยนเพื่อนำอาหารมาให้ตนเองกับลูกได้กิน
    นานะที่เห็นแบบนั้น แม้เธอจะรับมันไม่ได้ ทว่าตัวเธอเองก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เช่นกัน เธอรู้ดีถึงความโหดร้ายและความเห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้น ยิ่งเขานั้นแข็งแกร่ง สำหรับเธอจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมว่าไม่อาจดิ้นรนได้
    “เธอ เธอ และเธอออกมา ส่วนที่เหลือผมมีทางเลือกข้อที่ 2 ให้”“สิ่งที่พวกเธอพูดถือว่าตกลงตามนั้น นับจากนี้พวกเธอจะต้องเป็นคนของผม”
    เขาไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธพวกเธอแต่อย่างใด กลับกันเขาเข้าใจดีถึงสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงตอบสนองความต้องการของทุกคนด้วยการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน
    สำหรับหญิงสาวทั้ง 3 คนนั้น หนึ่งในนั้นคือสาวแว่นโมเอะคนแรกที่เสนอตัวออกมา คนที่ 2 คือสาววัย 20-22 ปี ท่าทางจะเป็นนักศึกษา ส่วนคนที่ 3 คือสาววัยทำงานอายุประมาณ 26-28 ปี แต่ละคนที่เขาเลือกมานั้นจัดว่าแจ่มแจ้งที่สุดในคนทั้งหมดที่เหลือรอด
    “พวกคุณที่เหลือ จะได้รับอาหารครบ 3 มื้อ หากอยู่ภายใต้การปกครองของผม ซึ่งอาหารเหล่านั้นมากพอประทังชีวิตของพวกคุณทุกคนได้และหากพวกคุณสามารถฆ่าซอมบี้หรือทำสิ่งใดที่เป็นปนะโยชน์ต่อผมได้ คุณจะได้รับอาหารเพิ่มมากขึ้น”
    คนที่เหลือเมื่อไม่ได้ถูกเลือกย่อมมีทั้งผิดหวังและโล่งใจ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพวกเธอได้ยินว่าเขาจะแบ่งอาหารให้พวกเธอกินครบ 3 มื้อ หากยอมอยู่ใต้คำสั่งของเขา และหากทำประโยชน์ได้พวกเธอจะได้อาหารเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั้น มันกลับทำให้พวกเธอรู้สึกมีความหวังและหนทางรอดเหลืออยู่
    "พวกคุณไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะผมมีกฏและข้อบังคับที่ช่วยปกป้องพวกคุณได้ หากพวกคุณแต่ละคนไม่คิดหักหลังหรือทรยศต่อผม"
    ทุกๆคนกระทั่งเด็กไร้ซึ่งเสียงโต้แย้ง ซึ่งมันผิดปกติสำหรับคนทั่วไปเป็นอย่างมาก ทว่าการที่พวกเขาไม่ได้โต้แย้งหรือปฏิเสธข้อเสนอที่เขาหยิบยื่นมาให้นั้น นั่นก็เพราะเมื่อ 3-4 วันก่อนหน้าสิ่งที่พวกเขาพบเจอมันโหดร้ายกว่านี้นับ 10 เท่า
    ดังนั้นข้อเสนอที่เขายื่นให้จึงถือว่าไม่ได้หนักหนาเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมันไม่ไหว ส่วนสามสาวที่ถูกเขาเลือก พวกเธอต่างเดินเข้าไปหยิบจับอาหารตามต้องการ หลังจากที่เขาอนุญาตแล้ว
    ส่วนคนที่เหลือ หลัง 3 สาวเลือกอาหารที่ต้องการเสร็จแล้ว เขาจึงอนุญาตให้เข้าไปเลือกหยิบอาหารได้ตามจำนวนที่เขากำหนดไว้ โดยมีสามสาวเป็นคนตรวจสอบและคัดเลือกอีกที
    “นานะ เธอสามารถเลือกอาหารไปได้ตามที่เธอต้องการ เพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอช่วยผมหามันมาได้ในจำนวนที่มากขนาดนี้”
    “อะ อื้ม”
    “ส่วนเด็กๆ ไม่ต้องเข้าไปแย้ง พวกเธอจะได้กินอาหารครบ 3 มื้อตามปกติอยู่แล้ว และยิ่งพวกเธอเชื่อฟังมากแค่ไหน พวกเธอจะได้อาหารมากยิ่งขึ้น”
    เด็กๆที่จะเข้าไปร่วมหยิบอาหาร ต่างหยุดชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาบอก พวกเขาที่ถูกหักห้ามแม้จะมีท่าทีไม่ยินยอมทว่า กลับไม่อาจปฏิเสธใดๆได้เมื่อพบแววตาดุดันที่มองมา
    "พวกเธอทั้ง 3 เลือกอาหารและแบ่งให้เด็กๆอย่างเท่าเทียม""คะ นายท่าน"*3
    “ผมให้เวลาพวกคุณกินและฟื้นตัว 1 ชั่วโมงจากนั้นพวกเราจะเดินทางออกจากที่นี่ ไปยังฐานหลบภัยของผม”

    End


    คล้ายกับเรื่องThe World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก ที่คุณอ่าน