“รายงานฝ่าบาทมีคนของท่านแม่ทัพผู้ติดตามองค์ชายใหญ่กลับมารายงานพะยะค่ะ”
“รีบเชิญตัวเข้ามาเร็ว”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
“เอาหละไม่ต้องมาพิธีผลของสงครามเป็นอย่างไรบ้างรีบรายงานข้ามาเร็ว”
“เรียนฝ่าบาทองค์ชายใหญ่สามารถเอาชนะกองทัพของอาณาจักรเมฆาตะวันตกได้แล้วพะยะค่ะ”
“อะไรนะฟางฮุ่ยสามารถเอาชนะกองทัพของอาณาจักรเมฆาตะวันตกได้จริง ๆ หรือแล้วพวกนั้นยกกองทัพมาจำนวนเท่าไหร่?”
“ห้าหมื่นนายพะยะค่ะ”
“อะไรนะกองทัพตั้งห้าหมื่นนายองค์ชายใหญ่สามารถเอาชนะศัตรูที่มีกำลังพลมากถึงห้าหมื่นนายได้เช่นนั้นหรือนี่แล้วกองทัพของเราสูญเสียไปมากน้อยเท่าไหร่” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา
“กองกำลังของเราสูญเสียแค่ไม่กี่ร้อยนายส่วนกองกำลังของศัตรูสูญเสียไปมากกว่าสี่หมื่นนายในนั้นยังรวมถึงนักเวทของอาณาจักรเมฆาตะวันตกรวมอยู่ด้วยหนึ่งคนพะยะค่ะ”
“อะไรนะสามารถสังหารนักเวทได้ด้วยหรือฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดอาณาจักรเมฆาตะวันตกก็ต้องมีวันนี้กับเขาด้วย แล้วทำไมตอนนี้องค์ชายถึงยังไม่กลับมา”
“ตอนนี้องค์ชายใหญ่กำลังจัดเตรียมและรับสมัครกองกำลังเพิ่มเติมเพื่อรอรับศึกครั้งต่อไปและเตรียมตัวที่จะขยายดินแดนออกไปอีกคาดว่าอีกไม่กี่เดือนน่าจะทำสงครามกับอาณาจักรเมฆาตะวันตกอีกรอบพะยะค่ะ”
“อะไรนะรับสมัครกองกำลังเพิ่ม แล้วพวกเขาใช้งบประมาณจากที่ไหน คงจะไม่กลับมาเบิกที่คลังหลวงหลอกนะ”ขุนนางฝ่ายคลังรีบเอ่ยขึ้นมา
“องค์ชายใหญ่และองค์หญิงรวมถึงท่านเฟยหลงได้เตรียมการทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
“ลูกชายของข้าโตแล้วจริงๆ โชคดีจริง ๆ ที่เจอกับบุคคลที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นหากข้าเดาไม่ผิดคงเป็นความคิดของเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างแน่นอนข้าอยากรู้ว่าเขาจะมีความสามารถมากขนาดไหนกัน”
“ฝ่าบาทพระองค์หมายถึงเพื่อนขององค์ชายใหญ่หรือพะยะค่ะ”
“ใช่แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นมีความสามารถมากกว่าที่เจ้าคิด ทุกคนจำเอาไว้ให้ดี อย่าได้คิดล่วงเกินเด็กหนุ่มที่ชื่อเฟยหลงคนนั้นโดยเด็ดขาดหากใครทำให้เขาขุนหมองใจ ข้าจะลงโทษผู้นั้นอย่างหนัก”
หลังจากที่ประกาศออกไปชาวเมืองจำนวนมากได้รับการสอนจากเฟยหลงโดยตรงถึงวิธีการต่างๆ ในการปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเฟยหลงและองค์หญิงฟางเซียนต่างช่วยกันดูแลและคอยให้ความรู้กับชาวบ้านอย่างดีมาโดยตลอดเฟยหลงได้สอนองค์หญิงฟางเซียนเกี่ยวกับเรื่องของการปลูกและดูแลสมุนไพรไปจนถึงวิธีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง
ส่วนกองกำลังที่รับสมัครเข้ามาใหม่มีจำนวนสามหมื่นนายพวกเขาได้รับการฝึกฝนจากแม่ทัพใหญ่และองค์ชายใหญ่ ตารางการฝึกฝนเป็นเฟยหลงที่เป็นผู้จัดตารางการฝึกให้ทุกคนจะได้รับการฝึกการใช้อาวุธทุกรูปแบบโดยไม่จำเพาะเจาะจงเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป
สงครามในครั้งนี้ได้สร้างความหวังครั้งใหม่ให้กับผู้คนองค์ชายใหญ่ องค์หญิงฟางเซียนและเฟยหลงได้รับการยอมรับและนับถือจากทุกคนในเมืองเซียนหยางแห่งนี้เป็นอย่างมากหลังจากที่เหล่าทหารทั้งหมดได้ร่วมกันฝึกฝนอย่างหนักตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
“เฟยหลงเจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าพวกเราจะบุกโจมตีค่ายโจรพวกนี้”
“กองกำลังของพวกเราเองก็มีคนจำนวนมากกองโจรพวกนี้เป็นกองโจรเล็ก ๆ ที่ทำความเดือดร้อนให้กับผู้คนมานานสมควรกำจัดทิ้งให้หมด”
“แต่ว่าทหารพวกนี้เป็นทหารใหม่ทั้งหมดเลยนะบางคนยังไม่เคยฆ่าคนเสียด้วยซ้ำไปหากนำไปรบจริงข้าเกรงว่าจะสูญเสียไปไม่น้อยเลยทีเดียว”
“หากไม่รบจริงก็ไม่มีประสบการณ์เมื่อถึงคราวออกรบจริงจะถูกสังหารโดยง่าย เอาหละพวกท่านไม่ต้องกังวลไป พวกเราจะโจมตีค่ายโจรหมาป่าทมิฬก่อนเป็นที่แรกเพราะพวกมันอยู่ใกล้พวกเรามากที่สุด”
เช้าวันรุ่งขึ้นกองกำลังจำนวนกว่าห้าพันคนเริ่มออกเดินทางโดยมีเจ้าเมืองเซียนหยางเป็นผู้นำทางพวกเขาไปยังค่ายโจร ตลอดเวลาหนึ่งเดือนเจ้าเมืองได้รับหน้าที่ให้ค้นหาค่ายโจรทั้งหมดซึ่งค่ายโจรที่พวกเขาสืบทราบและรู้ตำแหน่งที่แน่นอนมีด้วยกันถึงสิบห้าค่ายด้วยกันแต่ละค่ายมีกำลังพลตั้งแต่ห้าพันคนไปจนถึงหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว
เมื่อมาถึงค่ายโจรหมาป่าทมิฬพวกเขาพบว่าค่ายโจรแห่งนี้มีกำแพงรั้วกั้นรอบ ๆ ค่าย มีพวกโจรลาดตระเวนอยู่ด้านบนรั้วไม้มีความสูงเกือบสี่เมตรทำให้มองเห็นโดยรอบได้อย่างชัดเจนเฟยหลงให้พวกเขาตั้งทัพพร้อมจู่โจม ส่วนกำลังพลส่วนหนึ่งถูกส่งออกไปล้อมรอบค่ายของพวกมันเอาไว้และทำการหลบซ่อนตัวรอสังหารพวกที่หลบหนีออกมาได้
“เป็นที่นี่สินะ”
เฟยหลงตรวจสอบสถานการณ์โดยรอบการรวบรวมข่าวสารในการทำสงครามนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเฟยหลงจึงได้ฝึกฝนทหารกลุ่มหนึ่งให้เป็นหน่วยข่าวกรอง ทหารกลุ่มนี้มีจำนวนแค่หนึ่งร้อยคนเท่านั้นพวกเขาถูกฝึกฝนให้แทรกซึม และแฝงตัวกับพวกศัตรูได้อย่างแนบเนียน
แม้จะเป็นค่ายโจรแต่พวกเขาก็สามารถแทรกซึมเข้าไปภายในค่ายโจรได้อย่างไม่ยากเย็นหน่วยข่าวกรองที่ถูกส่งเข้าไปในค่ายโจรมีเพียงแค่ห้าคนเท่านั้นเฟยหลงรออยู่ห่างจากค่ายกลไปไม่ไกลมากนัก เพียงไม่นานหน่วยข่าวกรองทั้งห้าคนก็กลับมารายงานสถานการณ์ด้านใน
เฟยหลงฟังรายละเอียดต่าง ๆ เขาใช้ความคิดอยู่ครู่หนี่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“พวกเราจะลอบโจมตีในคืนนี้ทุกคนเตรียมตัวให้ดี พวกเจ้าทั้งห้าคนกลับเข้าไปในค่ายอีกครั้งในตอนเย็นจากนั้นเมื่อฟ้ามืดให้พวกเจ้าวางเพลิงในค่ายโจรพวกเจ้าทั้งห้าคนต้องระวังให้ดีอย่าให้พวกมันจับได้โดยเด็ดขาเมื่อเกิดเพลิงไหม้พวกเราจะอาศัยจังหวะที่พวกมันไม่ทันได้เตรียมตัวบุกโจมตีพวกมัน”
“ขอรับนายท่าน”
หลังจากที่ท้องฟ้ามืดมิดทั้งห้าคนจึงได้ทำการลอบเผาค่ายของพวกโจร เมื่อเกิดเพลิงไหม้เหล่าพวกโจรจึงได้แตกตื่นตกใจ พวกมันพยายามดับไฟ แต่ด้วยบริเวณที่พวกมันตั้งค่ายมีลมพัดมาอย่างต่อเนื่องทำให้เปลวเพลิงโหมลุกโซนอย่างรวดเร็ว
“สังหารพวกมันอย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”เป็นหน้าที่ขององค์ชายใหญ่สั่งการให้เหล่าทหารใหม่ทุกคนเข้าจู่โจมค่ายโจรทันทีหลังจากที่พวกมันตกอยู่ในความวุ่นวายเหล่าโจรที่ไม่ได้เตรียมตัวถูกกองกำลังของทหารใหม่เข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว
เสียงร้องโวยวายดังขึ้นมาจากในค่าย เหล่ายามที่ลาดตระเวนอยู่ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงที่ลุกลามไปทำให้พวกโจรที่อยู่ในค่ายตกอยู่ในความวุ่นวายในทันทีกองกำลังของทหารใหม่พุ่งเข้าโจมตีพวกมันพร้อมกับสังหารเหล่าพวกโจรได้อย่างง่ายดาย
“พวกเจ้าอย่าได้ลนลานรีบไปหยิบอาวุธมาสู้กับพวกมันซะ”
เสียงของชายวัยกลางคนคิ้วหนาดกดำ กำขวานแน่นขณะที่มันโถมเข้าหาองค์ชายใหญ่ในขณะที่มันเหวี่ยงขวานภายในมือเข้าใส่องค์ชายใหญ่องค์ชายใหญ่เบี่ยงตัวไปด้านข้างเพื่อหลบการโจมตีของชายวัยกลางคนนั้นในเวลาเดียวกันองค์ชายใหญ่ก็ฟันดาบใส่ชายวัยกลางคนนั้นอย่างไม่ลังเล
ชายวัยกลางคนนั้นไม่มีความหวั่นเกรงใดๆ ในขณะที่เขายกขวานขึ้นมาตั้งรับดาบขององค์ชายใหญ่เฟยหลงเห็นดังนั้นเขาพลันทราบได้ทันทีว่าชายวัยกลางคนที่ต่อสู้กับองค์ชายใหญ่นั้นคือหัวหน้าค่ายโจรแห่งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นฝีมือหรือรูปร่างหน้าตาคล้ายกับหน่วยข่าวกรองได้แจ้งให้เขาทราบในตอนเที่ยงหากสามารถสังหารหัวหน้าโจรได้ก็เป็นการง่ายอย่างยิ่งในการที่จะทำให้เหล่าโจรพวกนี้ยอมจำนนให้กับพวกเขา
“องค์ชายสังหารหัวหน้าโจรคนนั้นให้ได้จะเป็นการง่ายที่เราจะทำให้พวกมันยอมจำนน”
“เจ้าคิดหรือว่าจะสามารถสังหารข้าได้ง่ายๆ เช่นนั้นหรือ?เจ้าพวกไก่อ่อน”
“ได้หรือไม่เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง”องค์ชายใหญ่ระเบิดพลังปราณออกมาพร้อมกับพุ่งทะยานเข้าหาชายวัยกลางคนนั้นเฟยหลงเองก็ชักกระบี่ของเขาพลันพุ่งทะยานเข้าหาชายวัยกลางคนนั้นด้วยเช่นกัน
“แค่สองคนคิดจะสังหารข้าเช่นนั้นหรือคิดง่ายไปกระมัง” ชายวัยกลางคนระเบิดพลังปราณของเขาออกมาในทันทีระดับฝีมือของชายวัยกลางคนอยู่ในระดับจักพรรดิในขณะที่องค์ชายใหญ่และเฟยหลงนั้นพวกเขายังคงอยู่ในขั้นยอดยุทธ์ ระดับแปด และระดับสามเท่านั้น
เฟยหลงอยากจะใช้ดาบพิทักษ์มังกรของเขาจัดการกับหัวหน้าโจรให้สิ้นซากแต่เนื่องจากในตอนนี้ดาบพิทักษ์มังกรของเขายังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้เพราะระดับฝีมือของเขานั้นในตอนนี้ยังต่ำเกินไป
แม้เฟยหลงจะมีระดับฝีมือที่ต่ำกว่าองค์ชายใหญ่แต่เฟยหลงเองฝึกคัมภีร์หมื่นอักษรถึงแม้จะฝึกได้เพียงแค่อักษรตัวแรกแต่ความรุนแรงของท่าร่างนั้นกลับรุนแรงเป็นอย่างมาก เพียงแค่เฟยหลงแทงท่าร่างออกไปความรุนแรงของปราณกระบี่ที่ส่งออกไปยังหัวหน้าโจรกลับรุนแรงเป็นอย่างมาก
หัวหน้าโจรใช้ขวานทั้งสองต้านรับปราณกระบี่เอาไว้แต่ความรุนแรงของปราณกระบี่นั้นกลับสามารถทะลุผ่านขวานทั้งสองไปได้อย่างง่ายดายทำให้ขวานของหัวหน้าโจรที่ใช้ป้องกันนั้นถึงกับแตกสลายไปทันที
ฉัวะ!!
อ๊ากก!!!
ชายวัยกลางคนนั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อดาบขององค์ชายใหญ่ตัดเข้าไปที่แขนของมันจนขาดออกจากกัน เฟยหลงร่ายรำท่าร่างอีกครั้งก่อนปล่อยปราณกระบี่ออกไปตัดศีรษะของหัวหน้าโจรภาพสุดท้ายที่หัวหน้าโจรได้เห็นคือร่างที่ไร้ศีรษะของตัวเองเลือดพุ่งกระฉูดอาบไปทั่วร่างของหัวหน้าโจรก่อนที่มันจะล้มลงสิ้นใจอยู่ตรงนั้น
“หัวหน้าของพวกเจ้าถูกสังหารแล้วหากใครยอมจำนน พวกเราจะไว้ชีวิตพวกเจ้าแต่หากใครไม่ยอมจะถูกสังหารตามหัวหน้าของพวกเจ้า”เสียงขององค์ชายใหญ่ประกาศดังออกมาเหล่าพวกโจรที่เหลือที่กำลังต่อสู้กับทหารใหม่ของพวกเขาหยุดการต่อสู้ในทันที