คำทำนายสื่อรัก

    พี่ยอมรับเคราะห์กรรมนั้นไว้

            “ข้าเอ่อ..” เหลือบมองบุรุษข้างกายผู้หล่อเหลา “ไม่รู้แต่ข้าใจเต้นแค่เพียงกับพี่หาน” หันหน้าหนี “แล้วทำไมข้าจะต้องมาพูดเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าทุกคนด้วยเนี่ย!!!” พรึ่บ!! เดินเร็วๆ และกระโดดออกไปด้านนอกเพราะอาย

            “หึ” เพ่ยหานหรงส่ายหัวแล้วบอก “ยามนี้ข้าส่งพิราบสื่อสารขอหมั้นหมายองค์หญิงเจ้าเฟิ่งเซียนแล้วหวังว่ารัชทายาทและองค์ชายเจ้าหยางหลงคงจะมิขัดใช่หรือไม่”

            “ขอหมั้นหมายมาเพื่อ?”

            “ฮองเฮาของข้า..ต้องเป็นนาง ทุกอย่างมิได้เกี่ยวกับเรื่องอำนาจแต่มันเกี่ยวกับใจของข้า”

            “_” / “_”

            “ขอตัวไปพูดคุยกับเฟิ่งเซียนอีกชั่วครู่ ยามนี้ใกล้ยามอู่แล้วอีกครึ่งชั่วยามข้าเชิญร่ำสุรากันที่นี่” ย่างกายออกจากศาาลาทะยานตัวตามสตรีหน้าปุไปอย่างรวดเร็ว

            เจ้าหยางหลงมองเจ้าอี้หลิง “เราต้องรอจัดงานสมรสเลยหรือไม่พี่อี้หลิง”

            “เจ้ากล่าวเกินไปแล้ว” รัชทายาทจิบชา

            ทั้งสององค์ชายพูดคุยกันไม่ถึงหนึ่งเค่อ พระสนมกุ้ยเฟยและภรรยาของนางก็เดินมาร่วมวงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานถึงสาเหตุที่ต้องมาเป็นกุ้ยเฟยในนามพร้อมกับเสียงหัวเราะเต็มศาลา

                    ๑-------------------๑

            “อย่านะเจ้าคะ” เจ้าเฟิ่งเซียนที่ถูกตามตัวได้อย่างง่ายๆ เพราะฝีเท้าของผู้ฝึกยุทธ์คนละชั้นกันจนตอนนี้นางถูกลากมาในห้องหนังสือ

            “มาคุยกันดีๆ ได้หรือไม่”

            “คุยสิ่งใดอีกเล่า”

            “คุยเรื่องหมั้นหมาย” เชยคางมนผ่านผ้าผืนบาง “ตกลงหรือไม่”

            “แต่ท่านพ่อท่านแม่มิได้อยู่ด้วยนะเจ้าคะ”

            “พี่ชายของเจ้าเป็นพยาน เราหมั้นหมายกันในวันเกิดของข้า” กอดรอบเอวบาง

            “พี่มิอายรึเจ้าคะที่ข้าอัปลักษณ์”

            “หาได้อาย…แล้วเจ้าเล่ารังเกียจข้าที่มีสนมหรือไม่”

            “มิได้รังเกียจแต่ข้าไม่อยากให้พี่มี”

            “วันหน้าหากเจ้านั่งเคียงข้างข้า ข้าล้วนตามใจเจ้า ดีหรือไม่แต่ขออย่างเดียวห้ามก่อเรื่องใส่ตัวเด็ดขาด”

            “เจ้าค่ะ..อ๊ะ!!!” ใบหน้าตุ่มครุ่นคิดถึงใบหน้าตนเอง “พี่หานหรง ท่านหมอหญิงอยู่ที่ใดเจ้าคะ”

            “ไม่ไกลจากที่นี่เดี๋ยวให้องครักษ์ไปตามมาหาที่ศาลา” ก้มหน้าหาสตรีหน้าตุ่ม “คำตอบเล่า ว่าอย่างไร”

            “เหตุใดถึงเร่งรัดนักเล่าเจ้าคะ”

            “จะว่าเร่งรัดก็คงจะใช่สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแคว้นเพ่ยเป็นแคว้นที่มีความเชื่อเรื่องดวงชะตา” แล้วทุกเรื่องก็ถูกเปิดเผยพร้อมกับเรื่อง ‘สตรีในคำทำนาย’

            ใบหน้าของเจ้าเฟิ่งเซียนมืดครึ้มเมื่อฟังจนจบ “พี่คิดว่าข้าคือสตรีนางนั้น?”

            “ครึ่งหนึ่งใช่เพราะเจ้ามีนิสัยมิเหมือนสตรีแต่อีกครึ่งไม่ใช่เพราะเจ้าอัปลักษณ์”

            “ปล่อยข้าเลยนะเจ้าคะ” ขัดขืนออกจากการจับกุมเมื่อคิดว่าบุรุษตรงหน้าเข้าใกล้นางเพราะคำทำนาย

            “เฟิ่งเอ๋อร์ฟังพี่” เสียงทุ้มนุ่มพร้อมเปลี่ยนสรรพนามดังขึ้นเหนือศรีษะ “สตรีเนื้อคู่ของพี่ นางงดงามล่มเมืองแต่ถึงเจ้ามิได้งามล่มเมืองพี่ก็จะเลือกเจ้าอยู่ดี เจ้าก็รู้ว่าพี่เฝ้าหวงเฝ้าห่วงเจ้าทุกครั้งหาได้สนใจใบหน้าของเจ้าไม่” เชยคางมนพร้อมกับปลดผ้าคลุมหน้าของนางลง “ฟังนะ..ถึงเจ้าจะมีตุ่มพองเต็มหน้ารักษาไม่หายแต่เจ้าก็คือเจ้า ครั้งนี้พี่ขอทำตามใจตนเองไม่ว่าวันข้างหน้าเจ้าจะเป็นสตรีผู้นั้นหรือไม่ เจ้าก็ยังจะเป็นฮองเฮาของพี่” กอดนางแน่น

            เจ้าเฟิ่งเซียนน้ำตาคลอเมื่อได้ฟังคำนั้น “ถ้าหากข้ามิใช่สตรีนางนั้นแล้วพี่รับเคราะห์กรรมเล่า”

            “พี่ก็จะรับมันไว้เองขอแค่เจ้าอยู่ข้างๆ พี่ก็พอ” ทั้งสองคนกอดกันแน่นในใจเฟิ่งเซียนซึมซับความจริงใจจากบุรุษที่บอกว่ารักนางจนความรู้สึกมันท่วมท้นไปหมด ใบหน้าตุ่มหมายมาด

            ‘หึ..สตรีในคำทำนายรึก็ได้..งั้นข้าจะเป็นมันให้ดู!!’

                    -----++++++---------+-

            นับจากประหารสกุลฉีจบสิ้นไปแล้ว ไม่กี่วันให้หลังฮ่องเต้เพ่ยหานหรงให้ขันทีมารับสั่งทูลเชิญกลุ่มราชทูตแคว้นเจ้าเข้าไปพนักในวังหลวงทันทีและภาพพระองค์ฝึกกระบี่กับสตรีอัปลักษณ์ก็มีให้เหล่าองค์หญิงต่างแคว้นหลายๆ แคว้นที่เริ่มเดินทางกันเข้ามาพบเห็นอยู่ทุกวันไม่เว้นแม้แต่องค์หญิงจินอวี้เหนียงองค์หญิงที่มาเป็นลำดับแรกและขอเข้าเฝ้าอยู่หลายครั้งแต่พระองค์มิยอมให้เข้าเฝ้าและวันนี้นางจะไม่ยอมเด็ดขาด

            “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะหม่อมฉันจินอวี้เหนียงจากแคว้นจินยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบพระองค์เพคะ” ย่อกายอย่างงดงามพร้อมกับมองคนจากแคว้นเจ้าที่ประลองฝีมือกันตรงนี้

            “ลุกขึ้น..มีสิ่งใดรึองค์หญิง” เพ่ยหานหรงมิได้ให้ความสนใจเทียบเท่าเจ้าเฟิ่งเซียนที่กำลังนั่งมองท่านหมอหญิงจับเกสรดอกกุหลาบพันปีมาทาใบหน้าทหารผู้หนึ่ง

            “หม่อมฉันทำน้ำแกงมาถวายเพคะ” หันกายไปทางนางกำนัลพร้อมกับยกถ้วยน้ำแกงมาเปิดฝาหอมกรุ่น “ลองเสวยดูสิเพคะ” แกร่ก วางถ้วยลงตรงหน้าพระพักตร์พร้อมเขินอายเมื่อพระองค์หันมอง

            “ข้ามิได้สั่งเก็บกลับไป” พรึ่บ!!! สะบัดตัวลุกขึ้นยืนเดินเข้าหาเจ้าเฟิ่งเซียน “เฟิ่งเอ๋อร์พี่หิวแล้ว”

            “รอสักครู่เจ้าค่ะ น้องดูใบหน้าทหารคนนี้ก่อนได้หรือไม่” เมื่อตกลงเป็นคู่รักกันคำพูดย่อมเปลี่ยนแปลงไป

            “นี่เป็นคนที่ห้าแล้วนะ พี่มิเห็นจะมีทหารคนใดเกิดอาการแพ้แม้สักคน..ช่างมันเถิดจะหายรึไม่หายพี่ล้วนไม่ใส่ใจ”

            "พูดเช่นนี้อีกแล้วนะเจ้าคะ” นางบ่นแต่ก็ยอมลุกขึ้น

            ภาพบุรุษรูปงามกับสตรีอัปลักษณ์เดินห่างออกไปสร้างความริษยาให้แก่สตรีโดยรอบมิใช่น้อย องครักษ์ส่วนพระองค์ล้วนเฝ้ามองดูท่าทีขององค์หญิงทั้งหลายพร้อมรายงานต่อฮ่องเต้ทุกคืนไม่เว้นแม้แต่อาการของสนมเสียนเฟยที่ยืนมองดูอยู่ไม่ไกล

                    ๑-------------------๑

            ตำหนักหงเซ่อที่เป็นตำหนักรับรองของราชทูตแคว้นเจ้า ยามนี้ด้านหน้าตำหนักมีสตรีอัปลักษณ์นั่งแปรงขนพยัคฆ์ขาว สามบุรุษนั่งร่ำสุรารอบกายมีองครักษ์รายล้อม

            “ผ่านมาแปดวันข้าคิดว่าลู่ชิงเทียนและตั้งมู่เกอคงจะใกล้ถึงวังหลวงแล้ว” รัชทายาทเจ้าอี้หลิงกล่าวเพราะด้วยวิชาตัวเบาขั้นห้าใช้เวลาเดินทางเพียงสิบวันเท่านั้น “พี่หานหรงช่างตัดสินใจรวดเร็วดียิ่ง”

            “หากพบเจอสตรีที่ทำให้ใจเต้นแรง เหตุใดต้องรอนานมิสู้บอกกับนางตรงๆ ไปคงจะดีกว่า ก่อนที่สุดท้ายนางจะตกไปเป็นของผู้อื่น” มอง        เจ้าเฟิ่งเซียนด้วยแววตาอ่อนโยน พระองค์รู้แล้วว่าควรให้นางมาอยู่ใกล้ตาดีกว่าให้อยู่ห่างแล้วจิตใจต้องพะว้าพะวงเช่นเดิม

            “ก็จริง” เจ้าหยางหลงยกจอกสุราขึ้นดื่ม “ฝากพี่ดูแลนางด้วย นางอาจจะชอบเล่นซนแต่นางเป็นสตรีที่จิตใจดีมาก”

            “ข้ารู้ นางเป็นคนมุ่งมั่นและจิตใจดี” ฮ่องเต้และสององค์ชายร่วมดื่มสุรายาวนานไปจนถึงยามซวี่ (20.00)

            ต้าสึมองไปยังหน้าตำหนักเห็นพระสนมเสียนเฟยในชุดสีแดงดูเย้ายวนเดินนวยนาดมาใกล้ๆ นางคงเฝ้ารอพระองค์เสด็จไปร่วมคืนวสันต์ด้วยกระมัง ‘หึ’ มากกว่าสามเดือนแล้วที่พระองค์มัวแต่วุ่นวายเรื่องอื่นจนลืมนางไป มิรู้ว่ายามนี้นางจะมาหาเรื่องใส่ตัวเหมือนองค์หญิงจินอวี้เหนียงรึเปล่า องครักษ์คนสนิทก็ได้แต่ส่ายหัว

            “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” เสียนเฟยยิ้มหวานจับใจ ยามนี้นางมิมีคู่แข่งอีกต่อไปแล้วเพราะสนมหวางเฟยถูกประหารทั้งตระกูล สนมกุ้ยเฟยก็แค่สนมในนาม ส่วนสตรีหน้าอัปลักษณ์นางนั้น ‘หึ’ “หม่อมฉันขอนั่งร่วมดื่มด้วยได้หรือไม่เพคะ”

            ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงมีสีหน้าเฉยชาและมิตอบคำทำเพียงแค่ปรายตามอง นางยืนอยู่เช่นนั้นด้วยความอับอาย สามบุรุษยังคงพูดคุยกันอย่างปกติจนเจ้าเฟิ่งเซียนลุกขึ้นเดินเข้ามาหากลุ่มบุรุษร่ำสุรา

            “สนมเสียนเฟยของพี่หานหรงใช่หรือไม่เจ้าคะ?” นางนั่งลงข้างๆ ฮ่องเต้เจ้าครองแคว้น พยัคฆ์ขาวย่างกายแทรกผ่านสตรีชุดแดงอย่างตั้งใจก่อนจะหมอบลงแทบเท้าเจ้าเฟิ่งเซียน

            “เป็นเช่นนั้น” ยกจอกสุราขึ้นจิบ “หาได้รักใคร่”

            พระสนมใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกหันซ้ายแลขวาอย่างมิกล้ากล่าวแทรก ความอับอายลุกลามแดงก่ำจนทั่วตัวเหมือนสีชุด

            “เช่นนั้นพี่ก็ร่วมหอกับนางใช่หรือไม่?” สตรีหน้าตุ่มหน้าบึ้ง

            “เพราะมันคือหน้าที่ แต่นานแล้วมิได้ร่วมและหลังจากนี้จะไม่ไปที่ตำหนักนางอีก” กล่าวอย่างไม่ไว้หน้า “สมใจเจ้าหรือไม่?”

            “ย่อมสมใจข้าแน่ๆ แล้วเหตุใดจึงยังมิปลดนางไปเลยเจ้าคะ” เจ้าเฟิ่งเซียนเอ่ยออกมาหน้าตาเฉยพร้อมกับคีบเป็ดตุ๋นออกมาทาน ทั้งๆ ที่ใบหน้านางยังคงมีตุ่ม

            “เพราะนางยังมิได้ทำสิ่งใดผิด” เงยหน้ามองเสียนเฟยที่ตัวสั่นเทิ้มกับคำพูดของพระองค์ “อยากร่ำสุราก็ไปนั่งไกลๆ อย่ามานั่งใกล้ข้า”

            “ฝ่าบาท!!!” นางเรียกเสียงดัง “เหตุใดพระองค์หักหน้าหม่อมฉันท่ามกลางคนต่างแคว้นเช่นนี้เพคะ สตรีอัปลักษณ์นางนี้วางยาพระองค์ใช่หรือไม่พระองค์ถึงได้หลงมัวเมานางทั้งๆ ที่นางมิมีส่วนใดเทียบหม่อมฉันได้สักอย่าง!!!”

            “อื้อหือ....ยัยสนมนี่ด่าแรงมากกก” เจ้าเฟิ่งเซียนพูดเป็นภาษาไทยแล้วยักไหล่

        

    คล้ายกับเรื่องคำทำนายสื่อรัก ที่คุณอ่าน