ในยุคสมัยแห่งความสงบสุขราชวงศ์โจวเน้นขุนนางพลเรือนควบคุมขุนนางทหาร แม่ทัพขั้นห้าเช่นแม่ทัพฉีไม่เป็ที่ชื่นชมนิสัยก็หยิ่งยโส ไม่มีที่ให้ต่อสู้ ซ้ำยังไม่มีโอกาสสร้างคุณงามความดีวิธีเดียวที่เขาคิดได้ก็คือให้ลูกสาวแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
ไป๋หย่งชุนมีสกุลสูงศักดิ์คนในครอบครัวก็มีความสัมพันธ์อันดีกับว่านกุ้ยเฟยและครอบครัวของนางแม้เ้าชู้สักหน่อย แต่คนที่ตำแหน่งสูงมากอำนาจผู้ใดเล่าที่ไม่มีหลวงมีน้อยยิ่งกว่านั้นเขาก็มิได้มีอนุ เพียงแค่ชอบหญิงงามเท่านั้นเดิมทีนี่ก็ไม่เสียหายมากนัก
ดังนั้นฉีหย่งที่รีบร้อนขายบุตรสาวกับอานลู่โหวไป๋หย่งชุนที่ชื่นชอบหญิงงามจึงเข้ากันได้ดี
บัดนี้ฉีหย่งพาปี้ชิงมาด้วยตนเองข้อแรกเพื่อใกล้ชิดไป๋ซีอวิ๋น ลบล้างความไม่พอใจที่สกุลฉีเมื่อครู่ ข้อสอง เขาคิดว่าถ้ามีโอกาสพูดคุยกับอานลู่โหวอีกคนเป็พ่อคงจัดการบุตรชายของตนได้กระมัง?
ผู้ใดจะคิดว่าแม้แต่์ก็ช่วยเขาเขาอยู่โถงหน้า เพิ่งดื่มชาอึกเดียว อานลู่โหวก็พาบุตรชายคนเล็กมาด้วยตนเอง
ฉีหย่งลุกขึ้นยืนอย่างปลาบปลื้มคำนับและพูดว่า “อานลู่โหว”
ยามนี้ไป๋หย่งชุนอยากได้ลูกสาวของผู้อื่นกลัวฉีหย่งคิดว่าเื่ที่เขากำลังจะเรียกร้องนั้นไม่เข้าท่าท่าทีจึงเกรงใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อน “พ่อตามาเยือนด้วยตนเองถึงจวนข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งโดยแท้!”
“ท่านโหวเกรงใจเกินไปแล้ว” ฉีหย่งยิ้มพูด
ไป๋ซีมู่รู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่เห็นบิดาเกรงอกเกรงใจฉีหย่งปานนี้เขาทำความเคารพก่อนจะพูดว่า “คำนับแม่ทัพฉี”
“คุณชายสาม พวกเราพบกันอีกแล้ว วันนี้รบกวนคุณชายสามส่งบุตรสาวของข้ามาเยี่ยมบ้านแล้ว”
“ไม่กล้าๆ ข้าน้อยเองที่ไปรบกวนจวนท่าน”
สองฝ่ายพูดตามมารยาทสักพักแล้วต่างคนต่างนั่งลงจากนั้นไป๋หย่งชุนก็ยิ้มถามว่า “พ่อตามาเยี่ยมถึงบ้านด้วยตนเองไม่รู้มาด้วยเื่ใด”
“เป็ลูกเขยของข้านั้นส่งจดหมายมาขอคนจากข้า”ไป๋หย่งชุนชี้ปี้ชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ “ข้าจึงพาคนมาด้วยตนเอง”
ไป๋หย่งชุนคิดขึ้นมารู้สึกว่าต้องเป็เพราะในที่สุดไป๋ซีอวิ๋นก็เปิดกว้างรู้จักถูกใจหญิงสาวแล้ว แต่พินิจกลับเห็นสาวใช้นางนี้รูปร่างผอมแห้งหน้าตาก็ธรรมดา มีเพียงผิวขาวนวลหน่อย บนโหนกแก้มยังมีกระประปรายเทียบกับหญิงงามเลิศล้ำผู้นั้น ต่างกันราวฟ้ากับดินโดยแท้
เดรัจฉานผู้นั้นก็ช่างตาต่ำเหมือนสุนัขเสียจริงไม่ชอบสาวงามดีๆ ชอบสิ่งที่ไม่มีรสชาติเช่นนี้?
ปี้ชิงไปแล้วกลับมาถึงจวนอานลู่โหวอีกครั้งในใจวิตกกังวลตั้งนานแล้ว นางถูกส่งกลับไปรับใช้ฮูหยินกับคุณหนูรองต่อให้ถูกทุบตีด่าทอ ดีร้ายก็ยังรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ได้แต่วันนี้ฉีเมี่ยวเยี่ยมบ้านฝ่ายหญิงเกิดเื่เช่นนั้นซ้ำยังถูกซื่อจื่อจับได้ด้วยตนเอง เขากลับมาก็ขอให้นางตามมารับใช้ มีจุดประสงค์อันใดไม่พูดก็เข้าใจแล้ว
ไม่นึกว่ายังมีคนอิจฉานาง? ยามนี้นางร้องไห้ยังสายเกินไป
ทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัวซ้ำยังไม่อาจหนีพ้น ด้วยความร้อนรนร้อยแปดพันเก้า ทั้งยังถูกสายตาเช่นนี้ของอานลู่โหวคุกคามปี้ชิงแทบเสียสติแล้ว แต่คิดดูอีกที เล่ากันว่าอานลู่โหวมีความชอบเช่นนั้น ถ้าอีกฝ่ายเกิดถูกใจนางขึ้นมาล่ะ? เช่นนี้ก็เท่ากับว่านางยังมียันต์คุ้มภัยใช่หรือไม่คนฐานะเช่นนางยังคิดว่าอนาคตจะถูกผู้ใดแต่งงานตามธรรมเนียมได้หรือรับใช้คนอายุมากหน่อย ไม่แน่ว่าจะพ้นทุกข์เร็วขึ้น
นึกถึงตรงนี้ปี้ชิงก็ยิ้มให้ไป๋หย่งชุนอย่างเขินอาย
อย่างไรเสียก็เป็เด็กสาวอ่อนวัยแม้รูปร่างหน้าตาไม่ได้เลิศล้ำ แต่ดวงตาสดใสชุ่มฉ่ำสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในล้วนเป็ความเลื่อมใสอย่างเขินอาย
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ไป๋หย่งชุนพอใจอย่างยิ่งเขาจึงนั่งเรียบร้อยขึ้นหน่อย พูดกับฉีหย่งอย่างเกรงใจขึ้นอีกนิด “เป็ลูกสุนัขไม่รู้ความ ขอคนจากพ่อตาก็ช่างเถอะ ยังรบกวนให้มาส่งด้วยตนเอง”
“ที่ใดกันเล่า ล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องเกรงใจเช่นนี้ยิ่งกว่านั้นซื่อจื่อไม่ได้ขอให้ข้ามาส่งด้วยตนเอง”ฉีหย่งยิ้มแย้มหันไปพูดว่า “แต่บุตรสาวอยู่ที่นี่ต้องรบกวนอานลู่โหวดูแลให้มากแล้ว”
บรรลุข้อตกลงเช่นนั้นแล้วคำว่า ‘ดูแล’ เป็คำใบ้อย่างชัดเจนไป๋หย่งชุนจิตใจเบิกบาน คนงดงามบอบบางเช่นนั้นเมื่อก่อนเขาคิดว่าลูกชายตายไปเขาได้รับ่ต่อก็มีความสุขมากแล้วบัดนี้สิ่งที่เขา้าได้รับกลับมากกว่านั้น
คิดจะขัดขวางไม่ให้ฉีเมี่ยวกับไป๋ซีอวิ๋นร่วมหอกันเป็ไปไม่ได้เพราะั้แ่ฉีเมี่ยวแต่งเข้ามา ร่างกายของไป๋ซีอวิ๋นก็ดีขึ้นเรื่อยๆเขาเข้าใจความคิดของบุรุษที่สุด ภรรยาของตน จะเอาแต่มองไม่แตะต้องอย่างไรดีขึ้นเล็กน้อยต่อให้ฝืนใจก็ต้องถือหอกต่อสู้
ยามนี้เขาไม่อยากเป็บุรุษคนที่สองของนางเขาอยากเป็คนแรก
ไป๋หย่งชุนคิดเช่นนี้ที่จริงกังวลอยู่บ้างว่าแม่ทัพฉีจะไม่รับปาก บัดนี้ทั้งสองสนิทสนมกันยิ่งขึ้นอนาคตถ้าเกิดเื่ฉีเมี่ยวฟ้องทางแม่ทัพฉีขึ้นมาคิดว่าเขาคงเห็นแก่มิตรภาพในวันเก่าๆ ของสองคนและไม่สืบหากระมัง
ไป๋หย่งชุนจึงกระตือรือร้นต่อพ่อตาผู้นี้จนถึงขีดสุดนอกจากเชื้อพระวงศ์ เขายอมเอาใจคนผู้หนึ่งเช่นนี้เป็ครั้งแรก
ขณะที่สองคนพูดคุยกันฉีหย่งถูกไป๋หย่งชุนเอาใจจนทั้งสบายใจและมีเกียรติ สองคนยิ่งถูกชะตากัน
ไป๋ซีมู่เห็นแล้วสงสัยยิ่งนัก
เขารู้นิสัยของบิดาตนดีที่สุดเปลี่ยนนิสัยกะทันหัน พูดตามมารยาทกับขุนนางทหารที่ไม่ได้เป็ที่ชื่นชมเช่นฉีหย่งนี้ถ้าไม่ใช่เกิดอยากจะรู้จักถ่อมตนต่อผู้อื่นขึ้นมาก็ต้องมีแผนการอื่น
ในยามนี้เองข้างนอกแว่วเสียงฝีเท้าปนเปกัน หลายคนทอดสายตามองไปก็เห็นเกี้ยวหามจอดนิ่งไป๋ซีอวิ๋นสวมชุดหรูสีเขียวขุ่น มีบ่าวประคองขึ้นบันได
“พี่รอง” ไป๋ซีมู่รีบลุกขึ้นไปต้อนรับ
แม้มีความทรงจำไม่ดีจากชาติก่อนแต่ยามนี้ไป๋ซีมู่ยังไม่ได้ทำเื่เลวร้ายโเี้ไป๋ซีอวิ๋นเพียงระวังเขามากขึ้นเท่านั้น “น้องสาม”
“ข้าเห็นพี่รองสีหน้าดีขึ้นมาก ดูท่าหมอที่มาใหม่เป็คนเก่ง” ท่านหมอโจวถูกขับไล่ไปเรือนชิ่นหยวนเชิญท่านหมอหลี่เข้าพักโดยเฉพาะไม่ใช่ความลับแล้ว
ไป๋ซีมู่พูดเช่นนี้ไป๋หย่งชุนก็คิดว่าเสียหน้ายิ่งนัก
ดูเหมือนเขาจงใจให้หมอไร้ฝีมือไปรักษาโรคของซื่อจื่อแม้มีส่วนนี้จริงแต่พูดออกมาให้คนรู้ก็ดูไม่ดีอย่างยิ่ง
คนนอกกลับไม่คิดมากถึงเพียงนั้นโดยเฉพาะคนอย่างแม่ทัพฉีคราวนี้คิดแล้วว่าจะกอบกู้ภาพลักษณ์ต่อหน้าลูกเขยได้อย่างไรวันหน้าจะได้ก้าวหน้าต่อหน้าองค์ชายรอง เขาจึงยิ้มพูดว่า “ซื่อจื่อหน้าตาหล่อเหลา หน้าผากอิ่มเอิบแก้มกว้างคางกลมต้องเป็คนมีวาสนาในอนาคต รูปร่างหน้าตาเช่นนี้เหมือนท่านโหวโดยแท้” ยิ้มแย้มชื่นชมทั้งสองคน
ไป๋หย่งชุนยิ้มแย้มนิ่งเงียบเขามีวาสนาไม่ผิด แต่ไป๋ซีอวิ๋นป่วยจนไม่เห็นเค้าเดิม ผอมหนังหุ้มกระดูกสีหน้าก็ไม่ดีมองออกเพียงฝืนอยู่เห็นจากที่ใดว่าเขาหน้าผากอิ่มเอิบแก้มกว้างคางกลม
ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มพูด“ขอบคุณพ่อตาที่ชมเชย รบกวนท่านมาที่นี่โดยเฉพาะลูกเขยคงอายุสั้นเสียแล้ว”
“ที่ใดกันๆ ลูกเขยอุตส่าห์เอ่ยปากกับข้า เพียงแค่สาวใช้นางหนึ่งถ้าไม่มาส่งด้วยตนเอง ยังรู้สึกว่าสิ่งนี้ต่ำต้อยเกินไป กลัวทำให้จวนโหวด่างพร้อย”
ประโยคนี้พูดได้ประจบทุกคำเป้าหมายชัดเจนเกินไป
คนเช่นนี้กลับเป็บิดาของฉีเมี่ยวลำบากเมี่ยวเอ๋อร์ของเขาเติบโตมาด้วยน้ำมือของคนผู้นี้
“ท่านพ่อตาพูดเกินไปแล้ว ลูกเขย้าสาวใช้นางนี้ไม่ใช่เพราะอยากเก็บไว้ใช้งาน เพียงแต่มีเื่ไต่ถามนาง”
แม่ทัพฉียิ้มพูดว่า“ในเมื่อเป็เช่นนี้เ้าก็พาไป จะทำอย่างไรก็ได้” หยิบกระดาษแผ่นบางจากในอ้อมแขน “นี่คือสัญญาขายตัวของนางไม่กี่วันก่อนเ้าส่งกลับไปก็นำไปด้วย วันนี้นำกลับมาด้วยพอดี”
พ่อตาทำเช่นนี้นับว่าไว้หน้าไป๋ซีอวิ๋นอย่างเต็มที่แล้ว ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาฉีกหน้า ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มแย้มรอยยิ้มอึมครึมเหมือนปีศาจร้าย “ในเมื่อเป็เช่นนี้ลูกเขยขอบคุณพ่อตามาก”
ยอมรับก็ดี! ฉีหย่งฉวยมือยื่นสัญญาขายตัวให้ปี้ชิง
ปี้ชิงเืไหลในใจสองมือสั่นเทายื่นสัญญาขายตัวของตนให้เ้านายใหม่
ครั้งนี้นางคงกลับไปไม่ได้แล้ว
“ปี้ชิง”ไป๋ซีอวิ๋นนั่งลงถัดจากตำแหน่งเมื่อครู่ของไป๋ซีมู่ มีสาวใช้ยกชาให้เขา
“เ้าค่ะ” ปี้ชิงคุกเข่าลง สั่นเป็เ้าเข้า
ไป๋ซีอวิ๋นขมวดคิ้วพูดเสียงเรียบ “เมื่อก่อนยามที่ยังไม่ออกเรือนเ้ารับใช้คุณหนูสามใช่หรือไม่”
“เรียนซื่อจื่อเดิมทีบ่าวเป็สาวใช้ขั้นสามข้างกายฮูหยิน เพราะสาวใช้ข้างกายคุณหนูสาม...ทำผิดพลาด ฮูหยินกังวลว่าคุณหนูออกเรือนแล้วไม่มีคนรับใช้ที่เหมาะสมจึงมอบบ่าวให้คุณหนูสาม”
“ที่แท้เป็เช่นนี้ ในเมื่อเ้ามารับใช้คุณหนูสามแทนสาวใช้ที่ทำผิดพลาดได้คิดว่าเ้าคงทำธุระรอบคอบยิ่งนัก?”
“บ่าวไม่กล้าเรียกว่ารอบคอบ เพียงแต่ตั้งใจเท่านั้น”
ไป๋ซีอวิ๋นหัวเราะเยาะพูดว่า “เ้าตั้งใจ แต่ไม่ใช่ตั้งใจทำเพื่อคุณหนูสามยามที่เ้ารับใช้นางคงเอื่อยเฉื่อยมากกระมัง?ยามที่ในลานบ้านไม่มีคนรับใช้ ยังตำหนินาง บอกให้นางไปก่อไฟต้มน้ำดื่มด้วยตนเองกระมัง? เห็นนางต้มน้ำดื่มด้วยตนเองเ้ายังนั่งไขว่ห้างแทะเมล็ดแตงอยู่ฝั่งหนึ่งกระมัง?ถึงขนาดเ้ายังปล่อยข่าวลือก่อเื่แค้นใจคุณหนูสามไม่กล้าใช้คนเช่นเ้านี้ข้างกายจึงกลับสกุลฉีไปพูดว่าท่านพ่อข้ากับคุณหนูของเ้าสนิทสนมกันยิ่งนัก!”
ไป๋ซีอวิ๋นพูดหนึ่งประโยคปี้ชิงก็หน้าซีดลงหนึ่งส่วน สุดท้ายส่ายหน้าคอแทบหัก “บ่าวไม่กล้า บ่าวไม่ได้ทำ!”
“เหลวไหล! สาวใช้เช่นเ้า เหตุใดจึงกล้าใส่ร้ายป้ายสี!” ไป๋หย่งชุนมีสีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว ใจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นจริงๆ
เขาเพิ่งมีความคิดยังไม่ได้กินเนื้อเลย ถูกพบเข้าจะทำอย่างไร
ยิ่งกว่านั้นลูกชายพูดเช่นนี้ต่อหน้าพ่อตาได้หรือถ้าฉีหย่งใกลัว วันหน้าไม่สนับสนุนในด้านนี้จะทำอย่างไร
ไป๋หย่งชุนโกรธจนหนวดเคราสั่นเทาส่วนฉีหย่งก็ตวาดว่า “สาวใช้ผู้นี้เหตุใดปล่อยข่าวลือใส่ร้ายท่านโหวกับบุตรสาวที่รักของข้าเช่นนี้! พูด! ผู้ใดมอบความกล้าให้เ้า!”
ปี้ชิงสั่นเป็เ้าเข้าหน้าผากแนบพื้น น้ำตาร่วงบนพื้นเป็หย่อมๆ “บ่าวไม่ได้ทำบ่าวไม่ได้ไปพูดเพ้อเจ้อเื่ถูกผิดของเ้านาย บ่าวมีกี่ชีวิตถึงชดใช้ได้เื่นี้ต้องเป็ซื่อจื่อเข้าใจผิด!”
“โอ้? ถ้าเ้าไม่พูดเหตุใดท่านแม่ยายกลับพูดว่าเ้ารายงาน”ไป๋ซีอวิ๋นหรี่ตามองแม่ทัพฉี
แม่ทัพฉีชะงักนึกถึงเื่ในวันนี้
แม้ไป๋ซีอวิ๋นไม่ได้ไปด้วยตนเองแต่ไป๋ซีมู่ไป ฉีเมี่ยวด้วย!
เื่นี้ไม่ว่าผู้ใดปากมากบอกไป๋ซีอวิ๋นยามนี้ก็หลบไม่พ้นแล้ว