หลังจากซูหยางยืนยันแล้วว่าทุกคนเริ่มโคจรลมปราณยามเช้ากันหมดแล้ว เขาก็กลับไปที่ห้องทำงาน
เขาไม่ได้เข้าไปคอยคุมข้างใน เพื่อให้ความไว้วางใจขั้นพื้นฐานต่อเด็ก ๆ
"แต่ละคนนี่มันพวกซึนเดเระชัด ๆ!"
เมื่อกลับถึงห้องทำงาน ซูหยางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
แผนการแบ่งแยกล้มเหลว
ในบรรดาเ้าเด็กกลุ่มนี้ไม่มีใครที่เป็พวกกระดูกเหล็กที่จะสู้กับครูจนตัวตายอย่างที่เขาจินตนาการไว้เลย!
สถานการณ์ดีกว่าที่คาดไว้ ทุกคนยอมมาฝึกยามเช้า ทำให้ยอดการเข้าเรียนครบถ้วน
นี่คือดัชนีชี้วัดที่หัวหน้าระดับอย่างหลิวเจิ้นกำหนดไว้เป็เกณฑ์ตายตัว
การจัดการห้อง 5 ไม่ใช่แค่การทำให้พวกเขาไม่ก่อเื่ แต่ต้องทำให้พวกเขาสามารถดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนได้เหมือนห้องเรียนปกติถึงจะนับว่าสำเร็จ
อย่างน้อย ตอนนี้ซูหยางก็ถือว่าเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาต้องรักษาอัตราการเข้าฝึกยามเช้าให้ครบถ้วนแบบนี้ไปให้ได้หนึ่งเดือนก่อน
และภาพของนักเรียนห้อง 5 ที่ร่วมกันฝึกยามเช้าก็ไปเข้าตาครูหลายคนที่เดินผ่านไปมา
แต่ละคนทำหน้าเหมือนเห็นผี!
เปิดเทอมมาครึ่งเดือน ไม่เคยเห็นใครในห้อง 5 มาฝึกยามเช้าเลยสักครั้ง
แต่วันนี้กลับมากันครบทุกคน เป็เื่ที่เหลือเชื่อจริง ๆ!
"ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย! เสี่ยวซูมีวิธีจัดการนักเรียนไม่เบาเลย!"
"ตอนเสี่ยวซูมาช่วยสอนคาบทั่วไปในห้องผม ผมก็รู้แล้วว่าเขาไม่ธรรมดา! มนุษยสัมพันธ์ดีมาก!"
"เสี่ยวซูเพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด ช่องว่างระหว่างวัยกับเด็ก ๆ ยังไม่มากนัก คุยกันง่ายกว่าพวกคนแก่อย่างเราเยอะ"
"แต่หัวหน้าน่าจะปวดหัวแล้วล่ะนะ ไอ้น้ำยาชำระไขกระดูกนั่น ร้อยทั้งร้อยคงขออนุมัติไม่ได้หรอก!"
พวกครูาุโต่างไม่เชื่อว่าหลิวเจิ้นจะขออนุมัติน้ำยาชำระไขกระดูกมาได้จริงๆ และก็จริงอย่างนั้น หลังจากหลิวเจิ้นรู้เื่ที่ห้อง 5 มาฝึกยามเช้ากันครบ เขาก็เริ่มค้นหาข้อมูลในเน็ตแล้วว่า การกินโต๊ะหินอ่อน มีเทคนิคยังไงบ้าง
ใครจะไปคิดล่ะว่าซูหยางที่ดูธรรมดา ๆ คนนั้นจะสยบพวกปีศาจห้อง 5 ได้จริง ๆ!
"มันไม่มีเหตุผลเลย!"
"เด็กห้อง 5 แต่ละคนนิสัยยังไง มีแต่พวกขบถทั้งนั้น ซูหยางไม่เคยเป็ครูประจำชั้นมาก่อน ไม่มีประสบการณ์การปกครองเลยสักนิด เขาจัดการได้ยังไงกัน!?"
"อา... ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสงสัยเื่นั้น"
"ถ้าเป็แบบนี้ต่อไป คำพูดที่ฉันลั่นออกไปก็ต้องทำให้ได้สิ!"
หลิวเจิ้นอยากจะแสดงการกลืนโต๊ะหินอ่อนให้ซูหยางดูจริง ๆ
เขามีพลังระดับลึกลับยุทธ์ขั้นเจ็ด ขั้นกลาง กินโต๊ะหินอ่อนเข้าไปคงไม่ถึงตาย
จะเบี้ยวก็เบี้ยวไม่ได้
ผู้นำอย่างเขาพูดคำไหนต้องเป็คำนั้น ไม่อย่างนั้นนอกจากจะขายหน้าแล้ว ต่อไปจะไปเป็แบบอย่างให้บรรดาครูสายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทั้งหมดได้ยังไง!?
ต้องโทษที่ตอนนั้นอารมณ์มันพาไปแท้ ๆ เลยเผลอให้คำมั่นสัญญาออกไป
เป็เพราะปากพาซวยจริง ๆ
น้ำยาชำระไขกระดูก ของพรรค์นี้... ไม่ใช่ว่าขออนุมัติแล้วจะได้เลยนะ!
ถ้าซูหยางมีาุโหน่อยก็พอจะเป็ไปได้ แต่นี่ซูหยางแทบไม่มีผลงานอะไรเลย ทำงานมาแค่สองปีครึ่งเท่านั้นเอง
หลิวเจิ้นรู้สึกอมทุกข์ขึ้นมาทันที
เมื่อเทียบกันแล้ว การหาส่วนผสมมาปรุงรสโต๊ะหินอ่อนดูจะเป็ทางเลือกที่สมจริงมากกว่า
ซูหยางย่อมไม่รู้ว่าหัวหน้าหลิวเจิ้นกำลังกลุ้มใจกับคำพูดตัวเอง ตอนนี้สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคืออาการของจูเทา
่สองวันมานี้ซูหยางเอาแต่ค้นหาข้อมูลและบันทึกเคล็ดวิชาฝึกควบคู่อยู่ตลอด
ยิ่งอ่านเขายิ่งรู้สึกว่าทางสายนี้มันยากลำบากอย่างยิ่ง
การที่จะให้ปราณสองสายที่ต่างประเภทกันทำงานพร้อมกันในร่างกายโดยไม่รบกวนกันนั้นยากมหาศาล
ถ้าเปรียบปราณประเภทหนึ่งเป็รถยนต์ เส้นชีพจรก็เปรียบได้กับถนนเลนเดียว
ซึ่งวิ่งได้แค่คันเดียวในทิศทางเดียว
การจะให้รถสองคันวิ่งพร้อมกันได้ ตามทฤษฎีมีเพียงสองวิธี
วิธีแรกคือขยายถนน ต้องหาวิธีขยายเส้นชีพจรของตนเองให้กว้างขึ้น แต่การจะขยายเส้นชีพจรได้นั้นเงื่อนไขคือต้องถึงระดับ มหาโธรนยุทธ์ขั้นหก ที่มีกระดูกทองแดงผิวเหล็กเสียก่อน ถึงจะทนต่อความเ็ปที่เหนืุ์จากการขยายเส้นชีพจรได้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับหาที่ตาย
วิธีที่สองคือบีบอัดปราณให้เล็กลง เปรียบเหมือนการบีบรถยนต์สองคันให้กลายเป็รถจักรยาน เพื่อให้วิ่งไปพร้อมกันได้ แต่นี่ต้องอาศัยการฝึกฝนที่ยาวนานและความสามารถในการควบคุมปราณที่เหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งคนที่จะทำได้มักจะเป็อัจฉริยะวรยุทธ์
ซูหยางรู้สึกว่า อย่างน้อยในเื่การฝึกวิชาเข็ม จูเทาคืออัจฉริยะแน่นอน
เข้าขั้นเริ่มต้นในสี่ชั่วโมง ถ้าไม่ใช่ตัวท็อปแล้วจะเป็อะไรได้?
ั้แ่วินาทีที่ซูหยางรู้ว่าค่าความเข้ากันสามารถพุ่งไปได้ถึงระดับที่สูงลิ่ว เขาก็เข้าใจจุดหนึ่ง
ทุกคนมีพร์ ทุกคนคืออัจฉริยะ เพียงแค่ยังหาทิศทางที่เหมาะกับตัวเองไม่เจอเท่านั้น!
ไม่ส่งเสียงก็แล้วไป แต่ถ้าส่งเสียงเมื่อไหร่ต้องสั่นะเืโลก!
ดังนั้น จูเทาต้องควบคุมปราณที่ฝึกมาจากเคล็ดวิชา เข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้า ได้ดีแน่นอน ปัญหาเดียวที่น่ากังวลคือปราณจาก เคล็ดวิชาหมัดเทพัขด ที่เขาอาจจะควบคุมได้ยาก
อีกอย่าง สายหนึ่งเป็หยิน สายหนึ่งเป็หยาง คุณสมบัติขัดแย้งกัน ความยากยิ่งทวีคูณ
เคล็ดวิชาจิตนอกจากแบ่งตามประเภทแล้ว ยังแบ่งตามคุณสมบัติหยินหยางด้วย
ซูหยางค้นหาข้อมูลแล้วพบว่าแทบไม่มีใครฝึกควบคู่กับคุณสมบัติที่ขัดกันเลย มักจะเลือกคุณสมบัติประเภทเดียวกันมากกว่า
หมัดเทพัขดเป็หมัดปราณหยาง ส่วนเข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้าเป็เข็มปราณหยิน
ข้อมูลที่หาได้มีแต่การฝึกควบคู่ในคุณสมบัติเดียวกัน จึงไม่ค่อยมีค่าให้อ้างอิงเท่าไหร่
ในฐานะครู เมื่อเขาให้จูเทาเดินบนเส้นทางฝึกควบคู่แล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องรับประกันว่าการฝึกของจูเทาจะไม่เกิดเื่วุ่นวาย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องชี้นำทิศทางให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้จูเทาสุ่มมั่วเหมือนแมลงวันหัวขาด
"จะทำยังไงให้จูเทาควบคุมปราณของหมัดเทพัขดได้ดีนะ?"
"เขาไม่มีพร์ด้านนี้เลยสักนิด"
"การจะแก้ไขเคล็ดวิชาก็ไม่สมจริง ฉันไม่มีความสามารถพอจะเปลี่ยนหมัดปราณหยางให้กลายเป็ปราณหยินเพื่อให้เข้ากับเข็มสลักเมฆาปะชะตาฟ้าได้หรอก แถมมันยังเป็เคล็ดวิชาลับประจำตระกูลอีก ไม่มีทางให้คนนอกรู้แน่ ถ้ารู้เข้าอาจจะโดนฆ่าปิดปากเอาได้"
ระบบช่วยอะไรซูหยางไม่ได้ เขาต้องพึ่งพาการค้นคว้าของตัวเอง
ยังดีที่เขาเรียนจบสายครูวรยุทธ์มา พื้นฐานทฤษฎีวรยุทธ์ถือว่าแน่นมาก
"หยินและหยางแท้จริงคือหนึ่งเดียว ทั้งขัดแย้งและหลอมรวมกันได้ นี่คือทัศนะที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว"
"จริงสิ..."
ซูหยางรีบเข้าไปที่ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ออนไลน์ของวิทยาลัยครูวรยุทธ์ตงไห่ เขาจำได้ว่าตอนเขียนวิทยานิพนธ์เคยอ่านบทความของยอดฝีมือคนหนึ่ง เมื่อป้อนคำสำคัญลงไป ซูหยางก็พบวิทยานิพนธ์เล่มนั้นอย่างรวดเร็ว
‘บทวิเคราะห์เบื้องต้นว่าด้วยการหลอมรวมหยินหยางของปราณวรยุทธ์’
วิทยานิพนธ์นี้เขียนโดยบัณฑิตเมื่อ 12 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นห้าไปแล้ว
แต่นี่เป็วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี จึงวิจัยไม่ลึกนัก ส่วนใหญ่เป็ทฤษฎีและอ้างอิงจากตำราโบราณ
ทัศนะนี้มีคนพิสูจน์มาั้แ่ยุคนักรบโบราณแล้ว เพียงแต่ยุคปัจจุบันเน้นการฝึกตามหลักวิทยาศาสตร์ ใช้ปราณสายเดียวเพื่อวัตถุประสงค์เดียว
เนื้อหาคือยอดฝีมือท่านนั้นวิเคราะห์ว่า แก่นแท้ของการหลอมรวมหยินหยางก็คือปราณโกลาหล ปราณชนิดหนึ่งที่สามารถหลอมรวมทุกเคล็ดวิชาเข้าด้วยกัน หนึ่งปราณใช้ได้หมื่นอย่าง!
"ถึงจะเป็แค่ทฤษฎี และไม่มีวิธีการปฏิบัติจริง แม้แต่ท่านยอดฝีมือคนนี้เองก็ไม่ได้ฝึกควบคู่... แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้!"
"แต่จะให้จูเทามาเป็หนูทดลองไม่ได้ ความเสี่ยงสูงเกินไป" ซูหยางหรี่ตาลง "ฉันต้องทดลองกับตัวเองก่อนถึงจะถูก!"
นักเรียนห้อง 5 หลายคนฝึกวิชาปราณหยิน ส่วนเคล็ดวิชาเกลาหยินเก้าสกัดของเขาเป็ปราณหยาง
"ขอแค่หาวิธีให้คนห้อง 5 ใช้พลังแฝงโจมตีข้า ให้ปราณหยินแทรกซึมเข้ามาร่างกายข้ามากพอ ด้วยทักษะคุรุไร้พ่าย ฉันก็จะทดลองได้ตามใจชอบ"
"ถ้าฉันทำเื่นี้ให้เป็จริงได้ แล้วเขียนวิทยานิพนธ์ออกมา สิ้นปีนี้อาจารย์ใหญ่อาจจะต้องสละตำแหน่งให้ฉันทำแทนจริง ๆ ก็ได้!"
ผมชื่อซูหยาง อาจารย์ใหญ่โปรดสละตำแหน่งให้ผมด้วย!