ตูม!
ที่ระยะห่างไปกว่าสองกิโลเมตร เบริธและเวปาร์ที่หนีออกมาได้สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงมาจากทางด้านหลัง ทั้งสองคนรีบหันกลับไปมองด้วยความตกใจ เสาแสงสีแดงฉานที่เกิดจากการรวมตัวของเปลวเพลิงกำลังพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าสามารถมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ไกลขนาดนี้
“...บาร์บาทอส?”
เบริธที่สัมผัสได้ถึงพลังของบาร์บาทอสค่อยๆหายไปเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขานั้นรู้ดีถึงพลังของบาร์บาทอสยามที่เอาจริง เขาจึงพลันตระหนักได้ว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของพวกเขานั้นพลาดไปเสียแล้ว
“จะทำอย่างไรดี?”
เวปาร์ถามด้วยความไม่แน่ใจ เบริธที่มีความอาวุโสรองลงมาได้แต่กัดฟัน เขาทำได้เพียงภาวนาให้บาร์บาทอสนั้นยังปลอดภัยแล้วตัดสินใจหันหลังกลับมาอีกครั้ง
“กลับที่พักก่อน...”
“คุณรีบส่งวัตถุดิบที่ได้มาคราวที่แล้วไปให้นายหญิง แล้วรายงานเรื่องที่เกิดทั้งหมดด้วย”
ในตอนนี้เขารู้ดีว่าแค่พลังของเขามันไม่เพียงพอที่จะแบกรับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้แล้ว...
สภาพที่น่าอเนจอนาถของบาร์บาทอสนั้นปรากฏให้เห็นในตอนที่เปลวเพลิงทั้งหมดดับไป ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยเผาไหม้และเขม่าควัน ดวงตาของเขาเหลือกกว้างจนถ้าไม่เห็นจังหวะหายใจที่สม่ำเสมอของเขาผู้คนคงคิดว่าคนๆนี้ตายไปแล้ว
ไป่ฟานเซียนลงมาจากท้องฟ้า ทันทีที่ขาของเธอแตะพื้นก็เป็นวินาทีที่ผู้คนเริ่มได้สติขึ้นมาอีกครั้ง
“พระเจ้า! เปลวไฟเมื่อกี้นี้มันคืออะไรกัน!?”
“อย่างกับเสาสีแดงที่ค้ำท้องฟ้าไว้เลย...”
“เป็นฝีมือหญิงสาวคนนั้นใช่ไหม? เธอชื่ออะไรเหรอ?”
ประชาชนที่ถึงแม้จะเริ่มคุ้นชินกับโลกของผู้ฝึกตนมากขึ้นแล้ว แต่โอกาสที่จะได้เห็นการปะทะกันรุนแรงจนสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปแบบนี้นั้นมีไม่บ่อยนัก
“...ไป่ฟานเซียน เธอคือจักรพรรดินีโอสถ ไป่ฟานเซียน”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดประโยคนี้ แต่ผู้คนที่อยู่บริเวณนี้ทั้งหมดล้วนกำลังพยายามจดจำหญิงสาวคนนี้จนขึ้นใจ สิ่งที่นางแสดงออกมานั้นสามารถไปกระตุ้นความรู้สึกสนใจในเส้นทางของผู้ฝึกตนให้กับคนอีกหลายคนที่เคยลังเลก่อนหน้านี้
อย่างที่คาดไว้นอกจากคนของนางแล้วไม่มีใครรับรู้ว่าการลงมือเมื่อครู่เป็นฝีมือของราชินีมังกร หญิงสาวเดินเข้าไปมองสภาพของบาร์บาทอสที่นอนอยู่ที่พื้นแล้วกางมือออก โอสถเม็ดหนึ่งปรากฏในมือของนาง
เจ้าแดงน้อยนี่ดูจะลงมือหนักไปหน่อยแล้ว
นางยังมีเรื่องที่ต้องซักถามชายคนนี้อีกมาก ดังนั้นนางจะปล่อยให้เขาตายไปแบบนี้ไม่ได้
ทันทีที่โอสถเข้าไปในปาก ร่างของบาร์บาทอสก็เรืองแสงสีขาวขึ้นมาเบาๆ บาดแผลไฟไหม้ของเขาถูกฟื้นฟูขึ้นมาช้าๆด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลิวเยี่ยนเฟยและจอมดาบเจิ้งเหรินอี้เดินเข้ามาหาไป่ฟานเซียนและมองไปยังบาร์บาทอสด้วยความหวาดระแวง พลังที่ชายคนนี้แสดงออกมายังตราตรึงอยู่ในจิตใจของทั้งสองคนไม่หาย
ความรู้สึกสั่นสะท้านที่ไม่อาจขัดขืนได้นั้นพวกเขาไม่ได้รับรู้มานานแล้ว ยิ่งมาอยู่ในระดับที่เหนือกว่าคนหมู่มากแบบนี้ นอกจากราชินีมังกรและไป่ฟานเซียน ทั้งคู่ไม่นึกว่าจะยังมีคนบนโลกทำให้พวกเขารู้สึกแบบนั้นได้อยู่
“...จะรักษาให้เขาเหรอครับ?”
หลิวเยี่ยนเฟยถามอย่างไม่แน่ใจ เขากลัวว่าถ้าชายคนนี้ฟื้นขึ้นมาแล้วอาละวาดพวกเขาจะรับมือไม่ไหว ยิ่งตอนนี้เขายังสะบักสะบอมเพราะฝืนใช้วิชาบางอย่าง ทำให้ร่างกายของเขาไม่พร้อมที่จะปะทะกับใครทั้งนั้นในเวลานี้
แต่ไป่ฟานเซียนกลับส่ายหน้า นางพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ข้าเพียงรักษาบาดแผลภายนอกพวกนี้เท่านั้น...”
เพราะโอสถที่นางให้เขากินไปนั้นเป็นยาสมานแผล มันมีสรรพคุณในการรักษาอาการบาดเจ็บภายนอกหลากหลายรูปแบบ แต่ในขณะเดียวกันมันไม่มีความสามารถในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายในเลยสักนิด
“ท่านพลเอก!”
สารวัตรคนเดิมที่มาเมื่อคืนรีบวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางหน้าตาตื่น เขามองไปทางบาร์บาทอสอย่างหวาดหวั่น เขาได้รับรายงานมาแล้วถึงพลังทำลายล้างของผู้ชายคนนี้ แต่ขณะเดียวกันเขากลับหวาดกลัวพลังของไป่ฟานเซียนยิ่งกว่า เขาได้รู้ซึ้งอย่างดีแล้วว่าพลังของผู้ฝึกตนระดับที่ได้รับการเคารพนับถือนั้นเป็นอย่างไร
“เรื่องนี้พวกคุณปล่อยให้กองทัพจัดการจะดีกว่า...” หลิวเยี่ยนเฟยพยักหน้าให้สารวัตรคนนั้น เขาพูดแบบนี้ออกมาเพราะรู้ดีว่าตำรวจที่เป็นคนธรรมดาไม่สามารถรับมือกับเรื่องของผู้ฝึกตนได้แน่ ดังนั้นชายหนุ่มจึงจัดการติดต่อไปยังกองทัพและหน่วยพิเศษไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ที่กิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
“ฟู่ว...ผมก็คิดอย่างนั้นแหละครับ” สารวัตรที่เป็นชายวัยกลางคนเป่าปากอย่างโล่งอก เขาหันไปสั่งการลูกน้องให้คอยกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาแล้วรอให้กองทัพเดินทางมาถึงเพื่อรับช่วงต่อไป
ฟิ้ว!
และไม่ต้องรอให้เสียเวลา ในทางทิศเหนือนั้นปรากฏร่างสองร่างที่กำลังบินฝ่าอากาศตรงมา เป็นราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงและท่านนายพลจางเซียนหยวนที่รีบเดินทางจากศูนย์ใหญ่ของกองทัพมาทันทีที่ได้รับข่าว
“นี่เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
หม่าฟู่เฟิงมองสภาพของสถานที่อย่างประหลาดใจ สวนรอบๆนั้นถูกแรงปะทะทำลายจนล้มพังเป็นแถบๆ ส่วนตัวอาคารบางส่วนก็ปรากฏรอยร้าวและมีรูขนาดใหญ่ที่ทะลุอยู่ทางด้านบน
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือร่างของบาร์บาทอสที่กำลังนอนนิ่งอยู่ที่ก้นหลุมที่เกิดจากเสาเพลิงของราชินีมังกรนั่น
“พลเอกหลิว มีคนบาดเจ็บหรือเปล่า?”
จางเซียนหยวนพยักหน้าเป็นเชิงเคารพให้ไป่ฟานเซียนทีหนึ่งแล้วตรงเข้าประเด็นทันที แต่เพราะว่ามีหญิงสาวคนนี้อยู่ด้วยเขาจึงจะค่อนข้างเบาใจไปได้เปลาะหนึ่งว่าสถานการณ์น่าจะถูกควบคุมได้อย่างง่ายดาย
“มีผู้บาดเจ็บหนึ่งคน กำลังส่งตัวไปที่โรงพยาบาลครับ” หลิวเยี่ยนเฟยชี้ไปทางฟู่หรงที่ถูกตำรวจช่วยกันแงะออกมาจากกำแพงพร้อมกับเตียงหาม ดูจากสภาพแล้วน่าจะต้องนอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาลไปหลายเดือน
“ผมขอแรงหน่วยพยัคฆ์แดงของคุณหน่อยนะครับพลเอกหม่า”
หลิวเยี่ยนเฟยหันไปขอร้องหม่าฟู่เฟิง หน่วยเหยี่ยวดำของเขานั้นอยู่ไกลกว่า กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ได้ก็คงจะใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง
“ไม่มีปัญหา”
หม่าฟู่เฟิงประเมินสถานการณ์แล้วตอบรับ ทันใดนั้นคนของหน่วยพยัคฆ์แดงบางส่วนที่รีบเดินทางตามมาก็ทยอยปรากฏตัวขึ้นเรื่อยๆ พวกเขามาคุมสถานการณ์ต่อจากหน่วยงานตำรวจแล้วเริ่มเก็บกวาดสถานที่อย่างเร็วที่สุด พลเอกหม่าชี้ไปยังร่างของบาร์บาทอสแล้วถามว่า
“แล้วจะให้ทำยังไงกับหมอนี่ดี”
เพราะชายคนนี้คืออาชญากรที่หลายประเทศต้องการตัว คนของกลุ่มโจรเงารัตติกาลที่ไม่เคยถูกจับได้ที่ไหนมาก่อน ดังนั้นแม้แต่รัฐบาลก็คงจะสนใจในตัวของคนๆนี้แน่ๆ
“...ข้ายังมีเรื่องที่อยากจะถามเขาอยู่”
ไป่ฟานเซียนที่เงียบมาโดยตลอดแสดงเจตนาของตนเองออกมา นางยังสงสัยเกี่ยวกับวิชาและแหล่งที่มาของพลังของคนพวกนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่นางยังยืนอยู่ตรงนี้
หม่าฟู่เฟิงค่อนข้างเกร็งเมื่ออยู่ต่อหน้าไป่ฟานเซียน เขายังจำฉากที่ผู้หญิงคนนี้ซัดกับราชินีมังกรในวันนั้นได้ดี
“ถ้าอย่างนั้นกองทัพจะควบคุมตัวเขาเอาไว้ให้เอง รอให้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วท่านค่อยคุยกับเขาดีไหมครับ?”
จางเซียนหยวนเสนอความคิดเห็น แบบนี้จึงจะดีกับทุกฝ่ายที่สุด เพราะตัวเขาในฐานะของจอมพลของประเทศก็คงจะปล่อยให้ไป่ฟานเซียนนำตัวอาชญากรคนนี้ไปไม่ได้
ไป่ฟานเซียนพยักหน้า ดูแล้วรายการแข่งขันนี่คงจะถ่ายทำและดำเนินต่อไปไม่ได้ในเร็วๆนี้ มันก็คงจะถึงเวลาที่นางจะได้กลับบ้านเสียทีเหมือนกัน
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ถ้าเขาตื่นแล้วก็บอกข้าด้วย”
หญิงสาวพูดทิ้งไว้เป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินจากไปหาผู้ติดตามของนางเอง เด็กๆกำลังรอนางอยู่ รวมไปถึงเจ้าแดงน้อยที่หางเล็กๆนั่นเริ่มอยู่ไม่สุขแล้วเช่นกัน
“ผมก็ด้วยไว้เจอกันนะครับ ท่านจอมพล”
หลิวเยี่ยนเฟยยิ้มขึ้นแล้วเดินตามไป่ฟานเซียนไปพร้อมกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ เมื่อเดินไปได้สามก้าวชายหนุ่มก็ทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้แล้วหันกลับมา
“อ้อ! ดูเหมือนว่าผมจะบาดเจ็บสาหัส ดูแล้วน่าจะต้องใช้เวลารักษาตัวเพิ่มสักเดือนหนึ่ง เดี๋ยวผมจะส่งใบลาตามไปให้ ช่วยเซ็นให้ผมทีนะครับ...”
“...”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างเป็นครั้งสุดท้ายแล้วรีบจากไป โดยไม่สนใจท่าทีเหนื่อยหน่ายของท่านจอมพลจางเซียนหยวนที่อยู่ด้านหลังเลยแม้แต่นิดเดียว
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น คณะของไป่ฟานเซียนก็เดินทางกลับมาถึงบ้านพักติดทะเลหลังเดิมโดยสวัสดิภาพ มื้อเย็นนั้นถูกหวงจื่อหานเตรียมให้อย่างยิ่งใหญ่ ถึงเด็กๆจะเสียใจที่ไม่ได้แข่งขันต่อ แต่พวกเธอก็เข้าใจและเก็บไว้เป็นประสบการณ์ที่มีค่าแทน
ส่วนทางราชินีมังกรนั้นกำลังกัดเนื้อสเต็กอย่างดีที่ถูกย่างด้วยฝีมือหวงจื่อหาน นางเคี้ยวเนื้อตุ้ยๆจนเต็มปากพลางคิดว่าร่างเล็กๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน นางสามารถเพลิดเพลินกับเนื้อจานใหญ่นี้ได้นานกว่าร่างปกติของนางมากนัก
ที่บริเวณริมระเบียงที่ยื่นไปยังชายหาด ตอนนี้มีร่างของหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้นั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนกำลังสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวในวันนี้ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
“...ไม่นึกว่านอกจากสาวน้อยแล้วจะยังมีคนที่ไปถึงขอบเขตพวกนั้นได้อีก”
เจิ้งเหรินอี้เปิดประเด็นขึ้นมาพลางทอดถอนหายใจ การได้พบกับบาร์บาทอสในวันนี้เป็นเหมือนการเปิดหูเปิดตาให้ตัวเขาที่กำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจพบกับความจริง
“จากข้อมูลของผมก็ไม่มีการบันทึกว่าพวกเขาสมัยก่อนแข็งแกร่งแบบนี้เหมือนกันครับ...”
หลิวเยี่ยนเฟยโยนข้อมูลปึกหนึ่งที่เขาใช้เส้นสายนำออกมาลงบนโต๊ะ อาการบาดเจ็บของเขาทุเลาลงไปมากแล้ว
“...หรือจะเป็นอย่างที่ราชินีมังกรบอก?”
เจิ้งเหรินอี้พึมพำขึ้นมา
“...พวกเราเองก็แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ได้สินะครับ?”
สายตาของชายหนุ่มเปล่งประกาย เขาหวนนึกไปถึงคำพูดของราชินีมังกร นางเคยบอกว่าตัวเขาและจอมดาบเจิ้งเหรินอี้สามารถก้าวข้ามไปยังขอบเขตต่อไปหรือบรรพจารย์ได้
“ใช่...พวกเจ้าตอนนี้น่าจะก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์ได้”
ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดต่อ ไป่ฟานเซียนที่ถือน้ำชามาด้วยถ้วยหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของทั้งสองคนจนสะดุ้งโหยง นางเพียงยกแก้วขึ้นมาจิบเบาๆเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ แต่หวงจื่อหานที่เข็นของว่างและถาดน้ำชาตามมาแอบอมยิ้มเพราะเขาสังเกตเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของนายหญิงของเขา
คงจะมีแค่พ่อบ้านชราที่รู้ว่านางตั้งใจทำให้ทั้งสองคนนั้นตกใจเล่นๆ ระยะหลังมานี้อารมณ์ขันของนายหญิงของเขาดูจะเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย ดูท่าว่าการให้นางได้ไปพบกับผู้คนมากขึ้นจะเป็นผลดีจริงๆ
“พวกเจ้าเป็นถึงคนของข้าแต่กลับตัวสั่นเป็นลูกนกกับแค่แรงกดดันระดับบรรพจารย์แค่นั้น...ดูท่าข้าจะละเลยพวกเจ้าเกินไปจริงๆ”
ไป่ฟานเซียนวางแก้วในมือลงแล้วถอนหายใจ
“รอให้เซี่ยซูเหยากลับมาแล้วข้าจะฝึกพิเศษให้ก็แล้วกัน...”