ปราชญ์ราชันย์

    ตอนที่ 23 กลับบ้าน

    _______________________________


    การฝึกฝนของหยางฉีในเทือกเขาศพทมิฬก่อเกิดประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเขาได้รับแกนอสูรที่มีมูลค่ารวมหลายล้าน ในคฤหาสน์ของวานรเผือกเองเขาก็ได้รับธนบัตรมูลค่ากว่าห้าล้านเม็ด รวมไปถึง เม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำ ที่รับประกันได้ว่ามีมูลค่านับสิบล้าน


    แม้ว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะชดใช้เม็ดยา๬ั๹๠๱ซ่อนแต่มันยังคงช่วยตระกูลของเขาได้มากมาย


    ----------------------------------------


    เงาร่างเลื่อนลอยผ่านความมืดยามราตรีเข้าสู่นครเยี่ยนอย่างลับๆ ราวกับภูติผี ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ถึงคฤหาสน์ตระกูลหยางในนครเยี่ยน

     ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหยางฉี

     เสี่ยวเยี่ยนกำลังสัปหงกอยู่นอกห้องตอนเขามาถึง

     “นายน้อย ท่านกลับมาแล้ว!” เธอกำลังสลึมสลือ เมื่อเธอสังเกตุเห็นกระบองวัชระขนาดใหญ่ที่เขาแบกมาด้วย และเสื้อผ้าที่ซอมซ่อของเขา เธอกระโดดขึ้นด้วยความตกใจ “ข้าจะเตรียมน้ำให้ท่านเดี๋ยวนี้ ชุดใหม่ด้วย โอ ข้าสามารถหวีผมให้ท่านได้ด้วยนะ” 

     หยางฉีโบกมืออย่างไม่สนใจ “ไม่ละ ข้าสะอาดพอละ ข้าจะเปลี่ยนชุดใหม่และไปหาพี่ใหญ่กับพี่รองก่อน เจ้านอนไปเถอะ”

     หลังจากนั้นเขาเข้าไปในห้องของเขาเปลี่ยนชุดใหม่ให้เรียบร้อยก่อนเดินตรงไปยังห้องโถงกลาง เมื่อมาถึงเขาพบหยางหยุนชงกำลังทำบัญชีกับนักบัญชีบางกลุ่ม เมื่อพวกนักบัญชีเห็นหยางฉี ก็ลุกยืนขึ้นแสดงความทักทาย

    หยางฉีมองดูพวกเขาอย่างเฉยชา ทราบดีว่าพวกมันนั้นต่างสาบแช่งเขาอย่างเงียบๆ ที่ทำให้ตระกูลตนล้มละลาย สาเหตุที่พวกมันยับยั้งตนเองนั้นก็เพราะการบ่มเพาะเขาแข็งแกร่งขึ้นและเขาเอาชนะหยางกุยได้

    ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความเเข็งแกร่ง หากผู้ใดแข็งแกร่งพอความมั่งคั่งก็จะตามมาทีหลัง

    ‘หากพวกมันรู้ว่าข้าอยู่ในขั้นที่เจ็ดแล้วและพึ่งทุบตีขั้นที่แปดมา พวกมันคงล้มทั้งยืนและนมัสการข้าเป็นแน่’ 

     เขาโบกมืออย่างไม่แยแส “พวกเจ้าทั้งหมดออกไปก่อน ข้ามีธุระจะคุยกับพี่ใหญ่ของข้า”

     “พวกเจ้าออกไป” หยางหยุนชงกล่าวซ้ำ

     นักบัญชีทุกคนออกไปก่อนปิดประตู

     “น้องสาม ข้าได้ยินมาว่าเจ้าไปฝึกฝนที่เทือกเขาศพทมิฬ ข้ายอมรับว่าข้าเป็นห่วงเจ้า ในขณะเดียวกัน ข้าประหลาดใจเมื่อเห็นเจ้ากลับมาเร็วมาก เกิดอะไรขึ้นรึ” 

     ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างวาบ “ ทักษะลมปราณเจ้าก้าวหน้าอีกครั้งแล้วใช่รึไม่?” 

    ตึบบ!!

    กระเป๋าของหยางฉีกระแทกกับโต๊ะ และแกนปีศาจจำนวณมากก็ทะลักออกมาทันที

     ดวงตาของหยางหยุนชงเบิกกว้างอีกครา “ของพวกนี้ มาจากปีศาจที่เจ้าสังหารรึ? เจ้านำมาเท่าใด? นี่คือแกนปีศาจแมงมุมใช่หรือไม่? มัน...ใหญ่มาก! เจ้าทำไปได้ไงเนี่ย?”

     หลังจากนั้นเขาก็เห็นแกนปีศาจขนาดเท่ากำปั้นของวานรเผือก 

     หยางฉีโบกไม้โบกมือ “ นั่นมาจากวานรเผือกที่ข้าสังหารมันอยู่ในขั้นสูงสุดของขั้นที่แปด ข้าได้รับธนบัตรพวกนี้มาจากที่ซ่อนของมันด้วย”

     เขาวางธนบัตรมูลค่ากว่าห้าล้านบนโต๊ะ

     ดวงตาของหยางหยุนชงไม่สามารถเบิกกว้างได้กว่านี้อีกและตัวเขาก็สั้นโดยควบคุมไม่ได้ “น้องสาม เจ้า… เจ้าสังหารวานรเผือกที่อยู่ในช่วงสูงาชสุดของขั้นที่แปด?”

     หยางฉีพยักหน้าและเขาก็นั่งลงดื่มชา “ใช่แล้ว ข้าอยู่ในขั้นที่เจ็ดแล้ว”

    “พี่ใหญ่ ทำไมท่านไม่เรียกพี่รองมา และเราทุกคนไปพบท่านพ่อกัน ข้าได้รับบางสิ่งที่ช่วยให้สามารถทะลวงขั้นปรมจารย์ลมปราณมา”

    “จริงรึ?” หยางหยุนชงไร้ความรู้สึกไปแล้วในตอนนี้ “ตกลง ไปตามน้องสองมา เร็วเข้า”

     ในไม่ช้า หยางฮัวหลง ได้รับข่าวก็เกิดอาการเช่นเดียวกับพี่ของเขา และในไม่นาน พวกเขาทั้งสามก็เข้าไปยังห้องส่วนตัวของหยางซาน

     หยางฉีเดินไปยังประตูที่ปิดไว้ก่อนเคาะสองสามที โดยใช้ลมปราณไปด้วยเพื่อที่จะได้แน่ใจว่าเสียงเคาะจะดังผ่านเหล็กหนา ทันทีที่ผิวเขาสัมผัสกับประตู เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่ทรงพลังภายในห้อง

     ประตูเหล็กเปิดออก และหยางซานหยุดกระบวนท่าที่กำลังบ่มเพาะอยู่ของเขา ดวงตานั้นเปล่งประกายไปด้วยความยินดีเมื่อมองไปที่หยางฉี

    “ฉีเอ๋อ เจ้าพึ่งส่งลมปราณไปที่ประตูใช่ไหม นั่นเป็นลมปราณที่อยู่ในขั้นก่อรูปลมปราณ ลมปราณดั่งวารีมุ่งสู่ศูนย์กลาง เจ้าฝ่าระดับแล้ว?”

    “ใช่แล้วท่านพ่อ ข้าฝ่าระดับแล้ว แม้กระทั่ง หยางหงเลี่ยหนึ่งโหลก็ไม่สามารถสังหารข้าได้ตอนนี้ อันที่จริง ข้าสามารถเอาชนะหยางซือได้ หากได้ประลอง ท่านพ่อ ท่านต้องดูสิ่งที่ข้าได้จากการเดินทางไปเทือกเขาศพทมิฬ”

    ในขณะที่พูด เขาก็ดึงกล่องที่เก็บเม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำออกมา เมื่อเขาเปิดฝา แสงก็ทะลุออกมาพร้อมกลับกลิ่นสมุนไพรหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกล้วยไม้และชะมด

     “เม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำ ?” ดวงตาของหยางซานเปล่งประกาย “เจ้าได้รับมาได้อย่างไร?”

     “จากวานรเผือกที่ข้าสังหาร” จากนั้นเขาก็เล่ารายละเอียดของการต่อสู้แม้ว่าเขาจะเก็บบางส่วนที่เป็นความลับของเขาไว้ เขากล่าวประมาณว่าประสบการณ์จากการถูกฟ้าผ่าทำให้เขาสามารถเอาชนะได้

    หยางซานมองไปทีเม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำสักครู่จึงส่ายหัว “ เจ้าใช้มันเถอะ ข้าไม่ต้องการ”

    หยางฉีนึกถึงเรื่องนี้มาแล้วก่อนกล่าว “ ท่านพ่อ เนื่องจากวิธีที่ข้าถูกฟ้าผ่านั้น การบ่มเพาะของข้าได้ดำเนินไปรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ข้าได้ก้าวจากขั้นที่สี่ไปยังขั้นที่เจ็ด นับทั้งหมดเป็นสามระดับ และข้าสามารถบอกได้ว่ามันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป สิ่งที่ข้าจำเป็นต้องทำคือการสร้างเสถียรภาพให้กับรากฐานการบ่มเพาะของข้าเท่านั้น ท่านนั้นแตกต่างออกไป และหากสามารถทะลวงผ่านไปขั้นปรมจารย์ลมปราณได้ ตระกูลหยางก็จะอยู่ในตำแหน่งที่เปลี่ยนไป แคว้นใหม่ผุดขึ้นมามากมาย และทวีปก็มีแนวโน้มที่จะก้าวสู่สงครามในไม่ช้า เราจำเป็นต้องทำให้ตระกูลหยางแข็งแกร่งเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นเป็นวิธีเดียวที่ตระกูลเราจะสามารถอยู่รอดได้อย่างปลอดภัย”

    หลังจากเงียบไปชั่วครู่ หยางซานก็กล่าวขึ้นมา “ดีมาก ฉีเอ๋อ เมื่อเจ้าได้กล่าวชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าก็จะไม่ปฏิเสธมันอีกต่อไป”

    ในจังหวะนั้น หยางฉีได้นำคัมภีร์เม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำออกมา “ท่านพ่อ ในนี้มีคำแนะนำเกี่ยวกับหารใช้ยา”

    หยางซานหยิบคัมภีร์นั่งขัดสมาธิ แล้วทำตามคัมภีร์ส่งแก่นแท้ลมปราณออกมาห่อหุ้มรอบเม็ดยา ทันทีที่เขาทำเม็ดยาก็เปล่งแสงประกายสดใส

    มันเปล่งแสงสว่างจนกระทั่งร่างกายของหยางซานเองก็เริ่มทอประกายแสงออกมาด้วยเช่นกัน ทำให้เขาดูศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิมาก

    เม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับเม็ดยาทั่วไป หากมีใครพยายามที่จะบริโภคมันด้วยวิธีการปกติ เม็ดยาก็จะเผาไหม้ระบบลมปราณของพวกเขา บางทีวานรเผือกอาจจะพึ่งได้รับมันมาและรอให้แก่นแท้ลมปราณมั่งคงก่อนที่จะใช้ และดวงซวยได้พบเข้ากับหยางฉี

    มันยังค้างคาอยู่ว่าหยางซานสามารถใช้เม็ดยานี้เพื่อฝ่าระดับได้จริงหรือไม่

    ในขณะที่เม็ดยาเปลี่ยนแปลงเก้าทองคำเริ่มหดตัวลงและถูกดูดซึมนั้น ร่างกายของหยางซานก็เริ่มเปล่งประกายด้วยแสงสว่างหลากสี จนดูเหมือนว่าเขาเป็นพระพุทธรูปทองคำ

    “ข้าต้องใช้เวลาสามวันในการซึมซับตัวยา ข้าจะเข้าสู่สันโดดในเวลานี้ แม้ว่าฟ้าจะถล่มลงมาก็อย่าให้ใครรบกวนข้า”

    “ทราบแล้ว ท่านพ่อ” สามพี่น้องตอบ ตระหนักถึงความสำคัญของสถาณการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขากลับไปยังห้องโถงใหญ่ของตระกูลเพื่อเจรจาหารือเรื่องธุรกิจ สิ่งแรกในมือคือการขายสมบัติที่หยางฉีเก็บเกี่ยวมาได้เปลี่ยนเป็นทุนและใช้เพื่อประโยชน์ของตระกูลต่อไป

    “น้องสาม เจ้าต้องไปงานเลี้ยงที่คฤหสาน์เจ้าเมืองในอีกไม่กี่วันนี้ ระวังตัวด้วยเมื่อเจ้าไป สำหรับสมบัติที่มีค่าประมาณ หกถึงเจ็ดล้านเม็ดยาบรรจบปราณ ข้าคิดว่า…”

     หยางหยุนชงเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจเป็นอย่างมาก

    ก่อนหน้านี้ ความมั่งคั่งทั้งหมดของตระกูลหยางถูกปล้นออกไปภายในคราวเดียว ดั่งคำพูดที่ว่า แม้แต่แม่บ้านที่ฉลาดที่สุดก็ไม่สามารถหุงข้าวได้หากไม่มีข้าวสาร โชคดีที่ครานี้หยางฉีนำความมั่งคั่งมากมาย ซึ่งสามารถเปลี่ยนสถาณการณ์ได้โดยสิ้นเชิง

    ‘เจ็ดล้านเม็ดยาบรรจบปราณนั้นมากมาย แต่ยังคงเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ตระกูลเสียไป อ่า...’ ในความเป็นจริงหยางฉีไม่เคยให้ความใส่ใจกับความมั่งคั่งของตระกูลที่สั่งสมกันมามากนัก และไม่รู้เรื่องจำนวณเงินที่สูญเสียไปเพราะเขา เขารู้เพียงแค่เขาทำให้ตระกูลเดือดร้อนอย่างรุนแรง

    อันที่จริงเขาเกือบทำให้ตระกูลถึงจุดจบ

    ‘ข้าต้องหาเงินเพิ่ม หากว่าข้าสามารถนำตระกูลกลับไปรุ่งเรืองเช่นอดีต ข้าถึงจะพอใจ แต่สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงล่าสัตว์อสูร ข้าคิดว่าครั้งต่อไปต้องเข้าไปในภูเขาลึกกว่านี้ และเลือกล่าเหยื่อโดยพ่วงความเสี่ยงไปด้วย’