ดอกเหมยสีชาด

    พบองค์ชายสามแล้ว

            “หลังจากเข้าเมืองมาพวกข้าก็พักกันอยู่ที่จวนเซี่ย”

            “ใช่...ใช่...พวกเขาเป็นคนบอกที่ตั้งของโรงเสบียงแก่พวกเรา”

            “ได้โปรดฆ่าข้าเสียเถอะ ข้าทรมานยิ่งนัก”

            เมื่อหมดประโยชน์แล้วแม่ทัพว่านก็พยักหน้าให้คนของตนจัดการนักโทษเหล่านั้นเสีย

            ไม่แปลกใจที่ผู้อยู่เบื้องหลังเป็นตระกูลเซี่ยเพราะเขาเองก็รู้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีหลักฐานเอาผิด

            ทหารที่นี่ครึ่งหนึ่งเป็นของตระกูลเซี่ยหากเขาลงโทษคนพวกนั้นโดยไร้หลักฐาน ย่อมทำให้กองทัพขาดกำลังที่แข็งแกร่งไป

            แม้สองพ่อลูกแซ่เซี่ยจะขี้ขลาดหากแต่แม่ทัพเซี่ยรุ่นก่อนก็มีฝีมือเป็นที่เลื่องลือสามารถขับไล่กองทัพศัตรูและปกป้องเมืองทางเหนือให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ทหารที่นี่จึงเลื่อมใสในตระกูลเซี่ยมาก

            ขณะที่ดาบในมือองครักษ์เชือดคอของนักโทษทีละคนมีอยู่หนึ่งคนที่ตะโกนออกมา

            “ไม่ ข้าไม่อยากตายข้ารู้...ข้ารู้ว่าองค์ชายสามถูกจับไว้ที่ใด”

             

            เมื่อทหารบุกเข้าจับตัวเจ้าเมืองอย่างกะทันหันที่กระโจมพักสร้างความแตกตื่นกับผู้คนอย่างมาก

            หลังจากที่แม่ทัพว่านกระซิบอะไรบางอย่างกับเจ้าเมืองทำให้อีกฝ่ายหน้าซีดลงทันที

            แล้วเจ้าเมืองก็ถูกแม่ทัพว่านลากออกไปท่ามกลางสายตาของชาวเมืองนับพันที่ยังงุนงง

            เจ้าเมืองร่ำร้องไปตลอดทางจนถึงจวนขนาดเล็กของตระกูลภรรยาตน ขณะที่คนอยู่ข้างในต่างกรีดร้องเมื่อเห็นทหารบุกเข้ามา

            แต่ประตูใหญ่ก็ถูกปิดเอาไว้จึงไม่มีใครรู้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น

            กว่าเสียงของคนในจวนจะเงียบลงก็ผ่านไปนานถึงสองชั่วยาม พร้อมกับประตูใหญ่ที่เปิดออกมาหลังจากนั้นก็มีการประกาศความผิด

            “เจ้าเมืองคิดก่อกบฏเป็นสายสายลับให้แก่แคว้นเว่ย จับตัวองค์ชายสามขังไว้ในคุกใต้ดินทรมานจนองค์ชายสามถึงแก่ความตาย มีโทษประหาร”

            อีกทั้งในคำประกาศยังบอกอีกว่า หลังจากจวนเจ้าเมืองเกิดไฟไหม้แต่ครอบครัวของเจ้าเมืองก็ไม่คิดที่จะมาอยู่ที่จวนของตระกูลภรรยาเพราะไม่ต้องการเป็นจุดสนใจ

            หากมีการก่อจลาจลอีกครั้งอาจจะทำให้ถูกค้นพบว่าซ่อนตัวองค์ชายสามไว้ที่นี่

            ฝั่งคนขององค์ชายสามเมื่อเห็นหยกและตราประจำตำแหน่งของนายของตน ไม่อาจไม่เชื่อได้ ตอนที่องค์ชายสามถูกจับเป็นตัวประกันพวกเขาก็เห็นกับตา

            ตอนนี้จะกลายเป็นศพกลับมาย่อมไม่แปลก

            แค่เห็นมืออืดที่โผล่ออกมาด้านนอกกลิ่นเหม็นเน่าที่โชยออกมา พวกเขาก็ทั้งเบือนหน้าหนีและอาเจียนจนแทบไม่เหลืออะไรในท้องไม่แม้แต่จะคิดเข้าไปไปเปิดดูใบหน้าด้วยซ้ำ

            พวกเขาไม่สนใจว่าผู้ใดจะถูกจะผิดในเมื่อแม่ทัพว่านประกาศออกมาแล้วว่า ทุกอย่างเป็นฝีมือของจวนเจ้าเมืองพวกเขาก็ย่อมต้องเติมเชื้อไฟให้แรงขึ้น เพื่อเอาตัวเองให้พ้นความผิดอย่างน้อยก็มีแม่ทัพว่านที่จะออกหน้าให้โทษหนักที่ปล่อยให้องค์ชายสามถูกจับตัวไปทรมานจนตาย ก็คงจะผ่อนเบาลง

            ดังนั้นจึงมีหลายคนเสนอให้เผาจวนนี้ให้วอดวายเพื่อเป็นการเซ่นวิญญาณขององค์ชายสามให้ไปสู่สุคติ

            ซึ่งแม่ทัพว่านไม่คิดจะห้ามปรามเพราะเขาเองก็ได้บรรลุเป้าหมายแล้ว

            แต่เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพว่านก็ต้องสบถอย่างโมโหอีกครั้งเมื่อคนที่เขาคิดว่าจะนั่งรอในห้องอย่างสงบเสงี่ยมนั้นกลับหายตัวไป

            ส่วนคนของตนสองคนที่เฝ้าหน้าประตูต่างหมดสติไปด้วยกัน

             

            ควันไฟลอยขึ้นจากเรือนหลังเล็กในตรอกที่คับแคบและเงียบสงัดเพราะเรือนแต่ละหลังล้วนแต่ถูกทิ้งร้าง ข้าวของเครื่องใช้ล้วนถูกโจรรื้อค้นไปจนสิ้นในก่อนหน้า

            เสี่ยวเชียนนำข้าวที่มีเพียงหนึ่งกำมือลงไปต้มจนสุกจากนั้นก็ใส่ผักลงไป สักพักนางก็ยกลงแล้วตักใส่ถ้วยสำหรับคนสองคน

            เมื่อน้ำต้มข้าวอุ่นได้ที่หลินเฟยหลันก็ยกถ้วยขึ้นมาซดอย่างเอร็ดอร่อย

            ในชีวิตไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องอดยากถึงขนาดที่ว่าอาศัยเพียงน้ำต้มข้าวใส่ผักประทังชีวิต

            แล้วอย่างไรเล่ามีชีวิตอยู่อีกวันก็ดีถมไป นางยังอยากกลับไปหามารดาและน้องชายอยู่นะ

            ทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้เก่าที่ลานบ้าน

            ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นบ้านของใครแต่ในเมื่อไม่มีใครอยู่ ทั้งสองก็ถือวิสาสะเข้ามาเฝ้าให้แทน

            ในยามปกติหลินเฟยหลันคงไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ แต่ว่าตอนนี้สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนสวรรค์สำหรับนางไปเสียแล้ว

            หลังจากที่หนีออกมาจากจวนนั่นได้โดยใช้ผงยาสลบกับองครักษ์ทั้งสอง เสี่ยวเชียนก็วิ่งตามออกมา

            นี่ก็ผ่านมาได้สองวันแล้ว

            คิดว่าวันนี้จะออกไปที่ท่าเรืออีกครั้งเพื่อสอบถามเรือของเถ้าแก่น้อยของนางเสียหน่อย

            ขณะที่หลินเฟยหลันกำลังดื่มด่ำกับอาหารมื้อพิเศษอยู่นั้นเสียงล้มของประตูไม้ที่เก่าก็ทำให้นางตกใจจนแทบสำลัก

            เมื่อเห็นว่าต้นตอของเสียงคืออะไรนางก็หน้าซีดเผือด

            นางคว้ามือของเสี่ยวเชียนเอาไว้แต่ก็ไม่ทันที่จะได้หลบหนี ก็ถูกองครักษ์ทั้งสี่ของแม่ทัพบ้าอำนาจขวางเอาไว้

            สายตาของแม่ทัพหนุ่มเหลือบมองอาหารที่มีเพียงน้ำและเศษผักในถ้วยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

            นี่เรียกว่า อาหารได้รึ

            สองเดือนที่ผ่านมาแต่ละวันล้วนยากลำบากกว่าจะมีชีวิตรอดมาได้ แต่นางกลับไม่เคยปริปากบ่นไม่เคยโทษสิ่งใด แต่กลับเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

            ตอนนี้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเขม่าควันก็ไม่คิดจะสนใจล้างออก

            นี่นะหรือตัวตนที่แท้จริงของนาง

            ยิ่งเห็นแววตาดื้อรั้นมองมาด้วยความเกลียดชังยิ่งทำให้หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเจ็บแปลบขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นมากุมเอาไว้