[จบ] ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง

    บทที่ 35 พวกเราคือกองทัพปกติ

    บทที่ 35 พวกเราคือกองทัพปกติ


    ภายใต้แสงไฟอันอบอุ่น ปลายหอกส่องประกายเย็นยะเยือก


    บ้าเอ๊ย… เธอซ่อนหอกยาวไว้ในห้องจริง ๆ เหรอเนี่ย?!


    หลินชีเยี่ยกลืนน้ำลาย รีบเอ่ยปาก “ไม่ใช่นะ พี่หงอิง… ผมแค่อยากถามว่า… คุณมีกระดาษกับปากกาไหมครับ?”


    หงอิงชะงัก “ดึกดื่นป่านนี้ นายจะเอากระดาษกับปากกาไปทำอะไร?”


    “เขียนจดหมายครับ”


    “อืม… น่าจะมีนะ รอตรงนี้ก่อน!” หงอิงวางหอกในมือลง แล้วกลับเข้าไปในห้อง ค้นหาของในลิ้นชัก


    หลินชีเยี่ยที่ยืนอยู่หน้าประตู มองเห็นสภาพภายในห้องของหงอิงได้อย่างชัดเจน


    น่าแปลกใจที่ห้องของหงอิงเรียบง่ายมาก ถึงขั้นพูดได้ว่าแสนธรรมดา


    ในห้องนี้มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็ง ๆ โคมไฟตั้งโต๊ะ โต๊ะเขียนหนังสือ และตุ๊กตาขนฟูที่วางอยู่ข้างเตียง


    ไม่มีของตกแต่งเกินความจำเป็น ไม่มีเตียงนอนนุ่ม ๆ ราคาแพง ไม่มีโซฟา ไม่มีแอร์... หลินชีเยี่ยแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า ในคฤหาสน์หรูขนาดนี้ ห้องของหงอิงจะเรียบง่ายได้ถึงเพียงนี้


    แทนที่จะเรียกว่าห้องนอนใหญ่ในคฤหาสน์ เรียกว่ากระท่อมของนักพรตบำเพ็ญทุกขกิริยาน่าจะเหมาะสมกว่า


    มีเพียงตุ๊กตาขนฟูน่ารักเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งเดียวในห้องที่เหมาะกับวัยของหงอิง


    “กระดาษ… กระดาษ… กระดาษ… เจอแล้ว!” หงอิงตาเป็นประกาย ถือปากกากับกระดาษสองสามแผ่นเดินมาที่ประตู แล้วยื่นให้หลินชีเยี่ย


    “พี่หงอิง ปกติคุณ… นอนที่นี่เหรอ?”


    หงอิงหันกลับไปมอง พยักหน้าเล็กน้อย “ในฐานะหน่วยพิทักษ์ราตรี เราไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับความสุขสบายทางวัตถุมากเกินไป ต้องฝึกฝนจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ... หากคฤหาสน์แห่งนี้ไม่ใช่มรดกตกทอดของพ่อแม่ ซึ่งจำเป็นต้องดูแลอยู่ล่ะก็ ฉันคงขายมัน แล้วกลับไปอยู่หอพัก”


    หลินชีเยี่ยนิ่งเงียบ “ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ... ราตรีสวัสดิ์”


    “ราตรีสวัสดิ์ รีบไปนอนเถอะ” หงอิงยิ้มพร้อมกับโบกมือ แล้วค่อย ๆ ปิดประตู


    หลินชีเยี่ยเดินลงไปชั้นล่าง นั่งบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น เปิดไฟดวงหนึ่งเหนือศีรษะ


    บนโต๊ะมีกระดาษหนึ่งแผ่นและปากกาหนึ่งด้าม


    เสียงจั๊กจั่นร้องระงมแว่วมาจากนอกหน้าต่าง ความร้อนอบอ้าวของค่ำคืนหายไปหมดสิ้นหลังฝนตก เงาของใบไม้ทาบทอลงบนโต๊ะยามค่ำคืน...


    หลินชีเยี่ยถือปากกา นั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่ขยับเขยื้อน


    ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาจึงจรดปากกาลง


    บรรทัดแรกปรากฏบนกระดาษ


    ถึงคุณป้า หยางจิ้น...


    ...


    “แม่ แม่!”


    หยางจิ้นเขย่าคุณป้าที่ฟุบหลับบนโต๊ะอาหาร พลางเรียกเบา ๆ


    ป้าลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เงยหน้าขึ้นพลางกุมคอที่เมื่อยล้า แล้วเอ่ยถาม “มีอะไรหรือ? พี่ชายลูกกลับมาแล้วเหรอ?”


    หยางจิ้นส่ายหน้า “ยังครับ แต่มีจดหมายเสียบอยู่ใต้ประตู”


    “จดหมาย?”


    “ครับ! เหมือนจะเป็นลายมือของพี่ชายนะ”


    “เสี่ยวชี? เร็วเข้า เปิดอ่านเร็ว!” ป้าพูดอย่างร้อนใจ ขณะที่มองหยางจิ้นแกะซองจดหมาย พลางบ่นพึมพำ “เจ้าเด็กคนนี้ ไม่ยอมกลับบ้านทั้งคืน แถมไม่บอกกล่าวสักคำ มาถึงหน้าบ้านแล้วก็ไม่เข้ามา”


    “เขา… เขาหมายความว่ายังไงถึงเอาจดหมายมาสอดไว้แบบนี้?”


    หยางจิ้นฉีกจดหมายออก ป้ารับมาอ่าน ทั้งสองก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างตั้งใจ


    สักพัก ป้าก็วางจดหมายลงด้วยมือสั่นเทา นั่งนิ่งราวกับคนไร้วิญญาณ


    “คุณแม่ พี่ชายบอกว่าเขาไปเข้ากองทัพแล้ว” หยางจิ้นหยิบจดหมายขึ้นมา พลางหันไปมองแม่ของตน


    “เข้ากองทัพ… เข้ากองทัพ? ทำไม… ทำไมถึงไปเข้ากองทัพล่ะ?” ป้าพึมพำ “ไม่เคยได้ยินเขากล่าวถึงเรื่องนี้เลย...”


    “ไม่ใช่แบบนั้นครับ พี่ชายเคยพูดแล้ว” หยางจิ้นพยักหน้าอย่างจริงจัง


    “เขาเคยพูดเหรอ?”


    “ก่อนหน้านี้ พี่มักจะแอบบอกผมว่า ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพี่คือการเข้ากองทัพ แต่เพราะตาไม่ค่อยดี จำต้องล้มเลิกความฝันนี้ไปก่อน” หยางจิ้นหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่ตัวอักษรบางตัวในจดหมาย “คุณแม่ดูสิ พี่ชายเขียนไว้ในจดหมายด้วยว่า หลังจากที่ดวงตาดีขึ้นแล้ว พี่ก็แอบไปสมัครเข้ากองทัพ แต่เพราะกลัวคุณแม่จะห้ามเลยไม่ได้บอก เมื่อคืนพี่ก็แอบขึ้นรถไฟไปฉีฉีฮาร์*[1] เอง...”


    “ไม่น่าจะใช่นะ”


    “ตรงไหนที่ไม่ใช่ครับ?”


    “ลูกเพิ่งได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้ไม่ใช่เหรอ? ตามที่เขียนไว้ในจดหมาย ตอนนี้เขาน่าจะอยู่บนรถไฟแล้วสิ!” ป้าพลันตระหนักขึ้นได้!


    “เอ่อ...” หยางจิ้นเกาหัวแกรก “จริง ๆ แล้ว ผมเพิ่งเห็นจดหมายเมื่อเช้านี้เอง มันอาจจะอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ผมไม่ทันสังเกตเอง”


    “แต่... มันกะทันหันเกินไปแล้ว!” ป้าไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ “อีกอย่าง ตาของเสี่ยวชีเพิ่งจะหายดี หากตอนไปเป็นทหารแล้วกลับมาเป็นอีกจะทำยังไง?”


    “ไม่... ไม่ได้! ฉันไม่วางใจ!”


    “ฉันจะไปหาหน่วยงานรัฐบาล ฉันจะพาหลานชายกลับมา!”


    ป้าลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรนโดยไม่สนใจว่าตนสวมรองเท้าแตะอยู่ พลางเปิดประตูรีบร้อนเดินออกไป


    ทันใดนั้น เธอก็หยุดชะงัก


    เห็นชายสองคนในเครื่องแบบทหารกำลังยืนอย่างอึดอัดอยู่หน้าบ้าน ราวกับกำลังจะเคาะประตู


    ถ้าหากหลินชีเยี่ยอยู่ตรงนี้ คงจำได้ทันทีว่าทั้งสองคือเฉินมู่เหยี่ยและเวินฉีโม่


    “พวกคุณเป็นใคร?” คุณป้าขมวดคิ้ว


    เฉินมู่เหยี่ยและเวินฉีโม่สบตากัน ใบหน้าของเวินฉีโม่พลันเผยรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมาทันที เขายกมือทำความเคารพคุณป้าอย่างไม่ค่อยจะถูกต้องตามแบบทหารนัก


    “สวัสดีครับ ขออนุญาตสอบถาม คุณคือคุณหวังฟาง ผู้ปกครองของหลินชีเยี่ยใช่ไหมครับ?”


    “ใช่ ฉันเอง”


    “พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานกิจการทหารและพลเรือนแห่งเมืองชางหนาน มาส่งมอบเอกสารและเงินอุดหนุนสำหรับการเกณฑ์เข้ากองทัพของหลินชีเยี่ยครับ”


    “สำนักงานกิจการทหารและพลเรือน?” ป้าถามอย่างสงสัย “นั่นคือที่ไหนกัน?”


    “ก็คือ... รับผิดชอบเรื่องการเกณฑ์ทหารใหม่โดยเฉพาะครับ”


    “โอ้... งั้น… เชิญพวกคุณเข้ามานั่งก่อนค่ะ” คุณป้าถอยหลังสองสามก้าว ปล่อยให้ทั้งสองคนเข้ามา แล้วหันไปชงชาให้ “ฉันกำลังจะไปหาพวกคุณพอดี เรื่องนี้มันไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นะ!”


    เฉินมู่เหยี่ยและเวินฉีโม่เพิ่งจะนั่งลง คนหลังได้ยินประโยคนี้พลันเหงื่อแตกพลั่ก


    เวินฉีโม่ก้มลงกระซิบข้างหูเฉินมู่เหยี่ยเบา ๆ ว่า “หัวหน้า พวกเรา... จะตบตาได้จริง ๆ เหรอ?”


    “กลัวอะไร เอกสารของพวกเราออกโดยกองทัพ ล้วนเป็นของจริงทั้งนั้น!”


    “แต่… เมื่อวานนี้คุณเพิ่งยื่นใบสมัครของหลินชีเยี่ยไม่ใช่เหรอ? เอกสารไม่น่าจะมาเร็วขนาดนี้นะ คุณมั่นใจเหรอ... ว่าพวกนี้เป็นของจริง?”


    ...เฉินมู่เหยี่ยมุมปากกระตุก “ในไม่ช้า มันก็จะกลายเป็นของจริงแล้ว”


    “แต่ผมไม่เข้าใจ พวกเราน่าจะรอให้เอกสารอย่างเป็นทางการมาถึงก่อน แล้วค่อยมาหาก็ได้ ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วย?”


    “ไม่ใช่พวกเรารีบ แต่เป็นเจ้าเด็กหลินชีเยี่ยต่างหากที่รีบ” เฉินมู่เหยี่ยเหลือบมองป้าที่กำลังยุ่งอยู่ในครัว แล้วเอ่ยเสียงเบา “เขากลัวว่าป้าของเขาจะไม่เชื่อเนื้อหาในจดหมาย แล้วไปตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐบาลโดยตรง แต่ข้าราชการระดับล่างพวกนั้นไม่รู้ถึงตัวตนของเรา... นายเข้าใจสิ่งที่ฉันจะสื่อใช่ไหม?”


    “เข้าใจแล้ว”


    เวินฉีโม่พยักหน้า นั่งตัวตรง แล้วส่งรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร


    “คุณหวังฟางโปรดวางใจได้ พวกเราคือกองทัพปกติ เรื่องที่หลินชีเยี่ยไปเกณฑ์ทหารที่อุรุมชี*[2] ก็ได้รับการอนุมัติแล้วเช่นกัน ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น!”


    หยางจิ้นที่อยู่ข้าง ๆ กุมขมับอย่างสิ้นหวัง


    คุณป้าที่กำลังชงชาอยู่ตัวสั่นเทา ถ้วยชาในมือร่วงลงบนโต๊ะ เธอหันกลับมาพร้อมตาเบิกกว้าง แล้วเอ่ยถาม


    “เขา… ไม่ได้ไปฉีฉีฮาร์เหรอ?!” 


    [1] ฉีฉีฮาร์ คือ เมืองระดับจังหวัดทางตะวันตกของมณฑลเฮยหลงเจียง

    [2] อุรุมชี คือ เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองซินเจียง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศจีน



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง ที่คุณอ่าน