# บทที่ 33 — ตะปูดำในหัวใจบัว
รอยร้าวสีดำลามออกจากตะปูทีละเส้น
มันไม่ได้วิ่งไปทั่วพื้นอย่างไร้ทิศทาง ทุกเส้นมุ่งตรงไปยังกลีบดอกบัวทั้งหก ราวกับตะปูดำกำลังดึงเส้นผนึกที่เพิ่งถูกคืนสู่น้ำกำเนิดกลับมาอยู่ใต้คำสั่งของมันอีกครั้ง
โม่เฉินไม่แตะมัน
คำเตือนของผู้เฝ้าบ่อน้ำยังดังก้องอยู่ในหัว และชายหน้ากากทองนอกประตูก็กำลังรอเพียงให้ใครสักคนทำตามสัญชาตญาณ—เห็นสิ่งชั่วร้ายแล้วรีบดึงมันออก
“ตะปูนี้คืออะไร” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
สตรีชุดขาวคุกเข่าลงข้างแท่นหิน แต่ยังเว้นระยะจากรอยร้าว “มันเรียกว่า ตะปูคุมใจบัว” นางพูดช้า ๆ “อาจารย์ข้าเคยบอกว่าผู้พิทักษ์รุ่นแรกใช้มันตรึงสิ่งหนึ่งไว้ใต้บ่อน้ำ ไม่ให้หัวใจบัวรับคำสั่งจากผู้ใดง่าย ๆ”
“แล้วเหตุใดมันจึงมีตราเดียวกับเครือข่ายพระจันทร์ม่วง” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“เพราะมีคนกลับด้านมัน” นางตอบ “ตะปูเดิมใช้ตรึงคำสั่งไว้ภายนอก ตอนนี้มันตรึงหัวใจบัวจากข้างใน แล้วเปลี่ยนให้ค่ายกลยอมรับคำสั่งจากกระจกดำแทน”
โม่เฉินมองปลายตะปูที่โผล่พ้นเมล็ดกลางเพียงเล็กน้อย มันไม่เหมือนสิ่งที่เพิ่งถูกใส่เข้าไป หากฝังอยู่มานานจนหินรอบตัวกลืนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว
ชายหน้ากากทองไม่ได้สร้างกับดักนี้
เขาเพียงหาทางใช้ของที่มีอยู่ก่อน
“เขาต้องการดึงมันออก” โม่เฉินกล่าว
เสียงหัวเราะแผ่วต่ำดังมาจากอีกฟากประตู “ในที่สุดเจ้าก็ถามคำถามถูกข้อ”
“ถ้าดึงออก หัวใจบัวจะเป็นอย่างไร” ซูหวั่นเอ๋อร์ถามโดยไม่หันไปทางประตู
ชายหน้ากากทองเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างสุภาพเกินจริง “มันจะคืนสู่สภาพเดิม”
“คนโกหกมักชอบคำที่ฟังเหมือนไม่มีความหมาย” โม่เฉินว่า
“และคนอ่อนแอมักคิดว่าความระวังคือปัญญา” ศัตรูตอบ “เจ้าจะเข้าใจเมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างการผนึกสิ่งหนึ่งไว้ กับปล่อยให้คนที่ต้องการช่วยตายทีละคน”
รอยร้าวใต้กลีบแรกสว่างขึ้นทันที ราวกับคำพูดนั้นเป็นคำสั่ง เส้นแสงขาวเงินที่เพิ่งไหลออกจากห้องชะงักกลางทาง แล้วกลับกลายเป็นสีเทาอีกครั้ง
“เขายังเชื่อมกับตะปู” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว
“ผ่านกระจก หรือผ่านคนที่เคยถูกตรา” โม่เฉินตอบ เขามองสตรีชุดขาว แต่ไม่ได้กล่าวโทษ นางเองก็รู้ว่านี่คือความเสี่ยง นางกำมือแน่นจนผ้าพันแผลใหม่มีสีแดงซึมออกมา
“ไม่ใช่ข้า” นางพูด “สายตราของข้าถูกตัดจากกระจกไปหนึ่งชั้น แต่นี่เก่ากว่านั้น มันผูกกับสิทธิ์ผู้ถือกุญแจ”
“สิทธิ์ของผู้พิทักษ์” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว “จึงเป็นเหตุให้ลั่วชิงเสวี่ยตอบสนองด้วย”
หยกกุญแจในมือลั่วชิงเสวี่ยสว่างขึ้นทันทีที่นางเอ่ยชื่อนางเอง แสงนั้นไม่ได้ไหลหาแกนคำสั่งเหมือนก่อน มันชี้ตรงไปยังตะปูดำ
ภาพเงาเดิมปรากฏขึ้นบนพื้นหินอีกครั้ง สตรีเกราะกระบี่สีขาวเงินคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบัว แต่ครั้งนี้ภาพชัดกว่าเดิม นางไม่ได้ปักตะปูลงไปเพียงคนเดียว ข้างกายมีชายผู้หนึ่งในชุดผู้คุมผนึกยืนถือชามน้ำสีเงิน และมีสตรีอีกคนกดฝ่ามือลงบนรอยครึ่งดอกบัวที่ข้อมือ
สามคนร่วมกันปิดผนึก
ลั่วชิงเสวี่ยสูดลมหายใจ “ผู้ถือกระบี่ ผู้คุมผนึก และผู้ถือครึ่งตรา”
“เหมือนพวกเรา” สตรีชุดขาวกล่าว
“ไม่เหมือนทั้งหมด” โม่เฉินแก้ “ครั้งนั้นพวกเขาร่วมกันผนึก ครั้งนี้ค่ายกลพยายามให้ข้าเลือกคนเดียว”
ภาพบนพื้นหินเปลี่ยน สตรีเกราะกระบี่หันกลับมา แม้ใบหน้าไม่ชัด แต่เสียงของนางดังผ่านผิวน้ำอย่างสงบ
“กระบี่ไม่ใช่สิทธิ์สั่งการ กระบี่มีไว้ตัดสิ่งที่แย่งสิทธิ์ของผู้อื่น”
หยกกุญแจในมือลั่วชิงเสวี่ยร้อนขึ้นจนควันบาง ๆ ลอยจากขอบนิ้ว นางกัดฟันแต่ไม่ปล่อย
“ลั่วชิงเสวี่ย” โม่เฉินเรียก “ปล่อยก่อน”
“ถ้าข้าปล่อย ภาพจะหาย”
“ถ้าข้าต้องหามือเจ้าไปให้เสิ่นเยว่โหรวรักษา ภาพนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
นางหันมาเหมือนจะเถียง แต่เห็นว่าเขากำลังดึงผ้าพันแผลสำรองจากเอวตนเองแล้วจึงยอมคลายนิ้วเพียงเล็กน้อย โม่เฉินพันแผลเพิ่มให้โดยเร็ว ไม่ได้จับมือเธอนานเกินจำเป็น ทว่าอุณหภูมิร้อนจากหยกทำให้ปลายนิ้วเขาชาไปด้วย
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรับมรดกตอนนี้” เขาพูดเบา ๆ “เราต้องรู้ว่ามันต้องการอะไร ไม่ใช่ทำทุกอย่างที่มันเสนอ”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขาอยู่ชั่วครู่ ก่อนพยักหน้า “ข้าจะฟังภาพ แต่ไม่รับคำสั่ง”
“ดี”
“และอย่าเรียกชื่อข้ายาวขนาดนั้นเวลาวิกฤต”
“ถ้าเรียกสั้นแล้วเจ้าหัน ข้าจะพิจารณา”
แม้สีหน้านางยังซีด มุมปากก็ขยับนิดเดียว
ภาพเงาบนพื้นสั่นไหวอีกครั้ง คราวนี้ผู้คุมผนึกในภาพยกชามน้ำสีเงินขึ้น น้ำไม่ได้เทลงบนตะปู แต่ไหลเป็นวงรอบฐานของมัน จากนั้นสตรีผู้ถือครึ่งตราจึงใช้ปลายนิ้วแตะรอยสลักบนหัวตะปู ไม่ใช่เพื่อดึง หากเพื่อหมุนมัน
“มันไม่ได้ปักด้วยแรง” สตรีชุดขาวกระซิบ “มันล็อกด้วยคำมั่นสามฝ่าย”
ซูหวั่นเอ๋อร์มองรอยสลัก “หากเราหมุนกลับได้ ตะปูจะหยุดรับคำสั่งจากกระจกดำ แต่ยังอยู่ตรึงหัวใจบัว”
“แล้วใครเป็นคนทำ” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ผู้ถือกระบี่เปิดรอยสลัก ผู้ถือครึ่งตราทำให้ตะปูยอมรับคำมั่นใหม่” โม่เฉินกล่าว “ส่วนผู้คุมผนึก...”
เขามองน้ำกำเนิดที่ไหลออกจากรอยร้าวใต้พื้น ไม่ได้มองตนเองโดยตรง แต่ทุกคนเข้าใจ
“น้ำยอมรับเจ้า” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว “แต่เราไม่รู้ว่าร่างเจ้าจะรับแรงผนึกได้หรือไม่”
“เราไม่ต้องให้ข้ารับตะปู” เขาตอบ “ข้าแค่ต้องเป็นคนยืนยันว่าคำมั่นครั้งนี้ไม่มีผู้ใดถูกบังคับ”
ชายหน้ากากทองเงียบไปนานกว่าครั้งก่อน เมื่อเขาพูดอีกครั้ง น้ำเสียงไม่เหลือความเย็นสบาย “พวกเจ้าคิดจะล้อเลียนผนึกโบราณด้วยคำพูดงั้นหรือ”
“เจ้าก็ใช้คำสั่งล้อเลียนชีวิตคนมานานไม่ใช่หรือ” โม่เฉินตอบ
ทันใดนั้น กระจกดำอีกฟากประตูปล่อยเสียงแตกดังลั่น เส้นเงาหลายสิบเส้นแทงผ่านรอยต่อระหว่างบานประตูเข้ามา ไม่ได้พุ่งหาโม่เฉิน แต่มุ่งตรงไปยังมือที่ถือหยกของลั่วชิงเสวี่ย
“ถอย!” ซูหวั่นเอ๋อร์ตะโกน
ลั่วชิงเสวี่ยถอยได้ทันครึ่งก้าว เงาเส้นหนึ่งเฉี่ยวข้อมือนางจนผ้าพันแผลขาด แต่ก่อนเส้นนั้นจะแตะหยกกุญแจ ดาบของนางก็พลิกกลับ ใช้สันกระบี่ปัดมันออกจากเส้นทาง แทนการฟันตรง ๆ
เงาดำเลี้ยวตาม ไม่ถูกตัดจึงไม่ดูดแสงกระบี่ แต่มันกำลังจะพันปลายกระบี่ไว้ ซูหวั่นเอ๋อร์ส่งตราเจ้าสำนักเข้ากดกลางเส้นเงา แสงทองไม่ได้ทำลายมัน เพียงตรึงให้หยุดนิ่งชั่วครู่
“ตอนนี้!” นางบอก
สตรีชุดขาวก้าวเข้าหาตะปู นางยกข้อมือที่มีตราครึ่งดอกบัวขึ้นเหนือหัวตะปู แสงสีเงินจากรอยตราไหลลงเป็นวงเล็ก รอบข้อมือนางสั่นจนเห็นชัดว่าอดีตคำสั่งยังพยายามดึงนางกลับไป
“ข้าไม่ยอมรับคำสั่งของผู้ขโมย” นางพูดช้า ๆ
ลั่วชิงเสวี่ยวางหยกกุญแจลงบนรอยสลักอีกด้าน “ข้าไม่รับกระบี่เพื่อสั่งชีวิตใคร”
โม่เฉินยืนตรงกลางระหว่างทั้งสอง เขาไม่แตะตะปู แต่หยดน้ำกำเนิดที่ซึมจากรอยร้าวลอยขึ้นมารวมเหนือฝ่ามือ
“ข้าเป็นพยานว่าไม่มีผู้ใดในที่นี้ถูกบังคับให้เลือก” เขากล่าว
ตะปูดำหมุน
ไม่มากนัก เพียงหนึ่งส่วนของวงเดียว แต่ลายครึ่งดอกบัวกลับด้านบนหัวตะปูเริ่มมีรอยแตกร้าวสีเงิน รอยร้าวบนพื้นหยุดลาม เส้นเงาที่ซูหวั่นเอ๋อร์ตึงไว้ส่งเสียงกรีดแล้วสลายเป็นหมึกดำ
ห้องหัวใจบัวสั่นไหว แต่การสั่นครั้งนี้ต่างจากก่อนหน้า มันไม่ได้เหมือนสิ่งที่กำลังจะพัง หากเหมือนสิ่งที่ถูกบิดค้างไว้นานเริ่มขยับกลับเข้าตำแหน่งเดิม น้ำกำเนิดใต้พื้นไหลเป็นวงรอบฐานของตะปู แล้วรวมตัวเป็นภาพเลือนรางเหนือแท่น
ภาพแรกคือห้องเก็บป้ายวิญญาณ คนเฝ้าด้านนอกกำลังเห็นเส้นแสงขาวเงินไหลออกจากป้ายทั้งหก
ภาพที่สองคือทางเดินใต้ตำหนักกลาง ป้าผู้อาวุโสยืนอยู่หน้าประตูหิน มือหนึ่งกำยันต์สีแดงดำ อีกมือจับแขนของเสิ่นเยว่โหรวไว้ไม่ให้นางฝืนเข้าไป
ภาพสุดท้ายคือผิวน้ำเหนือบ่อน้ำกำเนิด ซึ่งมีเงากระจกดำขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือสระ
“มันใช้บ่อน้ำเป็นกระจก” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว สีหน้านางเปลี่ยนทันที “ถ้าเงานั้นปรากฏต่อหน้าคนทั้งสำนัก—”
“มันไม่ต้องให้คนทั้งสำนักเห็น” โม่เฉินตอบ “แค่ให้คนที่คุมจุดสำคัญเห็นก็พอ”
ภาพในน้ำเปลี่ยนเป็นเงาของพวกเขาสี่คนยืนอยู่รอบแท่นดอกบัว แต่ในภาพนั้น มือของลั่วชิงเสวี่ยกำลังจับตะปูดำราวกับตั้งใจดึงออก ซูหวั่นเอ๋อร์ยืนเหมือนกำลังใช้ตราเจ้าสำนักช่วยทำลายผนึก ส่วนสตรีชุดขาวกลายเป็นเพียงเงามืดไร้ใบหน้า
มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
แต่มันเหมือนจริงพอให้คนที่เห็นจากภายนอกตัดสินก่อนฟังคำอธิบาย
“เขาจะกล่าวหาว่าเจ้าสำนักกับผู้ถือกุญแจร่วมกันทำลายผนึก” ลั่วชิงเสวี่ยพูด
“และใช้ข้าเป็นหลักฐานว่าคนของพระจันทร์ม่วงอยู่ในห้อง” สตรีชุดขาวเสริม “ฝ่ายที่ไม่รู้เรื่องทั้งหมดจะคิดว่าพวกท่านถูกหลอก หรือไม่ก็ร่วมมือกับข้า”
ชายหน้ากากทองไม่จำเป็นต้องชนะในห้องนี้ หากเขาทำให้วังบุปผามารแบ่งฝ่ายจนไม่มีใครเชื่อคำสั่งของซูหวั่นเอ๋อร์ การปิดผนึกหรือการช่วยเชลยหกคนก็จะกลายเป็นเรื่องรอง
“เขาเตรียมคำโกหกไว้แล้ว” โม่เฉินว่า “ทันทีที่ตะปูหมุน ภาพสะท้อนจะกลายเป็นหลักฐานว่าพวกเราทำผิด”
“แล้วเราจะแก้อย่างไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม “เราออกไปไม่ได้”
โม่เฉินมองภาพของเสิ่นเยว่โหรว ผ่านผิวน้ำ นางพยายามก้าวไปทางประตูแม้ป้าผู้อาวุโสจะรั้งไว้ เส้นด้ายโอสถที่เชื่อมกับข้อมือเขายังอยู่ นั่นคือหลักฐานเดียวที่ส่งผ่านประตูได้โดยไม่ได้อาศัยกระจกของศัตรู
เขาดึงมันหนึ่งครั้ง หยุด แล้วดึงสองครั้ง
เสิ่นเยว่โหรวมองมาทางผิวน้ำทันที ราวกับรู้ว่าการกระตุกนั้นไม่ใช่เพราะชีพจรของคนเจ็บ
“นางเข้าใจหรือ” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“ยังไม่รู้ทั้งหมด” โม่เฉินตอบ “แต่รู้ว่าเรายังมีสติ”
เขากระตุกเส้นด้ายอีกครั้ง เป็นจังหวะสั้นสามครั้ง ตามด้วยยาวหนึ่งครั้ง รหัสง่าย ๆ ที่เสิ่นเยว่โหรวใช้เตือนทีมตอนสอบสวนพยาน: **ภาพลวง อย่าแตะ**
นางนิ่งไปเพียงครู่เดียว ก่อนหันไปพูดกับป้าผู้อาวุโส ภาพไม่มีเสียง แต่โม่เฉินเห็นผู้อาวุโสขมวดคิ้ว แล้วนำยันต์สีแดงดำไปแปะกับขอบบ่อน้ำแทนที่จะโจมตีเงากระจกโดยตรง
“พวกเขาจะไม่ทำลายภาพทันที” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าวเบา ๆ “ดี ถ้าทำลายตามที่เห็น ก็อาจกระทบพวกเราในห้อง”
“อย่างน้อยฝ่ายเราก็ยังคิดก่อนลงมือ” โม่เฉินว่า
“คำชมฝ่ายเจ้าสำนักฟังแปลกดี” ซูหวั่นเอ๋อร์ตอบ แต่แววตานางคลายตึงลงเล็กน้อย
ลั่วชิงเสวี่ยมองภาพของเสิ่นเยว่โหรวอีกครั้ง “นางจะทำอะไรต่อ”
“นางเป็นหมอ” โม่เฉินตอบ “หมอที่เห็นอาการคนไข้จากเส้นด้ายได้ และเป็นคนที่ไม่ชอบเชื่อภาพแปลก ๆ ง่ายนัก”
ราวกับพิสูจน์คำพูด ภาพในน้ำแสดงให้เห็นว่าเสิ่นเยว่โหรวหยิบผงโอสถสีเขียวเงินออกมา โปรยเหนือผิวน้ำอย่างระมัดระวัง เงากระจกดำไม่ได้สลาย แต่ส่วนที่บิดภาพพวกเขาค่อย ๆ กระเพื่อม รอยต่อระหว่างเงาจริงกับเงาปลอมเริ่มชัดขึ้น
ชายหน้ากากทองคงเห็นเช่นกัน เพราะเสียงของเขาจากอีกฟากประตูเงียบลงเป็นครั้งแรก
ทุกคนยังไม่ทันผ่อนลมหายใจ ประตูหินทั้งบานถูกกระแทกจากด้านนอก
ครั้งแรก ม่านผนึกของซูหวั่นเอ๋อร์สั่น
ครั้งที่สอง รอยร้าวพาดผ่านประตู
ครั้งที่สาม เสียงหน้ากากทองดังชิดอยู่หลังหินมากกว่าที่ควรเป็น
“พวกเจ้าหมุนได้เพียงครั้งเดียว” เขากล่าว “และข้ามีเวลามากกว่าที่พวกเจ้าคิด”
ประตูเริ่มเปิดจากด้านนอก
ในมือของเขา กระจกดำกำลังมีรอยร้าวสีเงินเหมือนตะปูดำ
แต่คราวนี้ รอยร้าวนั้นไม่ได้ทำให้มันแตก
มันกำลังสะท้อนภาพของคนที่ยืนอยู่ในห้องหัวใจบัวกลับไปหาศัตรูคนอื่น ๆ ทั่วทั้งวังบุปผามาร