การมาถึงของพี่ชาย
แม้ว่าการทดสอบจะนำมาซึ่งคำถามใหม่ แต่สุดท้ายแล้วการทดสอบในวันนี้ก็ยังจบลงตามกำหนดเดิมอยู่ดี ส่วนความสงสัยของกัสนั้น เขาเพียงขอให้เธอตรวจสอบว่ามันมีปัญหาหรือไม่เท่านั้น
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปราณลึกลับของเขาแบ่งตัวเองเป็นส่วนๆ เท่ากับจำนวนคนนั้น เขาไม่ขอให้เธอรีบหาคำตอบให้กับเขา แต่ขอให้เธอปรับปรุงมิติฝึกฝนให้สมบูรณ์ก่อนเป็นอย่างแรก
ต่อจากนั้นกัสก็กลับไปทำงานตามเดิมด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้เหล่าภรรยาที่รักพลอยมีความสุขตามไปด้วย บรรยากาศภายในห้องทำงานจึงเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ
เมื่อบรรยากาศในห้องทำงานดีขึ้น ประสิทธิภาพของงานก็ดีตามไปด้วยและเมื่อกัสจมอยู่กับงานของเขาอย่างเต็มที่ เขาก็แทบจะลืมเวลาไป
ไม่นานนักครึ่งเดือนก็ผ่านไป การปรับปรุงมิติฝึกฝนก็มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงการตรวจสอบครั้งใหญ่และการทดสอบในหลายๆ ด้านเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อค้นหาปัญหาที่อาจจะหลงเหลืออยู่
กระบวนการนี้ใช้เวลานานถึง 1 อาทิตย์ก่อนที่มันจะจบลงและเริ่มต้นการผลิตอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ มิติฝึกฝนขนาดใหญ่ 10 ชุดก็ถูกส่งไปถึงดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องเพื่อให้กองทัพทาสของเขาได้ใช้ฝึกฝน
หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ มิติฝึกฝนขนาดเล็กและกลางก็ถูกส่งไปยังตำหนักกระบี่ในจำนวนที่แตกต่างกัน มิติขนาดกลาง 10 ชุด มิติขนาดเล็ก 5 ชุดและมิติฝึกฝนระดับพิเศษ 2 ชุด
ทั้งหมดนี้ถูกส่งไปพร้อมกันในวันเดียว เพื่อให้สาวกของตำหนักได้ใช้ฝึกฝน สาวกทั่วไปใช้มิติฝึกฝนขนาดกลาง ส่วนสาวกระดับแกนนำที่มีพรสวรรค์โดดเด่นจะได้ฝึกฝนในมิติขนาดเล็กแบบส่วนตัว
ส่วนมิติฝึกฝนระดับพิเศษนั้น เป็นของผู้อาวุโสทั้งสองที่รับหน้าที่ดูแลตำหนักกระบี่แทนเขา
ในความเป็นจริงกัสไม่จำเป็นต้องส่งมอบมิติฝึกฝนแบบพิเศษให้กับผู้อาวุโสทั้งสองก็ได้ แต่ที่เขาส่งไปให้ก็เพราะเขารู้ว่าผู้อาวุโสทั้งสองอาจจะต้องการใช้มัน แม้จะไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่หลานสาวของผู้อาวุโสทั้งสองย่อมต้องการใช้มันอย่างแน่นอน
ผลตอบรับของการใช้มิติฝึกฝนเป็นยังไงนั้น กัสเองก็ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เขาเพียงรู้ว่าผลตอบรับของมันดีกว่าที่แองจี้คาดไว้มาก ซึ่งมันก็ทำให้เขาพึงพอใจแล้วเขาจึงไม่ได้ติดตามมันโดยละเอียด หากแต่เฝ้าดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่คิดกระตุ้นหรือเร่งเร้าใดๆ
ทั้งนี้ก็เพราะกัสไม่คิดที่จะรบกับตระกูลเขี้ยวทองคำในปีนี้เพราะความพร้อมของกองทัพไม่เพียงพอ
แม้ว่าในความเป็นจริงกัสจะสามารถเสี่ยงนำกองทัพเข้าไปต่อสู้ได้ แต่เขาก็มองว่าสิ่งที่ได้มันอาจจะไม่คุ้มเสีย เขาจึงตัดสินใจยอมแพ้และรอคอยอีก 1 – 2 ปีเพื่อให้กองทัพของเขาพร้อมยิ่งกว่านี้
ในขณะที่กัสยังคงเตรียมความพร้อมและดูแลความเรียบร้อยภายในเมืองแห่งดันเจี้ยน แขกที่เขานึกไม่ถึงก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย
“พี่ใหญ่กับพี่รองมางั้นหรือ!!”
“ค่ะท่านพี่! พี่ใหญ่กับพี่รองมาถึงแล้วค่ะ อีกไม่นานก็จะมาถึงเมืองนี้แล้ว”
กัสที่ได้ข่าวจากน้องสาวคนโตของเขาถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นยินดี พี่ชายคนโตและคนรองของเขากำลังเดินทางมาหาเขา แม้จะไม่รู้ว่ามาด้วยเหตุผลอะไร แต่การได้พบกับพี่ชายที่ไม่ได้พบหน้ามานานแบบนี้ เขาย่อมตื่นเต้นยินดีเป็นธรรมดา
หลังจากได้สติกัสก็รีบสั่งให้คนของเขาจัดเตรียมอาหารและของว่างเพื่อต้อนรับพี่ชายทั้งสองอย่างเร่งรีบ ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่นิสัยการกินของเขากับพี่ชายทั้งสองไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เขาเลยเอาของว่างที่มีอยู่ของเขา รวมกับเหล้ารสร้อนแรงที่เขาหมักเก็บเอาไว้ออกมาจัดเรียงได้ในทันที
ด้วยเหตุนี้แม้จะได้รับแจ้งข่าวก่อนเพียงสิบนาทีเศษ แต่โต๊ะจัดเลี้ยงต้อนรับก็ถูกจัดจนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย
กัสที่จัดโต๊ะจนแล้วเสร็จมองดูความเรียบร้อยด้วยความพอใจ ก่อนจะหันไปหาน้องสาวคนโตที่อาสาช่วยงานแล้วพยักหน้าให้เธอครั้งหนึ่ง จากนั้นออกไปต้อนรับพี่ชายของพวกเขาด้วยกัน
ทันทีที่สองพี่น้องเดินออกไปจากห้อง กัสก็ได้ยินเสียงหัวเราะของน้องสาวคนรองดังแว่วมาในทันที ก่อนจะได้เห็นร่างกายที่สูงใหญ่กำยำของพี่ใหญ่และร่างกายที่เล็กแต่ปราดเปรียวของพี่รอง
ในขณะที่กัสสังเกตเห็นพี่ชายทั้งสอง พี่ชายของเขาก็สังเกตเห็นตัวเขาเช่นกัน ช่วงเวลานั้นพี่ชายน้องชายก็สบตากัน ก่อนที่รอยยิ้มที่หาได้ยากของพี่ใหญ่จะปรากฏขึ้นอย่างอ่อนโยน
“พี่ใหญ่! พี่รอง!! ยินดีต้อนรับ!!”
“กัส!”
“ฮะๆ กัส!! เจ้าโตขึ้นเป็นกองเลยนี่! น่าอิจฉาจริงๆ ทำไมข้าไม่มีพรศักดิ์สิทธิ์เหมือนเจ้าบ้างนะให้ตายเถอะ!!”
พี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองส่งเสียงทักทายกลับมาอย่างสนิทสนม ตามมาด้วยเสียงบ่นเล็กๆ ตามนิสัยของพี่ชายคนรองที่ดูจะอิจฉาน้องชายของตัวเองเล็กน้อยที่พัฒนาตัวเองได้เร็วขนาดนี้เพราะมีพลังของพรศักดิ์สิทธิ์
แน่นอนว่ากัสไม่ได้คิดอะไรมากนักกับการบ่นของพี่ชายคนรองเพราะเขาชินแล้วและรู้ดีว่าพี่ชายของเขาก็แค่บ่นไปตามนิสัย ส่วนใจจริงนั้นไม่ได้คิดอะไรเหมือนที่พูด
“ฮะๆ พี่รองท่านก็พูดเกินไป! ท่านก็รู้ว่ากว่าข้าจะใช้พลังของตัวเองได้ดีแบบนี้มันไม่ง่ายเลยสักนิด!”
“ถึงจะยากแต่มันก็ทำให้เจ้าแข็งแกร่งได้ขนาดนี้เลยไม่ใช่หรือไงกัน!! ข้าละนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะกลายเป็นเทพเทวะได้เร็วแบบนี้ ตอนแรกนึกว่าพี่ใหญ่จะกลายเป็นเทพอสูรก่อนเสียอีก..แต่ก็ดีแล้วละนะที่เจ้ากลายเป็นเทพเทวะได้ก่อน พี่ใหญ่ก็เลยไม่ต้องฝืนตัวเอง”
พูดแล้วพี่ชายคนรองก็หันไปหาพี่ชายคนโตที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่บนใบหน้า พลางทำสีหน้าล้อเลียนเล็กๆ ราวกับกำลังพยายามยั่วยุพี่ชายของตนเองให้โกรธที่โดนน้องชายคนเล็กแซงหน้าไปแบบนี้
แต่มีหรือที ‘คิงลอว์’ พี่ชายคนโตจะโกรธง่ายๆ กับการยั่วยุและกลั่นแกล้งของน้องชายที่มันพบเจอมาตั้งแต่เล็ก
ในตอนที่มันยังเด็กมันอาจจะโกรธและไม่พอใจบ้าง แต่เมื่อโตขึ้นเมื่อเข้าใจนิสัยของน้องชายมากขึ้น มันก็ย่อมมองข้ามนิสัยที่ชอบกลั่นแกล้งของน้องชายไปอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่เกิดความรู้สึกใดๆ ในจิตใจ
“จริงอย่างที่ ‘สไปรท์’ ว่า ต้องขอบใจเจ้าจริงๆ กัสที่ทำให้ข้าไม่ต้องฝืน”
คำขอบคุณของพี่ชายนั้นทำให้กัสยิ้มกว้างด้วยความยินดี ก่อนจะตอบปฏิเสธไปง่ายๆ และชวนพี่ชายทั้งสองของเขาเข้าไปดื่มกินและพูดคุยกันในห้องอาหาร
ซึ่งก็แน่นอนว่าพี่ชายทั้งสองย่อมไม่ปฏิเสธเพราะพวกมันเองก็เดินทางมาที่นี่โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยสนับสนุนน้องชายของพวกมัน การพูดคุยจึงนับเป็นสิ่งแรกที่ควรกระทำอยู่แล้ว
การดื่มกินเริ่มต้นขึ้นอย่างสนุกสนาน ด้วยความชอบที่คล้ายๆ กันกับอาหารที่เน้นหนักไปที่เมนูเนื้อเป็นหลักและยังใช้เนื้อของราชาอสูรรวมกับผักวิเศษจำนวนมาก ทำให้มื้ออาหารมื้อนี้มีความหรูหราในระดับของชนชั้นสูงเลยก็ว่าได้
แต่ด้วยนิสัยและความดิบเถื่อนของกัส มีหรือเขาจะกินอาหารที่ประดิดประดอยจนสวยงาม ถึงวัตถุดิบจะมีราคาแพงเทียบได้กับอาหารของชนชั้นสูง แต่รูปแบบการปรุงและการจัดจานนั้น แทบไม่ต่างจากอาหารป่าที่เน้นไปที่ปริมาณและรสชาติแต่อย่างใด
สามพี่น้องดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งมื้ออาหารเหลือเพียงเครื่องดื่มที่มีรสชาติร้อนแรง ใบหน้าของบุรุษทั้งสามก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยเพราะฤทธิ์สุรา การดื่มกินก็หยุดชะงักไปชั่วครู่เพราะคิงลอว์ตัดสินใจที่จะพูดถึงจุดประสงค์ในการมาของมันกับน้องชายแล้ว
“กัส ข้าได้ยินว่าเจ้าต้องทำสงครามกับตระกูลเขี้ยวทองคำสินะ”
“ใช่! ข้าต้องทำสงครามกับพวกมัน ว่าแต่พี่พูดถึงเรื่องนี้ทำไม หรือว่า..พี่ตั้งใจจะมาช่วยข้าสู้กับพวกมัน”
กัสถามกลับไปด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็พอเข้าใจได้ จนได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมของพี่ชายทั้งสอง รอยยิ้มของเขาจึงยกตัวขึ้นอย่างมีความสุข
“ขอบคุณพี่ใหญ่กับพี่รองมาก แต่ข้ากลัวว่าพวกท่านอาจจะมาเร็วไปหน่อย”
“เร็วงั้นหรือ ข้าว่าไม่นะ! ไม่ใช่ว่าอีกครึ่งปีเศษเกมชิงอำนาจรอบใหม่ก็จะเริ่มแล้วงั้นหรือ ข้ากับพี่ใหญ่มาตอนนี้ยังช้าไปด้วยซ้ำ!! พูดแล้วข้าละหงุดหงิดนัก! กัสทำไมเจ้าไม่บอกพวกเราก่อนหืม! หรือว่าเจ้าเห็นว่าข้ากับพี่ใหญ่อ่อนแอเกินไปหรือไม่อยากขอให้ช่วย!!”
เสียงบ่นที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดของสไปรท์พี่ชายคนรองนั้นทำให้รอยยิ้มของกัสกลายเป็นฝืนยิ้มอยู่บ้าง แต่เขาก็เข้าใจนิสัยของพี่ชายคนนี้ดี เมื่อรวมกับฤทธิ์สุราด้วยแล้วการที่พี่ชายคนรองของเขาจะพูดแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกเท่าไหร่
“ใครว่าละ! เอาจริงๆ ข้าก็หวังว่าพี่จะมาช่วยอยู่เหมือนกัน แต่กองทัพของข้ายังไม่พร้อม ข้าก็เลยไม่ได้เรียก ถ้าจำไม่ผิด พี่ใหญ่กับพี่รองฝึกฝนอยู่ในดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องมาหลายปีแล้วนี่ เจตนาของพี่ทั้งสองมีหรือข้าจะไม่เข้าใจ!!”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของสไปรท์ก็ผ่อนคลายลง คิงลอว์เองก็ยกยิ้มเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะกลายเป็นประหลาดใจเมื่อมันนึกถึงคำพูดของกัสขึ้นมาได้
“กัสหรือว่าเจ้า..เจ้ายังไม่พร้อมที่จะสู้งั้นหรือ แบบนี้เจ้าก็ต้อง..”
“เสียอำนาจไป..พี่คิดว่าข้าสนหรือไงกัน!”
พูดแล้วกัสก็ยกแก้วขึ้นมากรอกเหล้าเข้าปากไปอีกหลายอึกใหญ่ก่อนจะเช็ดปากด้วยแขนเสื้ออย่างลวกๆ แล้วยิ้มออกมาด้วยความถือดี
“ได้ไงกัน!! เจ้าจะยอมแพ้แบบนี้ได้ยังไงกันห๊ะ!! แบบนี้พวกมันก็ได้ประโยชน์นะสิ!!”
กัสฟังแล้วก็ยิ้มน้อยๆ โดยไม่พูดอะไรมาก นอกจากไหวไหล่เล็กน้อย คล้ายกับจะบอกว่าเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ทำเอาสไปรท์ถึงกับโกรธจัดจนทุบแก้วกับโต๊ะอย่างรุนแรง ทำเอาของเหลวที่เหลืออยู่ก้นแก้วกระเซ็นไปรอบทิศทำให้เขากับพี่ชายคนโตถึงกับเปียกชุ่มไปหมด
รอยยิ้มของกัสถึงกับสั่นกระตุกเบาๆ ขณะที่พี่ชายคนโตนั้นหยิบเอาผ้าออกมาเช็ดหน้าเงียบๆ ก่อนจะเค้นเสียงเบาๆ ส่งกระสุนเสียงขนาดเล็กอัดใส่หัวของสไปรท์จนหน้าสะบัด
สไปรท์ที่โดนกระสุนเสียงยิงอัดจนหน้าสะบัดนิ่งค้างไปแบบนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะชักหน้ากลับมาด้วยสีหน้าที่มีสติกลับมาหลายส่วน พลางลูบหน้าผากที่แดงขึ้นมาเป็นจุดด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ
“เล่นแรงจริงนะพี่ใหญ่! ข้าบ่นหน่อยไม่ได้หรือไงกัน!”
“บ่นได้..แต่อย่าเล่นของกิน”
ได้ยินแบบนั้นสไปรท์ก็ยิ้มเจื่อนๆ พลางส่งสายตาเป็นเชิงขอโทษไปยังกัส ซึ่งเขาก็ส่ายหน้าน้อยๆ เป็นเชิงตอบรับและบอกว่าไม่ว่าอะไร
ต่อจากนั้นการพูดคุยของสามพี่น้องก็สงบลงมาก ไม่มีการบ่นไม่มีการสบถมีเพียงการพูดคุยที่จริงจังและติดจะเคร่งขรึมเล็กน้อย
“แบบนี้เอง เอาแบบนี้ก็ได้! ถึงมันจะน่าหงุดหงิดที่มาเสียเปล่าก็เถอะ! แต่ชีวิตคนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่เสี่ยงก็ดีแล้ว”
“อืม! แบบนี้ก็ดี แผนการของเจ้าไม่เลวเลยกัส นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะโตมาเป็นคนที่มีความสามารถแบบนี้..ดูเหมือนว่านับจากนี้พวกเราคงต้องพึ่งพาเจ้าแล้วนะ”
ใบหน้าของกัสแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยเพราะความเขินอายที่พี่ชายคนโตของพูดออกมาแบบนี้ แต่ในเวลาเดียวกันความภาคภูมิใจก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจจนทำให้แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงขึ้นมาในทันที
“แน่นอน!! จริงสิ! ข้าเพิ่งจะขอให้แองจี้สร้างมิติฝึกฝนรุ่นใหม่มา พี่ทั้งสองคนเอาไปทดลองใช้หน่อยไหม จากนั้นถ้าพี่ยังว่าง ข้าอยากขอให้พี่ไปฝึกฝนร่วมกับกองทัพของข้าในปราการของข้าด้วย”
“มิติฝึกฝน ? ฟังดูน่าสนใจดีนี่ เอามาลองเล่นดูก็ได้ ส่วนกองทัพของเจ้า..พวกมันจะไหวหรือ ข้าได้ยินว่ากองทัพที่เจ้าฝึกอยู่เป็นกองทัพทาสไม่ใช่หรือไง จะฝึกทั้งทีทำไมไม่หากองทัพที่มันดีกว่านี้ละ คนพวกนั้นมีศักยภาพเท่าไหร่กัน!”
แม้ว่าปากของสไปรท์จะบ่นและดูเหมือนจะไม่พอใจเท่าไหร่ แต่ในดวงตาของมันนั้นอัดแน่นไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง
จริงอยู่ว่ามันย่อมไม่คาดหวังอะไรกับกองทัพทาสมากนัก แต่กองทัพทาสที่กัสพูดถึงเป็นกองทัพที่เขาฝึกฝนมันด้วยตัวเอง ในฐานะของพี่ชายมันย่อมไม่ดูถูกกองทัพที่น้องชายฝึกฝนมาอยู่แล้ว มันจึงไม่แปลกที่จะคาดหวังอยู่ไม่น้อยเพราะความสามารถของกองทัพคือตัวสะท้อนความสามารถของผู้นำได้เป็นอย่างดี
คิงลอว์เองก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา มันเพียงเสนอให้กัสรับเอากองทัพของมันเข้าร่วมด้วยและตกลงที่จะโอนกองทัพมาจากดินแดนของตระกูลเพื่อเข้าร่วมกับปราการของเขาในทันที
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย สามพี่น้องก็ดื่มกินกันต่ออย่างสนุกสนาน ของว่างถูกส่งเข้ามาเพิ่ม เช่นเดียวกับเหล้ารสร้อนแรงที่นำเข้ามาถังแล้วถังเล่า จนกระทั่งสามพี่น้องเมาจนหลับไปในที่สุด
ถึงตอนนั้นบรรยากาศภายในห้องอาหารจึงสงบลงและมีเพียงเสียงกรนที่ดังออกมาเบาๆ จากสามพี่น้อง จนกระทั่งผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงเศษ กัสที่เมาหลับไปก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
‘นานแล้วสินะที่ไม่ได้เมาจนหลับไปแบบนี้..แต่เหล้าธรรมดานี่กว่าจะเมาก็นานอยู่นะ..หรือว่าจะลองหมักเหล้าสูตรพิเศษในบันทึกของนายหญิงดี’
กัสครุ่นคิดจนใจลอยไปบ้าง ก่อนจะกระตุ้นพลังเทวะเพื่อขับฤทธิ์สุราออกไป ส่งผลให้สติของเขากลับมาสดใสอีกครั้ง
“ขอโทษนะพี่ใหญ่ พี่รอง ข้าเองก็อยากเมาหลับเป็นเพื่อนพวกท่านอยู่หรอก แต่งานมันเยอะเกินไปหน่อยนะ”
กัสพูดออกมายิ้มๆ ก่อนจะเดินออกไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้พี่ชายทั้งสองที่เมาหลับไปนอนอยู่แบบนั้นไปอีกหลายชั่วโมง ทั้งสองที่มีความแข็งแกร่งในระดับเตรียมขั้นสูงสุดถึงจะเริ่มได้สติกลับมาอีกครั้ง
เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมา พวกมันก็พบว่าน้องชายคนเล็กของพวกมันหายไปแล้วจึงทำให้พวกมันอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองหน้ากันอีกครั้งแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าหนูตัวอ้วนในวันนั้นจะกลายเป็นเทพเทวะที่ทรงอำนาจเร็วขนาดนี้..พวกเราที่เป็นพี่ชายก็เลยเสียหน้าหมดที่ต้องให้น้องชายมาดูแลครอบครัวแบบนี้”
เสียงบ่นของสไปรท์นั้นแฝงไว้ด้วยความผิดหวังที่อ่อนจ้าง มันผิดหวังที่ตัวมันเองไม่มีความสามารถมากกว่านี้ ไม่มีพรสวรรค์มากกว่านี้ มันจึงไม่สามารถกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งและทำหน้าที่นี้แทนน้องชายคนเล็กของมัน
“เรื่องนั้นมันช่วยไม่ได้นี่..เจ้าก็รู้ดีนี่ว่ากัสเจออะไรมาบ้าง..หากเทียบกับสิ่งที่มันเจอแล้ว ชีวิตที่เหนื่อยยากแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้”
พูดแล้วคิงลอว์ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางคิดถึงสิ่งที่พ่อของมันเล่าให้มันกับน้องฟัง เรื่องที่น้องชายคนเล็กของมันย้อนเวลากลับมาจากอนาคต เรื่องที่น้องชายของมันต้องพบเจอกับประสบการณ์ชีวิตที่แสนโหดร้าย
ทันทีที่คิงลอว์พูดถึงเรื่องนี้สีหน้าของสไปรท์ก็เปลี่ยนไป จิตสังหารที่อ่อนจางก่อตัวขึ้นในดวงตาของมัน ก่อนที่ดวงตาของมันจะกลับเป็นปกติ
“ตามที่ตกลงกัน พวกเราจะอยู่ในขั้นเตรียมต่อไปจนกว่ากัสจะไม่ต้องการกำลังของพวกเราใช่ไหมพี่ใหญ่”
“อืม..แบบนี้แหละดี..พวกเราไม่จำเป็นต้องรีบอีกต่อไป ฝึกฝนต่อไปแบบนี้จะดีต่อพวกเราที่สุด”
เรื่องนี้สไปรท์ไม่ปฏิเสธเพราะมันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ว่ายิ่งฝึกฝนอยู่ในระดับเตรียมนานเท่าไหร่ รากฐานก็ยิ่งมั่นคงเท่านั้น การฝืนเพื่อให้กลายเป็นเทพอสูรอย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่วิธีที่ดีเลย
ในความเป็นจริงพวกมันอยากจะตำหนิกัสด้วยซ้ำที่รีบกลายเป็นเทพเทวะแบบนี้ แต่เมื่อเห็นพลังอำนาจของเขา พวกมันก็ต้องยอมรับว่าน้องชายของพวกมันมีวิธีการบางอย่างที่ทำให้รากฐานของตัวเองแข็งแกร่งแม้จะใช้เวลาอยู่ในระดับเตรียมเพียงช่วงสั้นๆ
ซึ่งมันก็เป็นความจริง เพียงแต่ทั้งสองไม่รู้ว่ากัสนั้นแค่โชคดีเท่านั้นที่แกนเทวะของเขายังหลอมรวมกันไม่สมบูรณ์ตัวเขาก็สามารถสร้างร่างเทวะได้แล้ว
กรณีของกัสมันเป็นกรณีที่พิเศษ ตัวเขาจึงสามารถเสริมสร้างรากฐานของตัวเองต่อไปได้แม้ว่าจะกลายเป็นเทพเทวะแล้ว ทว่ามันก็มีจุดอ่อนอยู่เช่นกัน ตรงที่เขาไม่สามารถฝึกฝนตนเองจนเหนือกว่าระดับ 1 ดาวได้หากแกนเทวะยังไม่สมบูรณ์
นอกจากนั้นการที่แกนเทวะยังหลอมรวมกันไม่สมบูรณ์นั้นก็ทำให้ตัวกัสมีจุดตายเกิดขึ้นเช่นกัน จุดตายที่ว่านั้นก็คือแกนเทวะของเขานั่นเอง
จนถึงตอนนี้กัสก็ยังไม่เคยพลาดปล่อยให้ใครโจมตีแกนเทวะของเขาได้ ทำให้เขาไม่รู้ว่าหากแกนเทวะของเขาได้รับความเสียหายมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา
แม้จะไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่รออยู่น่ากลัวมากน้อยขนาดไหน แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่กัสมั่นใจคือ อันตรายที่ซ่อนอยู่นั้นสามารถปลิดชีวิตของเขาได้อย่างง่ายดายและอาจจะรวมไปถึงศัตรูที่ทำให้แกนเทวะของเขาเสียหายด้วย
นี่นับเป็นเพียงสมมติฐานที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์คิดขึ้นเท่านั้น แต่มันก็มีความน่าเชื่อถือจนกัสไม่กล้าที่จะทดสอบเพราะขนาดแค่คิดถึงการระเบิดที่เกิดจากพลังชีวิตและพลังวิญญาณที่มีปริมาณมหาศาลแล้ว เขาก็กลัวเกินกว่าจะคิดถึงผลลัพธ์ของการระเบิดที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่ถึงจะไม่เคยคิดถึงผลลัพธ์จากการระเบิดของแกนเทวะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากัสจะไม่คิดถึงปัญหาที่น่ากลัวนี้
ในความเป็นจริงเขาคิดถึงปัญหานี้ได้ตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจรั้งสภาวะนี้เอาไว้แล้วด้วยซ้ำเพราะเขารู้ดีว่าการปล่อยให้ตัวเองมีจุดอ่อนถึงตายแบบนี้อยู่กับตัวไม่ใช่วิธีที่ดี
แต่เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการรั้งสภาวะหลอมรวมของแกนเทวะนั้นมีประโยชน์เกินกว่าที่กัสจะปฏิเสธได้ เขาจึงคิดหาทางรอดเอาไว้ให้ตัวเองมานานแล้วและตอนนี้เขาก็คิดได้วิธีหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะสามารถรักษาชีวิตของเขาเอาไว้ได้
ผลลัพธ์จากการคิดนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เขาได้รับ ‘เชือกช่วยชีวิต’ แต่มันยังทำให้เขาได้รับ ‘ไพ่ตาย’ ที่ทรงอำนาจที่สุดมาไว้ในมือด้วยเช่นกัน