ในตอนนั้นเอง หลิ่วเย่ซีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แม้จะปฏิกิริยาช้าเพียงใดก็เริ่มรู้สึกตัว นางแสดงสีหน้าสงสัยออกมาทันที!
ดวงตาคู่งามสองคู่จับจ้องไปที่กู้หลานเป็จุดเดียว
“อะแฮ่ม ในตำรามีทั้งหอทองคำและโฉมงาม... เื่ผู้อพยพไม่ใช่เื่ที่ควรเอาไปป่าวประกาศให้คนนอกรู้ พวกเราคนในครอบครัวรู้กันเองก็พอแล้ว จำไว้ว่า อย่าเผลอพูดออกไปเชียว”
เมื่อเห็นความใของพวกนาง กู้หลานก็รู้ตัวว่าตนเองเผลอหลุด ‘ความลับ์’ ออกไปเสียแล้ว
แต่คำกล่าวอ้างของเขาก็ดูสมเหตุสมผลดี ในเมื่อ ‘หนังสือ’ ที่บอกเล่าเื่ราวของโลกใบนี้ ก็ถือว่าเป็หนังสือที่เขาเคยอ่านมาเหมือนกัน!
เหตุผลที่เขาเตือนเช่นนั้น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเกิดความสงสัย... คนในครอบครัวรู้ไม่เป็ไร แต่ถ้าไปเตะตาพวกยอดมนุษย์ที่มีพลังโกงทั้งหลายเข้า คงไม่ใช่เื่ดีแน่
ดวงตาของมู่อวี่เยียนสั่นไหวเล็กน้อย นางพยายามข่มความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
เมื่อเห็นองค์จักรพรรดินีไม่ซักไซ้ต่อ หลิ่วเย่ซีในฐานะสาวใช้จึงทำได้เพียงก้มหน้ากินอาหารต่อไป
แต่กลับเป็ลุงหยางที่เช็ดปากพลางเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจว่า
“เฮ้อ ์พิโรธก็เพราะองค์จักรพรรดินีไร้คุณธรรมนั่นแหละ!”
“จะหาว่าบ่าวปากมากก็ได้นะขอรับ จักรพรรดินีองค์ปัจจุบันน่ะ มีไพ่ดีในมือแท้ ๆ แต่กลับเล่นจนพังไม่เป็ท่า ขุนนางในราชสำนักต่างก็เป็ผู้มีความสามารถในการปกครองบ้านเมือง แต่กลับต้องมาเจอทรราชที่วัน ๆ เอาแต่บำเพ็ญเพียรหวังเป็เซียนแบบนี้!”
สิ้นคำพูดนี้ หลิ่วเย่ซีที่กำลังจะคีบอาหาร ถึงกับทำตะเกียบเกือบหลุดมือด้วยความใ!
นางรีบหันไปมองนายตนทันที แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงคีบอาหารทานทีละคำอย่างสงบ ใบหน้าที่งดงามหมดจดนั้นยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่ ไร้ซึ่งร่องรอยของความผิดปกติใด ๆ
จะมีก็เพียงข้อนิ้วที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีขาวซีดเพราะแรงบีบเท่านั้น...
“แค่ก! แค่ก!”
หลิ่วเย่ซีพยายามไอเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
แต่ในจังหวะนั้น กู้หลานกลับตบไหล่ลุงหยางเบา ๆ “ลุงหยาง ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าดื่มเหล้าปลอม จะไปให้ร้ายฝ่าาทำไมกัน คำพูดงมงายพวกนี้พูดเล่นกันในบ้านยังพอว่า ถ้าไปเข้าหูองค์จักรพรรดินีเข้า ลุงจะมีกี่หัวให้เขาตัด?”
มู่อวี่เยียน “...”
หลิ่วเย่ซี “...”
“จะตัดก็ตัดไปสิ บ่าวไม่กลัวทรราชผู้นั้นหรอก!"
ลุงหยางที่เติบโตมากับความยากลำบาก เห็นได้ชัดว่ามีความอัดอั้นต่อราชสำนักมานาน เขาอาศัยความมึนเมาะโออกมาว่า "ั้แ่จักรพรรดินีขึ้นครองราชย์ก็เก็บตัวอยู่ในวังลึกเพื่อบำเพ็ญเพียร ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง นี่เป็เื่ที่ชาวบ้านอย่างพวกเรารู้กันทั่ว จะเรียกว่าให้ร้ายได้อย่างไร?"
“ถ้าไม่ได้ขุนนางที่จักรพรรดิองค์ก่อนทิ้งไว้ช่วยค้ำจุน ป่านนี้ใต้หล้าจะเป็อย่างไรก็ไม่รู้!”
หลังจากฟังคำพูดชุดนี้ มู่อวี่เยียนก็มีสีหน้าย่ำแย่ลงเล็กน้อย
ถึงจะรู้ดีว่าลุงหยางเป็เพียงชาวบ้านระดับล่างที่เข้าไม่ถึงความจริงในราชสำนัก และยิ่งไม่รู้ว่านางต้องเสียสละไปเท่าใดเพื่อรักษาโชคชะตาของแผ่นดินเอาไว้
แต่การต้องมาแบกรับคำด่าทอและถูกตราหน้าว่าเป็ทรราชเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกน้อยใจเป็ธรรมดา!
หลิ่วเย่ซีมององค์จักรพรรดินีด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ลุงหยางอย่างดุดัน!
ลุงหยางได้แต่ทำหน้างง ไม่เข้าใจว่านางโกรธเื่อะไร
ทว่าในตอนนั้นเอง กู้หลานพลันเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบในห้อง “ลุงหยาง ข่าวลือตามท้องถิ่นน่ะเชื่อไม่ได้หรอก ความจริงแล้วองค์จักรพรรดินีไม่ได้เป็อย่างที่ลุงกับชาวบ้านจินตนาการไว้เลย”
“ถ้าหาก... การที่พระนางทำเช่นนั้นถูกเรียกว่าเป็ทรราช เกรงว่าั้แ่แคว้นต้าจิ้งก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน ก็คงไม่มีจักรพรรดิที่ปรีชาสามารถเหลืออยู่แล้วล่ะ”
กู้หลานพูดจบก็จิบน้ำชาอย่างใจเย็น
ลุงหยางมีสีหน้ามึนงงไม่เข้าใจ
แต่ทว่า ดวงตาคู่งามที่อยู่ข้าง ๆ กลับมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที!
“ท่านพี่กู้ เหตุใดท่านถึงพูดแก้ต่างให้จักรพรรดินีเล่า?” มู่อวี่เยียนแสร้งทำเป็สงสัย ทั้งที่ความจริงมุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย และในใจเปี่ยมไปด้วยความหวานล้ำ
ใครต่อใครต่างบอกว่าพวกปัญญาชนชอบวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง แต่กู้หลานกลับแตกต่าง เป็ดั่งบัวที่โผล่พ้นน้ำโดยไม่เปื้อนโคลน!
เขามีไอพลังเที่ยงธรรมเต็มเปี่ยม และไม่มีความคร่ำครึน่ารำคาญแบบพวกนักปราชญ์ทั่วไปเลยแม้แต่น้อย!
‘โชคดีจริง ๆ ที่คุณชายไม่เหมือนคนอื่น...’
หลิ่วเย่ซีเองก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมรอยยิ้ม
แต่แล้ว!
คำอธิบายต่อมาของกู้หลาน กลับทำให้รอยยิ้มของพวกนางแข็งค้างไปทันที!
“ภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมืุ์ ไม่ใช่เพราะจักรพรรดิไร้คุณธรรม แต่เป็เพราะดวงเมืองของต้าจิ้งเริ่มเสื่อมถอยลงแล้วต่างหาก”
“จักรพรรดินีที่ดูเหมือนไม่สนใจราชการ ความจริงแล้วคำสั่งทุกอย่างถูกส่งผ่านมือของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และขุนนางาุโ เพียงแต่คนภายนอกไม่รู้เท่านั้น!”
“การบำเพ็ญเพียรในวังหลังก็เป็แค่ภาพลวงตา ตัวจริงของนางไม่ได้อยู่ในวังตั้งนานแล้ว... แต่ออกไปข้างนอกเพื่อหาวิธีกอบกู้ดวงเมืองต่างหาก!”
กู้หลานนั่งไขว่ห้างพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะวางจอกชาลงบนโต๊ะเบา ๆ
ในห้องพลันเงียบสนิทประหนึ่งป่าช้า!
มู่อวี่เยียนที่ตอนแรกได้ยินเื่ ‘ดวงเมืองเสื่อมถอย’ ก็แค่รู้สึกใเล็กน้อย แต่พอได้ยินเขาบอกว่าองค์จักรพรรดินีไม่ได้อยู่ในวัง นางถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
หลิ่วเย่ซีเองก็เบิกตาค้างด้วยความตกตะลึง!
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้กู้หลานรู้เื่ภัยแล้งทางใต้เป็เื่บังเอิญ ครั้งนี้ย่อมไม่ใช่แน่นอน!
เพราะเื่ที่ท่านเ้ากรมบอกว่า ‘จักรพรรดิเข้าสู่โลกปุถุชน’ นั้น มีเพียงองค์จักรพรรดินีและนางกำนัลคนสนิทอีกสองคนเท่านั้นที่รู้!
แม้แต่ขุนนางในราชสำนักก็ไม่มีใครระแคะระคายเลยสักคน!
นี่ถือเป็ความลับสุดยอดระดับสูงที่สุดของแคว้นต้าจิ้งในเวลานี้!
‘แล้วกู้หลานรู้ได้อย่างไร? อ่านตำราแล้วรู้เื่แบบนี้ได้ด้วยหรือ?! ไม่ใช่สิ ในเมื่อเขารู้เื่พวกนี้ หรือว่าความจริงแล้วเขารู้ฐานะที่แท้จริงของข้าตั้งนานแล้ว เพียงแต่แกล้งทำเป็ไม่รู้กันแน่...’
มู่อวี่เยียนเริ่มลนลาน ใจคอสับสนวุ่นวายไปหมด
ในตอนนี้ ยิ่งนางมองใบหน้าหล่อเหลาของกู้หลานมากเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกว่าเขารู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับตัวนางไปหมดแล้ว ในขณะที่นางกลับยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเขาเลยแม้แต่น้อย!
ผ่านไปครู่ใหญ่
มู่อวี่เยียนลองเอ่ยถามหยั่งเชิง “ท่านพี่กู้... แล้วท่านพอจะรู้หรือไม่ว่า องค์จักรพรรดินีเดินทางไปหาวิธีกอบกู้ดวงเมืองที่ไหน?”
กู้หลานหันหน้ามาสบตากับนาง ดวงตาของนางสุกสกาวราวกับดวงจันทร์
เขาส่ายหน้าช้า ๆ
“ไม่รู้หรอก”
กู้หลานรู้ข้อมูลเื้ัของตัวละครในโลกนี้ค่อนข้างมาก เพราะนิยายตอนต้นได้บรรยายไว้ แต่สำหรับทิศทางที่จักรพรรดินีจะไปหลังจากนั้น...
นิยายที่แต่งไม่จบเื่นั้นยังเขียนไปไม่ถึง…
“เฮ้อ...”
เมื่อเห็นเขาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง มู่อวี่เยียนที่กำชายเสื้อไว้แน่นก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายมือลง
‘ที่แท้เขาก็ยังไม่รู้ฐานะของข้า ใหมดเลย...’
‘โชคดีที่ฐานะของฝ่าายังไม่ถูกเปิดเผย ไม่อย่างนั้นความพยายามในการเข้าสู่โลกปุถุชนตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาคงเสียเปล่าแน่...’ หลิ่วเย่ซีเองก็ลอบเอามือทาบอก
“ฮ่า ๆ คุณชายแต่งเื่เก่งจริง ๆ เล่าได้สนุกกว่านักเล่านิทานในโรงน้ำชาเสียอีก พูดซะเหมือนเป็เื่จริงเลยนะขอรับ ฮ่า ๆ !”
ลุงหยางที่เพิ่งได้สติหัวเราะออกมาอย่างซื่อ ๆ
แน่นอนว่าเขาไม่คิดว่าเป็เื่จริง คุณชายของเขาจะไปรู้เื่ลึกขนาดนั้นได้อย่างไร!
เขาคิดเพียงว่ากู้หลานแต่งเื่ขึ้นมาเพื่อหลอกให้ฮูหยินสบายใจเท่านั้น
“ลุงหยาง ลุงนี่นะ... เฮ้อ ลุงไปสุมถ่านเถอะ แล้วรีบไปพักผ่อนได้แล้ว” กู้หลานรู้สึกอ่อนใจ ได้แต่โบกมือไล่ ไม่คิดจะรั้งให้เ้าหัวทื่อคนนี้อยู่ฟังเขา ‘สีซอ’ อีกต่อไป
หลังจากลุงหยางเดินออกไป มู่อวี่เยียนก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ “ท่านพี่กู้ ในเมื่อท่านรู้เื่ราชสำนักมากถึงเพียงนี้ ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่า มีวิธีใดที่จะกอบกู้แคว้นต้าจิ้งของเราได้บ้าง?”
“ถ้าหากท่านเป็จักรพรรดิ ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?”
นางใช้มือเรียวสวยเท้าคางขณะพูด ด้วยความคาดหวังลึก ๆ ในใจ ทำให้น้ำเสียงที่ออกมาดูเหมือนเป็การอ้อนวอนเล็กน้อย
ภายนอกดูเหมือนนางแค่อยากฟังนิทานจากสามี แต่ทว่า ในดวงตางดงามราวกับสระน้ำลึกนั้น กลับซ่อนประกายความเ้าเล่ห์เอาไว้เจือจาง
ใบหน้าที่งดงามอย่างไร้ที่ติประกอบกับน้ำเสียงออดอ้อนเช่นนี้ ใครจะไปต้านทานไหว?
‘ดูสิ ต้องแบบนี้สิถึงจะเป็ฮูหยินของเรา ช่างส่งบทเก่งจริง ๆ !’
กู้หลานรู้สึกเบิกบานใจอย่างยิ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความสวยงามของโลกต่างมิติแห่งนี้!
เป็ตัวประกอบแล้วอย่างไร?
ไม่ต้องไปทำตัวเด่นต่อหน้าพวกผู้ยิ่งใหญ่ แค่ทำตัวเก่งกาจต่อหน้าฮูหยินที่บ้านก็นับว่ามีความสุขที่สุดแล้ว!
ในขณะเดียวกัน หลิ่วเย่ซีที่เพิ่งเคยเห็นจักรพรรดินีทำเสียงออดอ้อนใส่ผู้ชายเป็ครั้งแรก นางถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง!
‘ใจสั่นไปหมดแล้ว ต้องมาดูคนแสดงหวานต่อหน้าต่อตาแบบนี้... นี่คือองค์จักรพรรดินีผู้ทรงอำนาจและเด็ดขาดคนเดิมของข้าจริง ๆ หรือ?’
‘หากพวกบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่เฝ้าคลั่งไคล้พระนางมาเห็นภาพนี้เข้า ไม่รู้ว่าหัวใจจะแตกสลายไปกี่ดวงกัน!’
หลิ่วเย่ซีใจลอยไปชั่วขณะ
ส่วนทางด้านกู้หลาน ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของจักรพรรดินี เขาก็เริ่มบอกเล่าอย่างช้า ๆ “ในเมื่อฮูหยินอยากฟัง งั้นข้าจะเริ่มเล่าจากเื่ภัยแล้งทางใต้ครั้งนี้ก็แล้วกัน...”