จารึกที่ 330 : หมากรุกสัจธรรมปฐมกาล : รื้อโครงสร้างชำระรากฐาน
ห้วงมิติลี้ลับอันเงียบสงบปราศจากความผันผวนของกาลเวลา ท้องฟ้าสีครามเข้มไร้ซึ่งดวงตะวันหรือจันทราคอยบอกเล่าการหมุนเวียนของวันคืน มีเพียงแสงสว่างเรืองรองที่ทอประกายออกมาจากผืนหญ้าสีเงินยวงที่พลิ้วไหวตามกระแสลมปราณอันบริสุทธิ์
บรรยากาศ ณ สถานที่แห่งนี้ตัดขาดจากความโกลาหลของวัฏสงสารภายนอกอย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นดินแดนที่ถูกเอกภพหลงลืมไปตั้งแต่ยุคปฐมกาล
มหานาวาปราณสูญตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยการปะทะ รอยไหม้เกรียม และเศษซากของความเสียหายจากการแหวกมิติหนีตาย ลอยลำอย่างเงียบงันอยู่เหนือทุ่งหญ้าสีเงินนั้น บรรยากาศบนดาดฟ้าเรือที่เคยตึงเครียดจนแทบขาดใจ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งอันลึกล้ำ
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผู้เพิ่งลืมตาตื่นขึ้น มิใช่ความก้าวร้าวที่มุ่งทำลายล้าง ทว่ามันคือความหนักอึ้งประดุจขุนเขา และเปิดกว้างประดุจผืนนภาอันไร้ที่สิ้นสุด
ลวดลายอักขระสวรรค์สีทองคำนับหมื่นตัวที่เคยสว่างวาบอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของอาเจีย ค่อยๆ จางหายและซึมลึกลงไปผสานเข้ากับเส้นโลหิตและกระดูกอย่างสมบูรณ์แบบ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนของเขาบัดนี้ถูกเคลือบด้วย 'สมการปฐมกาล' นับล้านตัวอักษรที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบในห้วงมหาภาวะซวี
มันมิได้ส่งเสียงกรีดร้องจากการรับภาระเกินขีดจำกัดอีกต่อไป ทว่ามันกำลัง 'หายใจ' เป็นจังหวะเดียวกับการเต้นของเอกภพ
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังก้องบนพื้นเรือ มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ด้วยร่างกายที่มีเลือดเนื้อสมบูรณ์ แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าที่เคยผ่านความตายมาแล้วเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ยังคงสั่นสะท้านด้วยความทึ่งและความศรัทธาในตัวศิษย์
"เจ้าเปลี่ยนวิญญาณของตนเองให้กลายเป็น 'หอสมุด' ที่กักเก็บความรู้ทั้งหมดของวิหารไร้รูป..." มู่เฉินรำพึง เสียงของท่านเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ไม่อาจปิดบัง "ในยุคของข้า แม้แต่ปฐมบรรพชนผู้ก่อตั้งสำนัก ก็ยังทำได้เพียงนั่งบำเพ็ญอยู่หน้าวิหาร เพื่อทำความเข้าใจอักขระทีละตัว ทว่าเจ้า... เจ้ากลืนกินมันเข้าไปทั้งหลัง"
"ผู้น้อยเพียงแค่โอบอุ้มพวกมันไว้ มิให้วิหารเทพอนันตกาลลบเลือนความจริงไปจากหน้าประวัติศาสตร์ขอรับท่านอาจารย์" อาเจียประสานมือคารวะอาจารย์อย่างนอบน้อม แววตาของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งหรือความลุ่มหลงในพลัง
"ทว่าการกักเก็บ มิใช่การบรรลุถ่องแท้ ข้าเพียงแค่สร้าง 'ชั้นวางหนังสือ' ที่แข็งแกร่งพอจะไม่ให้ร่างเนื้อแหลกสลาย การจะนำสมการปฐมกาลเหล่านี้มาใช้งาน ข้ายังต้องอาศัยการขัดเกลา ค้นคว้า และทดลองอีกเนิ่นนานนัก"
มู่เฉินลูบเครายาว พยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด ท่านรู้ดีว่าศิษย์ผู้นี้ไม่เคยหลงระเริงในพลังที่ได้มาอย่างฉาบฉวย เหตุผลเดียวที่เด็กหนุ่มยอมเสี่ยงชีวิตกลืนกินวิหารแห่งสัจธรรม คือความรับผิดชอบที่จะปกป้องความรู้มิให้ถูกทำลายโดยความจองหองของสวรรค์
"อาเจีย..." ฉินมู่หลางที่นั่งฟื้นฟูพลังอยู่ไม่ไกล ลืมตาขึ้นช้าๆ ใบหน้าของยอดกระบี่หนุ่มซีดเซียว แขนขวาแม้จะประสานกระดูกด้วยเจตจำนงกระบี่แล้ว ทว่ายังคงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ "มิติแห่งนี้... กลิ่นอายของมันแตกต่างจากหุบเขาสูญตา หรือแม้แต่ดินแดนเบื้องบนที่ข้าเคยสัมผัส ปราณรอบด้านมิใช่ปราณเซียน ทว่ามันบริสุทธิ์และเก่าแก่กว่านั้นมากนัก"
อาเจียหันไปมองสหายร่วมเป็นร่วมตาย ก่อนจะทอดสายตาออกไปนอกกราบเรือ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขาสามารถมองทะลุเปลือกนอกของมิติ ค้นพบโครงสร้างที่แท้จริงของดินแดนนี้ได้แล้วในบัดนี้
"ที่นี่คือ 'รอยต่อ' ของวัฏสงสารที่ยังไม่ถูกสัจธรรมของศาลสวรรค์แปดเปื้อน" เขาวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ปราณที่ไหลเวียนอยู่คือ 'ปราณปฐมกาล' สสารดั้งเดิมก่อนที่จะถูกวิหารเทพอนันตกาลสูบไปกลั่นเป็นปราณเซียนเพื่อผูกขาดอำนาจ... พวกเราปลอดภัยแล้วในระยะเวลาหนึ่ง ทว่าบาดแผลของพวกท่าน ไม่อาจพึ่งพาการเยียวยาแบบเดิมได้อีกต่อไป"
เด็กหนุ่มก้าวเดินเข้าไปหาฉินมู่หลาง เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้าสหายผู้มีเจตจำนงกระบี่ที่ตั้งตรงที่สุด
"ยื่นแขนขวาของท่านมาเถิด ศิษย์พี่มู่หลาง"
ฉินมู่หลางไม่ลังเล เขายื่นท่อนแขนที่เพิ่งสมานกระดูกออกไป อาเจียไม่ได้ใช้นิ้วจับชีพจรประเมินอาการบาดเจ็บทางกายภาพ ทว่าเขาวางฝ่ามือลอยอยู่เหนือท่อนแขนนั้น ปลายพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือซ้ายตวัดวาดอักขระหลิง 零 (หลิง) ขนาดเล็กขึ้นกลางอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็น 'แว่นขยายทางจิตวิญญาณ' ในการส่องดูรากฐานลึกลงไปถึงแก่นเต๋า!
"อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด..." อาเจียขมวดคิ้วเล็กน้อย "กระดูกของท่านสมานกันแล้วทางกายภาพ ทว่า 'เจตจำนง' ของราชันย์เซียนที่แฝงมากับฝ่ามือสวรรค์ตอนปะทะกัน ยังคงตกค้างและเกาะกินอยู่ในรอยต่อของกระดูกและปราณกระบี่ของท่าน มันคือสัจธรรมแห่งการ 'กดขี่' หากปล่อยไว้ เจตจำนงกระบี่ของท่านจะถูกกัดกร่อนทีละน้อย และจะไม่มีวันทะลวงผ่านขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มได้อีกชั่วชีวิต"
"สวรรค์ช่างไร้ความปรานีและสกปรกยิ่งนัก" เย่ปิงอวิ๋นกำหมัดแน่น ปราณพฤกษาในร่างของนางสั่นไหวด้วยความโกรธแค้น "พวกมันอ้างตนเป็นผู้รักษาสมดุล ทว่ากลับจงใจฝังลิ่มพิษซ่อนเร้นไว้ในรากฐานของผู้ที่กล้าต่อต้าน"
"สวรรค์อ้างว่ารักสรรพชีวิต ทว่าสัจธรรมของพวกมันกลับถูกออกแบบมาเพื่อบดขยี้ผู้ใดก็ตามที่กล้ายืนหลังตรง" อาเจียตีหน้าเศร้า ถอนหายใจด้วยความเวทนาต่อความอยุติธรรมอันจอมปลอม "ในเมื่อพวกมันใช้กฎเกณฑ์มากดขี่... ข้าก็จะขอใช้ 'วิถีแห่งอักขระ' รื้อถอนกฎเกณฑ์ที่โสมมนั้นทิ้งเสีย!"
เขาไม่ป้อนโอสถสมานแผล หรือถ่ายทอดปราณรักษา ทว่าเขากำลังจะทำการ 'ผ่าตัดโครงสร้างสัจธรรม' ด้วยอักขระปฐมกาล!
เขากรีดนิ้วชี้ของตนเอง บีบหยาดโลหิตที่ผสานด้วยสมการปฐมกาลออกมาหนึ่งหยด โลหิตนั้นมิได้มีสีแดงสดเพียงอย่างเดียว ทว่ามันเจือประกายสีทองและสีเงินยวง ก่อนที่เขาจะใช้ปลายพู่กันนิรันดร์แตะโลหิตนั้น และตวัดวาดอักขระลงบนท่อนแขนของฉินมู่หลางโดยตรง!
"มหาเวทสูญตา... ชำระล้างสัจธรรม ลอกคราบกฎเกณฑ์!"
วูบ!
เส้นสายอักขระสีเงินยวงที่เจือด้วยโลหิต แทรกซึมผ่านผิวหนังของฉินมู่หลางเข้าไปถึงกระดูก! มันไม่ได้เข้าไปต่อสู้หรือปะทะกับเจตจำนงของราชันย์เซียนอย่างโง่เขลา ทว่ามันเข้าไป 'สร้างพื้นที่ว่าง' รอบๆ เจตจำนงที่ตกค้างเหล่านั้น
เมื่อสัจธรรมแห่งการกดขี่ถูกอักขระสูญตาตัดขาดจากรากฐานกระบี่ มันก็สูญเสียเป้าหมายในการเกาะกุมและกลายเป็นเพียงพลังงานที่ลอยเคว้งคว้าง
"อึก...!" ฉินมู่หลางกัดฟันกรอด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้า ความรู้สึกเหมือนถูกกระบี่นับร้อยเล่มเฉือนเนื้อเถือกระดูกลงไปถึงวิญญาณ ทว่ายอดกระบี่หนุ่มผู้มีจิตใจแกร่งดั่งเหล็กกล้าไม่ปริปากร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
"อดทนไว้ ศิษย์พี่!" อาเจียตวัดพู่กันอีกครั้ง คราวนี้เขาวาดอักขระ 'กระบี่' (剑) ที่สกัดมาจากความรู้ในวิหารไร้รูป มันมิใช่อักขระกระบี่ธรรมดาที่ใช้โจมตี ทว่ามันคือ 'รากศัพท์แห่งการตัดขาด' ที่บริสุทธิ์ที่สุดในยุคปฐมกาล!
วูบ!
แสงสีเงินสว่างขึ้นที่ข้างกาย อาเจียสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากพู่กันนิรันดร์ องค์หญิงน้อยผู้หลับใหลจากการรับภาระเกินขีดจำกัด บัดนี้ได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว ทว่านางยังคงกบดานอยู่ภายในแกนกลาง เพื่อคอยประคับประคองและจัดระเบียบโครงสร้างสมการอันซับซ้อนที่เขากำลังใช้งาน
เมื่ออักขระสูญตาดึงเอาเจตจำนงสกปรกของราชันย์เซียนออกมาจนหมดจด อาเจียก็ใช้อักขระกระบี่ปฐมกาลนั้น 'ประทับแทนที่' ลงไปในรอยร้าวของกระดูกและเส้นชีพจรเต๋าของฉินมู่หลาง!
ครืนนน!
เจตจำนงกระบี่หยกเย็นในร่างของฉินมู่หลางพลันระเบิดออก! มันไม่ได้ถูกทำลาย ทว่ามันกำลังวิวัฒนาการ! กลิ่นอายกระบี่ที่เคยเยือกเย็นและดุดันเพียงผิวเผิน บัดนี้แฝงไปด้วยความเก่าแก่และสัจธรรมที่ลึกล้ำราวกับสามารถตัดผ่านม่านกาลเวลา!
"ทะ... ทะลวงขีดจำกัด!" フェิงอี้หรานอ้าปากค้าง เมื่อเห็นปราณกระบี่ของฉินมู่หลางพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ และมีเค้าลางประหนึ่งด้ายบางๆ ที่กำลังสัมผัสถึง ขอบเขตเซียนมนุษย์ (Human Immortal) ได้ในไม่ช้า!
อาเจียถอนพู่กันกลับ หอบหายใจยาว การใช้อักขระระดับปฐมกาลเพื่อซ่อมแซมและปรับเปลี่ยนรากฐานเต๋าให้ผู้อื่น กินพลังสมาธิและพลังวิญญาณอย่างมหาศาล ยิ่งกว่าการวาดค่ายกลโจมตีนับสิบเท่า ทว่าดวงตาของเขากลับเปี่ยมด้วยความปีติของการค้นพบ
"ข้าเข้าใจแล้ว..." เขาก้มมองดูผลงานของตนเอง "การสร้างอักขระ มิใช่เพียงการเขียนคาถาเพื่อดึงพลังฟ้าดินมาโจมตี ทว่ามันคือการ 'เขียนโครงสร้างของสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่' ข้าสามารถใช้สมการในร่าง เพื่อยกระดับและแก้ไขรากฐานให้แก่พวกท่านได้!"
"เจ้ามันสัตว์ประหลาดชัดๆ..." เฟิงอี้หรานกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง แม้ปากจะบ่น ทว่าดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงกลับรีบถลันเข้ามายื่นแขนให้อาเจียทันที แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง "เพลิงอัคคีบรรพกาลของข้าก็ถูกความเย็นเยียบของสัจธรรมสวรรค์กัดกร่อนจุดตันเถียนจนแทบดับมอด เจ้าช่วย 'รื้อถอน' และ 'เขียนใหม่' ให้ข้าบ้างสิ!"
อาเจียหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นการผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่งท่ามกลางวิกฤต "การจะรื้อถอนรากฐานของเพลิงอัคคี ต้องใช้ความระมัดระวังกว่าปราณกระบี่มากนัก หากสมการผิดพลาดเพียงขีดเดียว จุดตันเถียนของท่านอาจถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่าน ทว่า... ในเมื่อเรามีเวลา และปราณปฐมกาลในมิตินี้ก็อุดมสมบูรณ์ ข้าก็จะขอใช้พวกท่านเป็น 'แปลงทดลอง' แห่งวิถีอักขระของข้าก็แล้วกัน"
วาจาที่ฟังดูเจ้าเล่ห์และแฝงความตลกร้าย ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดบนเรือผ่อนคลายลง อาเจียไม่ได้ทำตัวเป็นผู้สูงส่งที่ประทานพรให้แก่ผู้น้อย ทว่าเขาวางตัวเป็นสหายที่พร้อมจะเสี่ยงตาย ค้นคว้า และเติบโตไปด้วยกัน
เวลาในห้วงมิติลี้ลับผ่านไปอย่างเงียบสงบ เด็กหนุ่มใช้เวลาทั้งหมดไปกับการ 'ทดลองเต๋า' และรื้อฟื้นรากฐานให้แก่สหายทีละคนอย่างใจเย็น เขาใช้อักขระปฐมกาลผสานกับความว่างเปล่า ชำระล้างความขัดแย้งในจุดตันเถียนของเย่ปิงอวิ๋น ทำให้ปราณพฤกษาของนางเข้าถึงสัจธรรมแห่งการ 'ก่อเกิดไร้สิ้นสุด' และช่วยยกระดับโสตสวรรค์ของหลินชิงเสวี่ย ให้สามารถได้ยินแม้กระทั่งการขยับตัวและคลื่นความถี่ของมิติ
ทุกการทดลอง ทุกความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกือบทำให้สหายต้องกระอักเลือด และทุกความสำเร็จที่ทำให้รากฐานยกระดับ ทำให้อาเจียยิ่งเข้าใจในโครงสร้างของ 'สมการปฐมกาล' มากยิ่งขึ้น เขาเริ่มก้าวข้ามจากการเป็นเพียง 'ผู้สร้างอักขระ' ที่ลอกเลียนแบบบรรพชน สู่การเป็น 'ผู้ตีความและผู้กำหนดอักขระ' อย่างแท้จริง
ในระหว่างที่เขากำลังพักฟื้นพลังวิญญาณจากการปรับสมดุลให้หลินชิงเสวี่ย เขาล้วงมือเข้าไปในมิติเก็บของ และหยิบเอา 'เจตจำนงของราชันย์เซียน' ที่สกัดออกมาจากกระดูกของฉินมู่หลาง ซึ่งถูกกักขังไว้ในทรงกลมแห่งความว่างเปล่าขึ้นมาพิจารณา
"เจตจำนงแห่งการลบเลือน..." อาเจียหรี่ตาลง วิเคราะห์กลุ่มก้อนพลังงานสีทองคำม่วงที่ดิ้นรนอยู่ภายใน "แข็งกร้าว ดุดัน และทำลายล้างทุกสิ่งที่ขัดขืน หากนำมันมาหลอมรวมกับศัสตราวุธ ย่อมได้อาวุธสังหารที่ร้ายกาจ... ทว่า นั่นคือวิธีคิดของพวกบ้าพลัง"
"เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกับเจตจำนงนั่น?" มู่เฉินถามด้วยความสนใจ
"เปลี่ยนความแข็งกร้าว ให้กลายเป็นเกราะสะท้อนกลับขอรับ" อาเจียตอบพร้อมรอยยิ้มลึกล้ำ
เขาวางทรงกลมเจตจำนงลงบนพื้น หยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาตวัดวาดอักขระ 'ลวงตา' 'สะท้อน' และ 'วัฏจักร' ล้อมรอบทรงกลมนั้น จากนั้นใช้อักขระหลิงทำหน้าที่เป็นตัวประสาน เขากำลังทดลองสร้าง 'จารึกย้อนศรสวรรค์' เมื่อใดที่ค่ายกลนี้ถูกโจมตีด้วยสัจธรรมของสวรรค์ มันจะใช้เจตจำนงของราชันย์เซียนที่อยู่ภายในเป็น 'ตัวล่อ' และกระตุ้นให้พลังโจมตีนั้นสะท้อนกลับไปหาผู้ร่ายด้วยกฎเกณฑ์ของมันเอง!
เปรี๊ยะ... บรึ้ม!
การทดลองครั้งแรกล้มเหลว ทรงกลมระเบิดออก คลื่นกระแทกทำให้อาเจียกระเด็นไปชนกาบเรือ โชคดีที่เขากางมหาภาวะซวีป้องกันไว้ทัน
"สมการขัดแย้งกันที่อักขระสะท้อน..." อาเจียลุกขึ้นปัดฝุ่น ไม่ได้หงุดหงิด ทว่าดวงตายิ่งทอประกายความกระหายรู้ "เจตจำนงของราชันย์เซียนต่อต้านการถูกบงการ ข้าต้องเปลี่ยนโครงสร้างจากการ 'บังคับให้สะท้อน' เป็นการ 'ชี้นำให้ไหลกลับ'..."
เขาเริ่มทำการทดลองครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ทุกความล้มเหลวคือการเก็บเกี่ยวข้อมูล อาเจียจมดิ่งลงสู่โลกแห่งการวิจัยอักขระอย่างสมบูรณ์ ลืมเลือนแม้กระทั่งความเหนื่อยล้า
จนกระทั่ง...
ครืนนน!
ห้วงมิติลี้ลับที่เคยเงียบสงบ พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! ทุ่งหญ้าสีเงินยวงเบื้องล่างมหานาวาปราณสูญตาเริ่มแหวกออกประดุจคลื่นมหาสมุทรที่ถูกกระบี่ยักษ์ผ่ากลาง!
"เกิดอะไรขึ้น! สวรรค์ตามรอยพวกเรามาเจอแล้วหรือ!" หลินชิงเสวี่ยผุดลุกขึ้น โสตสวรรค์ของนางพยายามจับทิศทางของคลื่นเสียงที่ดังกึกก้อง
"ไม่ใช่ศาลสวรรค์! และไม่ใช่รอยแยกมิติจากการโจมตี!" อาเจียหยุดการทดลอง หรี่ตาลง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าเพ่งมองลงไปยังรอยแยกของทุ่งหญ้าเบื้องล่าง "แรงสั่นสะเทือนนี้... เกิดจาก 'การสอดประสาน' ของสัจธรรมดั้งเดิม!"
"การสอดประสาน?" มู่เฉินขมวดคิ้ว ก้าวเข้ามาสมทบ
"ใช่ขอรับท่านอาจารย์" อาเจียกระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น "การที่ข้าใช้อักขระปฐมกาลเพื่อยกระดับรากฐานให้แก่พวกเรา และการทดลองสมการต่างๆ กลิ่นอายแห่งมหาเต๋าปฐมกาลที่บริสุทธิ์ได้แผ่ซ่านลงไป 'กระตุ้น' บางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างมิติเร้นลับแห่งนี้... มันคือเสียงเพรียกจากยุคโบราณ ที่สัมผัสได้ถึงภาษาเดียวกัน!"
เบื้องล่างทุ่งหญ้าสีเงินที่แหวกออกจนกว้างนับสิบลี้ ปรากฏสถาปัตยกรรมขนาดยักษ์ที่ถูกฝังกลบมาเนิ่นนานนับกัปป์ มันมิใช่วิหาร ตำหนัก หรือสุสาน ทว่ามันคือ 'กระดานหมากรุกแห่งสัจธรรม' ที่สร้างจากศิลาปราณหยกดำและหยกขาวสลับกัน!
บนกระดานหมากรุกขนาดยักษ์นั้น มีหมากศิลาที่สลักอักขระบรรพกาลตั้งตระหง่านอยู่รูปทรงต่างๆ ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากลานหมากรุกนั้น... มันไม่ใช่กลิ่นอายของการเข่นฆ่า ทว่ามันคือกลิ่นอายของเต๋าแห่ง 'การคำนวณ' 'กลยุทธ์' และ 'การชิงไหวชิงพริบ' ที่แหลมคมยิ่งกว่ากระบี่สวรรค์เล่มใด!
"กระดานหมากรุกแห่งปฐมเต๋า..." มู่เฉินเบิกตากว้าง ร่างเนื้อของท่านสั่นสะท้านด้วยความเคารพยำเกรง "นี่คือมรดกของเผ่าพันธุ์โบราณที่ล่มสลายไปก่อนการถือกำเนิดของวิหารเทพอนันตกาล! ในตำนานกล่าวว่า พวกเขาใช้การเดินหมากบนกระดานนี้ เพื่อจำลองสมการของเอกภพ และตัดสินข้อพิพาทของสัจธรรม!"
"และดูเหมือนว่า... กระดานหมากแห่งนี้กำลังเรียกร้องให้เราลงไปเดินหมากตาต่อไป ที่ถูกหยุดชะงักมานับล้านปี"
อาเจียเผยรอยยิ้มที่ท้าทาย ความเหนื่อยล้าจากการทดลองมลายหายไปสิ้น "สวรรค์ยุคปัจจุบันใช้กำลังบีบบังคับ ทว่าโบราณกาลใช้ปัญญาและสมการในการตัดสิน... หากพวกเราต้องการขัดเกลารากฐานให้สมบูรณ์พร้อม เพื่อก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ กระดานหมากเบื้องล่างนี้ คือเตาหลอมชั้นยอดที่จะทดสอบว่า 'สมการปฐมกาล' ที่ข้าเพิ่งได้รับมา แข็งแกร่งพอจะกำหนดชะตากรรมของฟ้าดินได้หรือไม่!"
ชายหนุ่มสะบัดผ้าคลุมสีเทาที่เปื้อนเลือด ก้าวไปยืนที่หัวเรืออย่างอหังการและสง่างาม การหยุดพักฟื้นได้สิ้นสุดลงแล้ว บททดสอบแห่งปัญญาและสัจธรรมครั้งใหม่กำลังรอคอยอยู่เบื้องล่าง เพื่อขัดเกลาวิถีแห่งหมื่นอักขระให้คมกริบและไร้เทียมทาน เตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่จะกระชากราชันย์เซียนลงจากบัลลังก์!