ตอนที่ 3
เมื่อแสงไฟสีเหลืองอมส้มจากโคมไฟรูปร่างคล้ายปลาทองที่ลอยอยู่เหนือศีรษะส่องลงมากระทบชุดโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากเหล็กสีดำ ทำให้เกิดภาพบรรยากาศของร้านอาหารสไตล์คันทรี่อันนวลตา บ๊อบบี้ผู้เป็เ้าของร้านพ่วงด้วยบริกรเดินผิวปากถือถาดอาหารในมือก้าวผ่านโต๊ะที่มีลูกค้าจับจองกันอยู่ประปรายมุ่งหน้าไปยังโต๊ะของแซ็กด้วยท่าทางอันร่าเริง
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ใช่พ่อของนาย!” แซ็กขยี้ผมพลางอย่างเซ็งๆ แล้วเอ่ยด้วยใบหน้าเหนื่อยหน่าย เป็จังหวะที่บ๊อบบี้ก้าวมาจัดแจงวางอาหารลงบนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าสีครีมพลางผิวปากอย่างอารมณ์ดี
“ถึงยังไงพ่อก็ยังเป็พ่อผมอยู่ดี จริงไหมครับคุณแม่?” มาร์แชลกะพริบตาเบาๆ อย่างดื้อรั้น จากนั้นก็หันไปเอ่ยถามคุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยสุ้มเสียงอันสดใส
ท่าทีไม่ยอมแพ้ราวกับเด็กน้อยของเทพหนุ่มผมทองพลอยทำให้คุณบ๊อบบี้ที่กำลังวางชามซุปหอยลายอยู่นั้นต้องกลั้นขำเอาไว้จนหน้าแดง
“ทานให้อร่อยนะ” บ๊อบบี้เอ่ยกับลูกค้าทั้งสามอย่างสุภาพทั้งที่พยายามกลั้นขำอย่างสุดฤทธิ์แล้วก้าวเท้าจากไป ทิ้งบรรยากาศกระอักกระอ่วนของสามคนพ่อแม่ลูก (?) ไว้เื้ั
“คุณ เอ่อ…มาร์แชลใช่ไหม? ผมไม่รู้ว่า คุณเป็ใครนะ แต่ที่แน่ๆ ผมจำได้ว่า ยังไม่เคยมีลูก!!!” อีวานที่พึ่งได้สติกลับมาเพราะเสียงของคุณเ้าของร้านก็ยกมือขึ้นมานวดหว่างคิ้วพลางเอ่ยเสียงขรึมกับชายหนุ่มผมทองผู้ให้ความรู้สึกถึงความดีงามั้แ่แรกเห็นไปด้วย
“เห็นไหม บอกแล้วว่าฉันกับหมอนี่ไม่รับนายเป็ลูก!” แซ็กตบโต๊ะอย่างแรงพลางเอ่ยสนับสนุนอีวานอย่างสุดฤทธิ์ด้วยสีหน้าอันขึงขัง
“ไม่เอาน่า เราเป็ครอบครัวเดียวกันมาตั้งหลายชาตินะครับ” มาร์แชลถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยอย่างน่าสงสารด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจพลางฉวยเบียร์ที่วางอยู่ตรงหน้าของแซ็กมาดื่มอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ครอบครัวอะไรกัน” อีวานเอ่ยเสียงเข้มพลางกลอกตามองใบหน้าอ่อนเยาว์อันหล่อเหลาของแซ็กไปด้วยอย่างเคืองๆ
เขาจะไปเคยใช้ชีวิตคู่กับคนเฮงซวยที่ทำให้ชีวิตมัธยมปลายของเขากลายเป็ฝันร้ายแบบนั้นได้ยังไง?
เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด ไอ้หนุ่มผมทองนี่จะต้องเพ้อไปเองแน่ๆ!!!
“ก็ใช่ไงครับ พ่อกับแม่น่ะเป็โซ…” มาร์แชลวางแก้วเบียร์ลงอย่างฮึกเหิม เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีวานหมายที่จะยืนยันสถานะของทั้งสองด้วยท่าทางอันจริงจัง
…ยังไม่ทันที่เทพหนุ่มจะพูดพยางค์สำคัญออกมาจนจบก็ถูกแซ็กขัดขึ้นมาก่อน
“หุบปากเลย เอาซุปหอยลายของฉันไปกิน แล้วก็เงียบซะ อย่าทำให้คู่หูของฉันสับสน” แซ็กเอ่ยเสียงแข็ง เขาขึงตาใส่เ้าลูกชาย (?) อย่างเอาเื่ แล้วเลื่อนชามซุปหอยลายราคาแพงไปไว้ด้านหน้ามาร์แชลทันที
“คู่หู? อุ๊บ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พ่อเอาจริงดิ!” มาร์แชลทวนสิ่งที่แซ็กเอ่ยออกมาอย่างไม่เชื่อหู จากนั้นเขาก็หัวเราะลั่นอย่างชอบใจ พาให้ยมทูตในชุดสูทดำที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ หันมามองความไร้มารยาทของเทพ์อย่างเขากันเป็ตาเดียว
เอาเถอะ ถ้าพ่อบังเกิดเกล้าของเขาอยากจะปิดคุณแม่ เขาก็จะยอมร่วมมือด้วยแล้วกัน มาร์แชลผู้ที่เป็ถึงเทพบนสรวง์ให้คำสัญญาในใจด้วยความปรีดา
“กำลังคุยเื่อะไรกันอยู่?” ถึงแม้ว่าอีวานจะตามบทสนทนาของทั้งสองไม่ทัน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะจับต้นชนปลายไม่ถูกเสียทีเดียว
ตอนนี้เขากำลังให้ความสนใจกับคำว่า โซ~ อะไรสักอย่างที่หลายคนพูดถึงกันมากทีเดียว
โซ~~ ที่ว่าน่ะ มันโซ~~ อะไรกันนะ?
“โอเค ถึงผมจะไม่รู้ว่า ทำไมพ่อถึงตัดสินใจแบบนี้ แต่ช่างมันเถอะ คิก เอาเป็ว่ากินข้าวกันเถอะครับคุณแม่” มาร์แชลตัดบททั้งที่ยังหัวเราะร่าอยู่ จากนั้นเขาก็หันมาสะกิดให้อีวานกินข้าวด้วยกันด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบานเป็ที่สุด
“ผมไม่เคยมีลูก” อีวานเอ่ยเสียงต่ำพลางหรี่ตามองชายหนุ่มผมทองอย่างเฉยชาอันเป็การบอกกลายๆ ว่าพวกเขาไม่ใช่ญาติกัน จากนั้นเขาจึงหันมาจิ้มเนื้อย่างเข้าปากด้วยท่าทางนิ่งๆ
“ก็ได้ๆ แต่ถึงอย่างนั้นในเชิงจิติญญาเราก็ยังเป็ครอบครัวเดียวกันอยู่ดี” เทพอย่างมาร์แชลยอมถอยให้บุพการีเพียงแค่หนึ่งก้าวเท่านั้น จากนั้นเขาก็จิ้มเนื้อย่างบนจานของแซ็กขึ้นมาแกว่งไปมาด้วยท่าทางกวนประสาทซึ่งถอดแบบมาจากผู้เป็พ่อแบบไม่ผิดเพี้ยน
“ชาติก่อนก็คือชาติก่อน ไม่เกี่ยวอะไรกับชาตินี้ ผมไม่นับคุณเป็ลูก” อีวานพอจะจับประเด็นเื่ที่มาร์แชลเอ่ยถึงได้ แม้ว่าก่อนนี้เขาคิดไปว่า อีกฝ่ายกำลังเพ้อ แต่การที่ถูกย้ำบ่อยๆ แบบนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มต้องเอ่ยอย่างส่งๆ ไปด้วยความรำคาญ
ส่วนเื่ที่มาร์แชลกล่าวมาจะจริงหรือเท็จนั้น อีวานย่อมเดาได้ว่า มันคงเป็แค่เื่ที่แต่งขึ้นมาอำกันเล่นๆ เท่านั้น
“อู๊ว อีวานพูดเจ็บกว่าฉันล่ะสิ” แซ็กยกมือขึ้นมาทาบอกด้วยท่าทางอันน่าหมั่นไส้พลางขยิบตาให้มาร์แชลหนึ่งที จากนั้นก็เอ่ยเสียงสูงจนทำให้เส้นเืบริเวณขมับของอีวานเต้นตุ้บๆ
“ถึงจะเป็แบบนั้น แต่ชาติล่าสุด…ก่อนที่ผมจะขึ้น์น่ะ คุณกับพ่อเป็พ่อแม่ของผม แถมพวกเรายังเป็ครอบครัวที่อบอุ่นมากด้วย” มาร์แชลยู่หน้า จากนั้นก็นำเนื้อย่างเข้าปาก เขาไม่วายเอ่ยถึงเื่เมื่อชาติที่แล้วกับทั้งสองราวกับว่า มันพึ่งจะผ่านไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เองด้วยท่าทางสบายๆ
ก็นะ…สำหรับเขาแล้วกาลเวลาที่หมุนไปนั้นมันไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะเขารู้สึกราวกับว่า พึ่งจะบอกลาบุพการีที่กำลังจะไปเกิดใหม่เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนี่เอง
“ขึ้น์?” อีวานมองใบหน้าอันหล่อเหลาที่มีประกายอันดีงามของมาร์แชลพลางอุทานเสียงเบาอย่างไม่เชื่อหู
ด้วยท่าทางกวนๆ ของมาร์แชลทำให้เขาอดที่จะต้องเลื่อนสายไปมองหน้าแซ็กไม่ได้
มาร์แชลเอียงคอเล็กน้อย แล้วส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้คุณแม่อย่างเริงร่า โดยไม่วายขยิบตาด้วยความทะเล้นไปด้วย
“ผมลืมแนะตัวไปเลย ผมมาร์แชล เฟอร์เลซ เป็มนุษย์ผู้มีความดีติดตัวจึงได้ขึ้น์ไปเป็เทพครับผม” มาร์แชลเอามือทาบอกพลางเอ่ยแนะนำตัวด้วยสุ้มเสียงอันไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งที่พัดไปตามสายลมอันเป็เอกลักษณ์เทพ์
“คุณเป็เทพ?” อีวานเอ่ยอย่างอึ้งๆ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่า ตอนนี้กำลังคุยกับเทพที่อยู่บน์จริงๆ
งั้นเื่เพ้อเจ้อที่เทพหนุ่มตรงหน้าพูดถึงเมื่อครู่มันก็เป็จริงอย่างนั้นเหรอ?!
เขา กับ ไอแซ็ก…ไม่ว่ายังไงเขาก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ นั่นแหล่ะ!
“ใช่ครับ พวกคุณคือพ่อแม่ของผมในชาติสุดท้ายและอีกหลายสิบชาติก่อนนั้น อ้อ แล้วก็ชื่อของผมน่ะ คุณแม่เป็คนตั้งให้ผมเองเลยนะ” มาร์แชลเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันวิบวับ พาให้แซ็กรู้สึกขัดตาขึ้นมาราวกับว่า เห็นส่วนหนึ่งของเขาอยู่ในร่างของมาร์แชลอย่างไรอย่างนั้น
เอาเถอะ ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่ความน่าหมั่นไส้อันเป็เอกลักษณ์ของคนพ่อคงจะถ่ายทอดอย่างลึกซึ้งในระดับิญญาไปสู่คนลูกเป็แน่!
“?” ชั่วเวลานี้อีวานรู้สึกว่าทุกอย่างมันเริ่มไม่จริงมากขึ้นทุกที
ในที่สุดอีวานก็ต้องหันไปมองหน้าคนที่เซซีลเลียสไว้วานให้ดูแลเขาด้วยใบหน้าที่มีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ แปะอยู่บนหน้า
“ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาพูดความจริงกี่ส่วน แต่ที่แน่ๆ เขาเป็เทพจริงๆ” แซ็กเกาท้ายทอยพลางเอ่ยอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ แน่นอนว่า เขาเองก็ทำใจยอมรับเทพที่ทำตัวกวนประสาทอย่างมาร์แชลเป็ลูกไม่ลงเหมือนกัน
…ส่วนกับอีวาน เื่นี้เขาขอเก็บเป็ความลับเล็กๆ เอาไว้ในใจจะดีกว่า
“กินข้าวก่อนที่ฉันจะสติแตกไปมากกว่านี้เถอะ” คำตอบของแซ็กทำให้อีวานรู้สึกปวดหัวตุ๊บๆ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงตัดบททั้งสองเสียงห้วนทันที
อีวานพยายามบังคับตัวเองไม่ให้คิดมาก เพื่อกันไม่ให้เขากลับไปเป็ไมเกรนเหมือนกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่!
“ให้ตายสิ ทำไมนายถึงได้กลายเป็คนไร้มารยาทแบบนี้นะ” แซ็กเอ่ยติงคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันพลางฉวยส้อมมาจากมือของมาร์แชลไปจิ้มเนื้อย่างเข้าปากอย่างเซ็งๆ
“ฉันเป็แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เลิกบ่นได้แล้ว” อีวานตักซุปเข้าปากพลางขึงตาใส่แซ็กอย่างไม่พอใจ ชายหนุ่มไม่วายที่จะเอ่ยกลับไปเสียงเย็นอย่างไม่ยอมแพ้
“อา~~~บรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคย” มาร์แชลคนซุปในชามราวกับเด็กน้อยขี้เล่นคนหนึ่งพลางรำพันออกมาด้วยใบหน้าอันเปรมปรีดิ์ราวกับว่า เขากำลังหวนกลับไปยังบรรยากาศอันอบอุ่นในอดีตอันยาวนานของพวกเขาพ่อแม่ลูก
“เงียบ แล้วก็กินซะ!” แซ็กสบถเสียงเข้มแล้วกลอกตาด้วยความหน่ายใจ จากนั้นเขาก็จิ้มเนื้อย่างยัดใส่ปากของเทพเ้าบ๊องจอมเพ้อเจ้อ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพูดอะไรไม่เข้าหูไปมากกว่านี้อีก
แน่นอนว่า อีวานไม่ได้ห้ามปรามพฤติกรรมอันหยาบคายที่สุดแสนจะไร้มารยาทในครั้งนี้ของแซ็กเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเขายังรู้สึกสบายใจขึ้นมากที่ปากของมาร์แชลไม่ว่างพูดอะไรที่ทำให้เขาประสาทเสียขึ้นมาอีก
เมื่อจัดการจ่ายค่าอาหารเย็นเสร็จ ทั้งสามก็เดินเตร่ไปตามตลาดกลางคืนอันคึกคักเพื่อเลือกซื้อของใช้จำเป็สำหรับอีวาน
“ผ้าขนหนูผืนนี้เหมาะกับคุณแม่นะครับ!” มาร์แชลหยุดอยู่ที่หน้าแผงขายผ้าขนหนูที่อยู่ใกล้ๆ กับร้านคริสตัลนำโชคแล้วเอื้อมมือไปจับผ้าขนหนูขนฟูสีเหลืองพาสเทลอันนุ่มนิ่มพลางหันมาเอ่ยกับอีวานด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายอันเบิกบาน ทำให้แซ็กกับอีวานหยุดมองผ้าขนหนูฟูๆ นั่นไปด้วย
“ผ้าขนหนูผืนนั้นทำมาจากใยต้นพัฟฟี่พีท บอกได้เลยว่าถ้าได้ใช้มันแล้วคุณจะลืมผ้าขนหนูราคาถูกไปเลยล่ะค่ะ” คุณเ้าของร้านสาวเ้าของเส้นผมสีชมพูเข้มหันมาบรรยายคุณสมบัติของสินค้าเกรดพรีเมียมของร้านอย่างกระตือรือร้น
อีวานก้าวไปหยิบป้ายรายละเอียดสินค้าขึ้นมาดู เมื่อดวงตาสีฟ้าสว่างเหลือบเห็นราคาที่เขียนอยู่บนป้ายที่ห้อยติดอยู่กับผ้าขนหนู ชายหนุ่มก็นำมือออกจากป้ายสินค้าเงียบๆ
ดูเหมือนว่าผ้าขนหนูผืนนี้จะราคาแพงไปหน่อยเมื่อเทียบจากราคามื้อค่ำของพวกเขาที่ร้านครัวของบ๊อบบี้
“คุณพอจะมีที่ทำจากผ้าฝ้ายไหมครับ?” อีวานละสายตาจากผ้าขนหนูเนื้อนิ่มอันหรูหราแล้วหันไปเอ่ยถามเ้าของร้านสาวเสียงเรียบ
“ร้านฉันมีอยู่แล้ว พวกใยฝ้ายราคาไม่แพงเท่าไหร่ แต่ก็ใช้ดีเหมือนกัน” หญิงสาวขานรับยิ้มๆ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเชยชมผ้าขนหนูที่ทำจากใยต้นพัฟฟี่พีท แต่กลับมีไม่กี่คนที่จะซื้อกลับไป ดังนั้นเธอจึงไม่ตามตื๊อชายหนุ่มแล้วก้มลงค้นหาผ้าขนหนูที่ทำจากใยฝ้ายที่อยู่ในลังไม้พลางฮัมเพลงไปด้วย
“ในเมื่อมันดีก็เอาตัวนั้นสิ เดี๋ยวฉันจ่ายเอง” แซ็กมองผ้าขนหนูเนื้อดีที่พาดโชว์อยู่บนราวไม้ขัดเงาพลางหันมาเอ่ยกับอีวานด้วยท่าทางที่พร้อมจะควักเงินจ่ายทุกเมื่อ
“นั่นสิครับ คุณพ่อก็บอกแล้วว่าจะซื้อให้ อีกอย่างผ้าจากใยพัฟฟี่พีทน่ะมันนุ่มมากเลยนะครับ” มาร์แชลเอ่ยด้วยสายตาละห้อยพลางลูบผ้าขนหนูอันนุ่มนิ่มอย่างนึกเสียดาย ที่คุณแม่ของเขาเล่นตัวไม่ยอมซื้อกลับไปตามประสาคนที่กินดีอยู่ดีบน์มานาน
“ไม่ล่ะ ยังไงฉันก็ต้องจ่ายเงินคืนนาย เอาเป็ว่าใช้เงินน้อยหน่อยจะดีกว่า” อีวานเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเสียงเรียบ
การที่เขาที่ไม่คิดจะใช้เงินของแซ็กมากนัก เป็เพราะสำหรับเขาแล้วเงินที่แซ็กควักจ่ายให้ในตอนนี้ เขาจะจ่ายคืนอีกฝ่ายในอนาคตให้ครบทุกบาททุกสตางค์
…ประหยัดหน่อยก็ดี จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ไปกับการใช้หนี้ อีวานทำตามหลักการนี้เสมอมา พาให้ในตอนที่หมดอายุขัยเขาไม่ห่วงว่า จะมีหนี้ที่ยังชำระไม่หมดอะไรพวกนั้น
“ไม่ต้องคืนก็ได้ เดี๋ยวฉันซื้อให้” แซ็กส่ายหัวเบาๆ ให้กับความเรียบง่ายอันดื้อดึงของคนที่ยืนอยู่ข้างกัน เขาเอื้อมมือเตรียมจะคว้าผ้าขนหนูเนื้อดีนั่นไปให้แม่สาวเ้าของร้านคิดเงิน
“ไม่เอา” อีวานตบฝ่ามือแกร่งของแซ็กที่เคลื่อนไปใกล้กับราวไม้ขัดเงาเบาๆ พลางปฏิเสธเสียงเข้มไปด้วย พาให้แซ็กต้องหดมือกลับไปอย่างช่วยไม่ได้
“ใจแข็งชะมัดเลย” มาร์แชลรำพันออกมาพลางทำปากยื่นไปด้วย ราวกับว่า คนที่ถูกตีมือเมื่อครู่เป็ตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
“อย่าพูดมากน่า!” แซ็กหันมาเอ่ยปรามท่านเทพบ๊องที่วันนี้พูดแต่เื่ไม่เข้าเื่พลางลูบหลังมือที่ถูกอีวานตบเบาๆ ราวกับว่า เขาไม่ได้ติดใจที่อีกฝ่ายใช้กำลังเลยสักนิด
อีวานได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ให้กับท่าทางชวนปวดหัวของมาร์แชลและความขี้อวดของแซ็ก
ใช้เวลาไม่นานเ้าของร้านก็นำผ้าขนหนูที่ทำจากใยฝ้ายมาให้เขาเลือก อีวานหลุบตามองผ้าขนหนูหลากสีที่วางอยู่เหนือตู้โชว์สินค้า จากนั้นเขาก็หยิบผ้าขนหนูผืนสีขาวสะอาดส่งไปให้เ้าของร้านจัดการพับมันใส่ถุงโดยมีแซ็กเป็คนควักเงินจ่ายแทนเขาอย่างรู้หน้าที่
หลังจากนั้นพวกเขาก็ไปเลือกแก้วประจำตัวของอีวานตามความ้าของแซ็กที่แผงขายแก้วใกล้ๆ แน่นอนว่า มาร์แชลยังคงรบเร้าให้อีวานซื้อแก้วรูปทรงวิจิตรงดงาม ไม่ว่าจะเป็แก้วที่เปล่งประกายราวกับคริสตัล หรือแก้วที่ใช้เปลือกหอยที่ทั้งดูเปราะบางและงดงามในเวลากันซึ่งมีราคาแพงลิ่วเหมือนเดิม แต่อีวานกลับหันไปหยิบแก้วมัคที่ทำจากเซรามิกสีครีมแทน
“แก้วไข่มุกสวยจะตาย ทำไมถึงเลือกแก้วเซรามิกนั่นล่ะครับ ไม่มีรสนิยมเอาซะเลย” มาร์แชลหรี่ตามองถุงแก้วมัคธรรมดาในมือของอีวานที่เดินอยู่ข้างๆ แซ็กพลางบ่นถึงแก้วที่ทำจากไข่มุกชั้นเลิศอย่างไม่ขาดปาก
“ฉันใช้ของสวยๆ อย่างพวกนายไม่เป็น่ะ” อีวานเอ่ยกับมาร์แชลอย่างใจเย็น ดวงตาสีฟ้าสว่างเลื่อนไปมองทั้งสองด้วยสายตาจริงจังไปด้วย
ไม่รู้ว่า ทำไมอีวานถึงรู้สึกสนิทกับท่านเทพอย่างมาร์แชลเร็วแบบนี้ บางทีอาจเป็เพราะอีกฝ่ายพูดกับเขาอย่างสนิทสนมพร้อมทั้งยังมีท่าทางเป็กันเองระคนหยอกล้อตลอดมื้ออาหาร จนทำให้ชายหนุ่มเผลอเปลี่ยนคำแทนตัวให้กับอีกฝ่ายไปโดยปริยาย
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิ ฉันก็ใช้แก้วเซรามิกเหมือนกัน ไม่ได้ใช้ของหรูหราแบบเ้าหมอนั่นสักหน่อย”
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า