จารึกที่ 424 : เจตจำนงเหนือหล้า : พู่กันกรีดฟ้าสะบั้นกฎเกณฑ์
เมื่อม่านแสงสุดท้ายแห่งทิวากาลถูกคลื่นความมืดมิดกลืนกิน ท้องฟ้าเหนือวิหารสุริยันจันทราพลันแปรสภาพเป็นทะเลโลหิตที่เดือดพล่าน ท่ามกลางเสียงฉีกขาดของมิติที่ดังกึกก้องราวกับฟ้าดินกำลังร่ำไห้ รอยแยกขนาดยักษ์ใจกลางเมฆหมอกสีเลือดได้ขยายตัวออกจนกว้างนับร้อยจั้ง
หยาดโลหิตแก่นแท้ของผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่ ลอยล่องเข้าไปในรอยแยกนั้น ประหนึ่งเครื่องสังเวยที่ปูทางต้อนรับตัวตนอันยิ่งใหญ่
ครืนนนนน!
กลิ่นอายที่ไร้ขอบเขตและเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทิ้งตัวลงมาจากรอยแยก มันมิใช่เพียงแรงกดดันของลมปราณ ทว่ามันคือ 'กฎเกณฑ์' ที่ถูกบีบอัดจนเป็นรูปธรรม ภูเขาศิลาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ค่อยๆ ทรุดตัวลงและแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงโดยไม่มีแม้แต่เสียงระเบิด นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของระดับพลังที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของทวีปตะวันออก
"นายท่าน... กลิ่นอายนี้ มิตินี้กำลังจะรับไม่ไหวแล้ว!"
เจ้าถุงเงินที่เกาะอยู่บนไหล่ของเจ้าสัวส่งเสียงร้องเตือนผ่านกระแสจิต ใยสีเงินที่มันถักทอเพื่อรักษารอยต่อมิติรอบวิหารเริ่มตึงเปรี๊ยะและขาดสะบั้นลงทีละเส้น เจ้าสัวต้องกระทืบเท้าลงบนพื้นหยกขาว ปลดปล่อยปราณศิลาทมิฬในร่างจนดวงตาอำพันสว่างวาบ เพื่อต้านทานมิให้โครงสร้างของวิหารพังทลาย
บนเรือเหาะปราณนับสิบลำ ศิษย์สำนักหมื่นอักขระนับหมื่นชีวิตรู้สึกราวกับมีขุนเขาเหล็กกล้ากดทับลงบนบ่า หลายคนที่มีระดับรากฐานไม่มั่นคงถึงกับกระอักเลือด ทว่าไม่มีผู้ใดถอยหนี หลี่ชางไห่กัดฟันกรอด ตวัดกระบี่อักษรในมือเพื่อกางค่ายกลคุ้มภัยสูงสุด คุ้มครองชีวิตของศิษย์ทุกคนอย่างสุดกำลัง
ฉินมู่หลาง เฟิงอวี้หราน หลินซิงเสวี่ย เย่วปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเออร์ ต่างทะยานร่างมายืนล้อมรอบอาเจีย เจตจำนงของพวกเขากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวเพื่อค้ำยันแรงกดดันที่พุ่งเป้ามายังศูนย์กลาง
ท่ามกลางความปั่นป่วนนั้น ร่างเงาขนาดยักษ์ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติ
มันคือร่างโปร่งแสงที่ก่อตัวขึ้นจากปราณสีเลือดบริสุทธิ์และกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ใบหน้าของร่างเงานั้นหล่อเหลาทว่าเย็นเยียบไร้ความรู้สึก นัยน์ตาทั้งสองข้างราวกับดวงอาทิตย์สีเลือดที่จ้องมองลงมายังเหล่ามดปลวกเบื้องล่าง... นี่คือเจตจำนงที่แท้จริงของ 'ตี้เทียนอู๋' ผู้นำตระกูลเซียนโบราณ!
"ผู้นำตระกูลจงเจริญ! ขอนายท่านโปรดลงทัณฑ์พวกมารอักขระเหล่านี้ให้สิ้นซาก!" ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่คุกเข่าลงกลางอากาศ ร่างกายของพวกเขาสูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัดจากการเผาผลาญอายุขัย
ร่างเงาของตี้เทียนอู๋มิได้ปรายตามองผู้ใต้บังคับบัญชาแม้แต่น้อย นัยน์ตาสีเลือดของเขากวาดผ่านกองทัพเรือเหาะ ผ่านร่างของมิตรสหายทั้งห้า และหยุดลงที่เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีคราม ผู้ซึ่งมีลวดลายอักขระสูญตาปรากฏอยู่ที่หว่างคิ้ว
"มดปลวกที่รอดพ้นจากการเหยียบย่ำเมื่อพันปีก่อน... บัดนี้กลับกล้าชูคอท้าทายกฎเกณฑ์ของข้า" เสียงของตี้เทียนอู๋ดังกังวานก้อง แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ฟังโดยตรง "วิถีอักขระของพวกเจ้าเป็นเพียงเศษเดนที่สวรรค์ทอดทิ้ง การที่เจ้าสามารถลบเลือนเจตจำนงของค่ายกลข้าได้ก็นับว่ามีพรสวรรค์... ทว่า ต่อหน้าเจตจำนงที่แท้จริงของข้า ความว่างเปล่าของเจ้าก็เป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้ค่า"
อาเจียเงยหน้าขึ้นมองร่างเงายักษ์ ร่างกายของเขาแบกรับปฏิกิริยาสะท้อนกลับจนเส้นชีพจรบางส่วนเริ่มปริแตก โลหิตไหลซึมจากมุมปาก ทว่าแผ่นหลังของเขากลับตั้งตรงดุจหอกที่ท้าทายฟ้า แววตาของเด็กหนุ่มปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นที่ลึกล้ำยิ่งกว่าก้นบึ้งของมหาสมุทร
"กฎเกณฑ์ของท่าน สร้างขึ้นจากการสูบกลืนเลือดเนื้อและรากฐานของผู้อื่น" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน "ท้องฟ้าที่ท่านอ้างว่าเป็นผู้ปกครอง แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงกรงขังที่ท่านสร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง... วันนี้ ข้าจะแสดงให้ท่านเห็นว่า วิถีอักขระที่ท่านเหยียดหยาม สามารถกรีดกรงขังของท่านให้ขาดสะบั้นได้อย่างไร"
"อหังการ!"
ตี้เทียนอู๋แค่นเสียงเย็น ร่างเงายักษ์ของเขายกมือขวาขึ้นช้าๆ ทันใดนั้น กฎเกณฑ์แห่งความตายและการกลืนกินก็หลอมรวมกันที่ปลายนิ้ว ก่อนจะกดทับลงมาเบื้องล่าง นิ้วมือขนาดยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากค่ายกลสีเลือดนับแสนวง พุ่งตรงมายังตำแหน่งของอาเจีย
แรงกดดันจากนิ้วมือนั้นรุนแรงจนโดมค่ายกลของวิหารสุริยันจันทราเริ่มส่งเสียงแตกร้าว!
"อย่าคิดว่าจะข้ามพวกข้าไปได้ง่ายๆ!" เฟิงอวี้หรานคำรามลั่น เพลิงอัคคีบรรพกาลพุ่งทะยานขึ้นฟ้ากลายเป็นวิหคเพลิงขนาดยักษ์พุ่งเข้าปะทะ
ฉินมู่หลางตวัดกระบี่ แสงกระบี่สีเงินที่อัดแน่นด้วยเจตจำนงแห่งการตัดขาดพุ่งทะลวงตามไปติดๆ หลินซิงเสวี่ยและเย่วปิงอวิ๋นผสานพลังสร้างตาข่ายพฤกษาและค่ายกลหกเหลี่ยมเพื่อชะลอความเร็วของการโจมตี
ตูมมมม!
การปะทะสนั่นหวั่นไหว ทว่าความห่างชั้นของระดับพลังนั้นชัดเจนเกินไป วิหคเพลิงถูกบดขยี้ แสงกระบี่แตกกระจาย ตาข่ายพฤกษาและค่ายกลพังทลายในชั่วอึดใจ มิตรสหายทั้งสี่กระเด็นถอยร่นพร้อมกระอักเลือด ทว่าการลงมือของพวกเขาได้ซื้อเวลาอันล้ำค่าให้แก่อาเจียไปแล้วหนึ่งลมหายใจ!
"ท่านผู้นำ! พวกเราพร้อมแล้ว!" หลี่ชางไห่ตะโกนก้อง ศิษย์นับหมื่นชีวิตนั่งขัดสมาธิ ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งพู่กันและอักขระในร่างให้ล่องลอยขึ้นสู่ฟ้า กลายเป็นทะเลหมึกวิญญาณที่กว้างใหญ่ไพศาล
อาเจียหลับตาลง ทารกวิญญาณสูญตาในร่างลุกขึ้นยืน วงแหวนสามธาตุผสานเข้ากับปราณเซียนแท้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้น เนตรสูญตาเบิกโพลง ทอประกายแสงสีเทาที่สามารถกลืนกินได้กระทั่งแสงสว่าง
"ท่านอาจารย์ ข้าขอยืมพลังแห่งการประนีประนอมของท่าน!" อาเจียส่งกระแสจิต
มู่เฉินที่ยืนอยู่เบื้องหลังพยักหน้าช้าๆ ฝ่ามือของชายวัยกลางคนทาบลงบนแผ่นหลังของศิษย์รัก ปราณบริสุทธิ์อันลึกล้ำที่ปราศจากการแทรกแซง ไหลเวียนเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของอาเจีย ช่วยต้านทานปฏิกิริยาสะท้อนกลับมิให้ร่างของเขาแตกสลาย
อาเจียกำพู่กันนิรันดร์แน่น ทะเลหมึกวิญญาณของศิษย์นับหมื่นถูกดึงดูดเข้ามาหมุนวนรอบปลายพู่กัน
เขาไม่ได้เขียนอักขระเพื่อตั้งรับ และไม่ได้เขียนเพื่อทำลายล้าง... ในเมื่อศัตรูใช้ 'กฎเกณฑ์' ในการกดขี่ เขาจึงก้าวข้ามขอบเขตของผู้ใช้อักขระ สู่การเป็น 'ผู้กำหนดอักขระ' อย่างแท้จริง!
"เมื่อฟ้าไร้เมตตา หมื่นอักขระจะขอสร้างฟ้าใหม่... จารึกผสานเจตจำนง... สูญญตาแยกเอกเทศ!"
อาเจียตวัดพู่กันขึ้นฟ้า ลากเส้นสายที่ดูเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยความลึกล้ำที่เหนือความเข้าใจ ทะเลหมึกวิญญาณนับหมื่นสายถูกสูบเข้าไปในเส้นขีดนั้นแปรสภาพเป็นรอยแผลเป็นสีเทาหม่นกลางอากาศธาตุ
นิ้วยักษ์สีเลือดของตี้เทียนอู๋พุ่งทะลวงลงมาปะทะกับรอยแผลเป็นสีเทานั้น ทว่าแทนที่จะเกิดการระเบิด... กฎเกณฑ์รอบบริเวณนั้นกลับ 'หยุดนิ่ง'
วูบ!
รอยแผลเป็นสีเทาขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว มันมิได้ทำลายนิ้วยักษ์ แต่มัน 'ตัดขาด' พื้นที่ส่วนนั้นออกจากกฎเกณฑ์ของทวีปตะวันออกอย่างสิ้นเชิง! นิ้วยักษ์ที่สูญเสียการเชื่อมต่อกับค่ายกลกลืนฟ้าเบื้องบน พลันสลายกลายเป็นเพียงหมอกเลือดที่ไร้พิษสง ล่องลอยหายไปในความว่างเปล่า
"อะไรกัน!" ตี้เทียนอู๋ในร่างเงาเบิกตากว้างเป็นครั้งแรก ความเย่อหยิ่งถูกแทนที่ด้วยความตระหนก "เจ้า... เจ้าสามารถตัดขาดเจตจำนงของข้าออกจากกฎเกณฑ์ฟ้าดินได้รึ! นี่มันวิถีระดับใดกัน!"
"วิถีที่พวกท่านหวาดกลัวมาตลอดพันปีอย่างไรเล่าขอรับ!"
อาเจียไม่รอให้ศัตรูตั้งตัว เขาเหินร่างทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พู่กันนิรันดร์ในมือวาดลวดลายอย่างต่อเนื่อง หมึกสีเทาหม่นกระจายตัวครอบคลุมร่างเงาของตี้เทียนอู๋
"การอัญเชิญเจตจำนงของท่าน ต้องใช้กฎเกณฑ์ของค่ายกลกลืนฟ้าเป็นสะพานเชื่อม... หากสะพานถูกลบเลือน เจตจำนงของท่านก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ต้องกลับคืนสู่ความว่างเปล่า!"
อาเจียตวัดปลายพู่กันเป็นวงกลม ล้อมรอบรอยแยกมิติเบื้องบน
"อักขระหลิง (零)... คืนสู่ความไร้ตัวตน!"
เปรี้ยงงง!
ลวดลายวงกลมสีเทาบีบอัดเข้าหากัน แรงดึงดูดของวิถีแห่งสูญญตาที่ผสานกับเจตจำนงของศิษย์นับหมื่น ทรงพลังจนมิติที่ถูกเปิดออกถูกบังคับให้ปิดตัวลงอย่างรุนแรง! สายใยที่เชื่อมต่อระหว่างร่างเงาของตี้เทียนอู๋และร่างต้นในทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกตัดขาดสะบั้น!
"อ๊ากกกก!"
ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่ที่ร่ายค่ายกลอัญเชิญอยู่ กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการที่มิติถูกปิดอย่างฉับพลัน ตีกลับเข้าใส่ร่างของพวกเขาทั้งสี่ รากฐานระดับข้ามผ่านมหายานปริแตก โลหิตสีแดงฉานพ่นออกมาประดุจน้ำพุ ร่างกายร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าราวกับนกปีกหัก
"มดปลวก! ข้าจะจดจำชื่อของเจ้าไว้! เมื่อทัพหลักของตระกูลเซียนโบราณมาถึง ข้าจะดึงวิญญาณของเจ้าออกมาทรมานในเพลิงอนันตกาล!" ร่างเงาของตี้เทียนอู๋คำรามด้วยความเคียดแค้น ก่อนที่โครงสร้างปราณสีเลือดของเขาจะแหลกสลายกลายเป็นละอองแสง ถูกความว่างเปล่ากลืนกินไปจนสิ้น!
ความกดดันที่เคยกดทับวิหารสุริยันจันทราและทวีปตะวันออกมลายหายไปในพริบตา เมฆหมอกสีเลือดเบื้องบนถูกพัดกระจาย เผยให้เห็นดวงดาวที่ทอประกายระยิบระยับในยามราตรี
ทว่าเหนือท้องฟ้านั้น อาเจียที่เพิ่งขีดเขียนเจตจำนงสูงสุดเสร็จสิ้น ร่างกายของเขาไม่อาจทนรับภาระได้อีกต่อไป พู่กันนิรันดร์หลุดจากมือ ทารกวิญญาณสูญตาอ่อนล้าจนหลับใหล ร่างของชายหนุ่มร่วงหล่นลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง
"อาเจีย!" ฉินมู่หลางและเฟิงอวี้หรานทะยานร่างขึ้นไปรับตัวเขาไว้ได้ทันท่วงที
มู่เฉินก้าวเดินเข้ามา ลูบศีรษะของศิษย์รักด้วยความอ่อนโยน "พักผ่อนเถิด เจ้าทำหน้าที่ของผู้นำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว"
บนลานกว้าง หลี่ชางไห่และศิษย์สำนักหมื่นอักขระนับหมื่นชีวิต เฝ้ามองร่างของอาเจียที่ถูกประคองลงมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเทิดทูน ไม่มีผู้ใดส่งเสียงโห่ร้อง มีเพียงการคุกเข่าประสานมืออย่างเงียบสงบ เพื่อแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มผู้กรีดฟ้าสะบั้นกฎเกณฑ์ และกอบกู้ศักดิ์ศรีของพวกเขาคืนมา
ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่ที่บาดเจ็บสาหัส ถูกเถาวัลย์พฤกษาของหลินซิงเสวี่ยพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา พวกเขาหมดสภาพที่จะต่อต้านใดๆ อีกต่อไป
สมรภูมิหน้าวิหารสุริยันจันทราจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของสายเลือดหมื่นอักขระ ทว่าทุกคนต่างรู้ดีในใจว่า นี่เป็นเพียงการปะทะระลอกแรกเท่านั้น การทำลายเจตจำนงของตี้เทียนอู๋ ย่อมหมายถึงการเปิดม่านสงครามเต็มรูปแบบระหว่างทวีปที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
กระดานหมากแห่งการนองเลือด ได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว!