หลังจากฝึกฝนกายเนื้อเสร็จสิ้น เย่หยุนซียังคงใช้เวลาในการศึกษาค่ายกลและทักษะการปรุงโอสถไปอีกสองวัน
ซึ่งในขณะเดียวกัน! พ่อบ้านเหวินบัดนี้ได้ลอบเข้านิกายท่วงทำนอง์ได้สำเร็จแล้ว แถมยังเข้าไปถึงด้านในห้องทำงานของประมุขนิกายได้โดยไม่มีใครสังเกตุเห็นอีกต่างหาก
“ฟุ๊บ!”
“นั่นใคร?” หลังจากพ่อบ้านเหวินกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย ชายหนุ่มที่นั่งกุมขมับอยู่ก็พลันลุกขึ้นพราดพราดพร้อมทั้งปลดปล่อยพลังระดับจักรพรรดิออกมา
“ใจเย็นๆก่อน ท่านประมุขหลิง ข้าเพียงแค่มาส่งข่าวเื่บุตรสาวของท่านเท่านั้น มิได้ตั้งใจมาหาเื่แต่อย่างใด” พ่อบ้านเหวินรีบเอ่ยปากกล่าวออกไปโดยไม่ชักช้า ไม่เช่นนั้นเกรงว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเข้าใจผิดและสังหารเขา
“บุตรสาว! จีเอ่อร์งั้นหรือ? ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน??” ประมุขแห่งนิกายท่วงทำนอง์ หลิงหยวน เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ ั้แ่วันที่หลิงจีหายไปเขาก็สั่งให้ทั้งศิษย์และผู้าุโในนิกายออกตามหาอย่างบ้าคลั่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไปพบแม้แต่เส้นผม
เหวินเจียงก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ จากนั้นยื่นสาส์นลับที่แม่ทัพเย่เป็คนเขียนให้กับอีกฝ่ายโดยไม่อิดออดแม้แต่อึดใจ
ซึ่งหลิงหยวนก็หยิบมันขึ้นมาอ่านโดยไม่รอช้า ในเวลาต่อมาความร้อนรนของเขาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ที่แท้ท่านแม่ทัพเย่ก็ช่วยเหลือลูกสาวข้าเอาไว้ แต่ทำไมถึงพึ่งส่งข่าวมาให้ข้าตอนนี้” ประมุขหลิงเต็มไปด้วยความสงสัย
“เื่นั้นท่านแม่ทัพ้าพูดคุยกับท่านประมุขหลิงโดยตรงขอรับ จึงไม่ระบุมาในสาส์น แต่ทว่าด้วยสถานะของจวนแม่ทัพประจิมที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน พวกเราจึงอยากขอให้ท่านไปรับแม่นางหลิงจีกลับอย่างเงียบๆ” เหวินเจียงตอบอย่างสุภาพ
ทางด้านผู้ฟังเมื่อได้ยินก็พลันพยักหน้าอย่างเข้าใจ จวนแม่ทัพประจิมถูกบีบบังคับให้เข้าร่วมการแข่งขันชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างมิอาจหลีกเหลียงได้ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็เป็เื่ละเอียดอ่อนอย่างที่เหวินเจียงกล่าวมา
“อืม งั้นข้าขอเขียนจดหมายให้ภรรยาก่อนแล้วพวกเราค่อยออกเดินทาง” พูดจบ! หลิงหยวนก็นั่งลงเขียนจดหมายอยู่สักพัก ก่อนที่เขากับเหวินเจียงจะพุ่งทะยานหายไปท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดที่ไร้แสงจากดวงดาวและจันทรา
เช้าวันต่อมา ณ จวนแม่ทัพประจิม เย่หยุนซีเดินออกมาจากห้อง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ เนื่องจากเขาได้บรรลุกลายเป็นักปรุงโอสถระดับหลอมรวมแล้ว แถมยังได้ของรางวัลภารกิจถึงสองอย่างนั่นคือ เตาหลอมโอสถกิเลนนภาและสูตรโอสถั้แ่ระดับก่อกำเนิด-ระดับปรมาจารย์
“ฮ่าๆๆรวยแล้วๆ ต่อไปข้าจะใช้ช่องทางการเป็นักปรุงโอสถนี่แหละในการหาเงินซื้อของบ่มเพาะพลัง” ชายหนุ่มกล่าวออกมาเช่นนั้น ซึ่งมันเป็เวลาเดียวกับที่เขาเดินผ่านสนามฝึกส่วนตัวของผู้เป็บิดาพอดี
มองเห็นภาพนี้! เย่ชิงหยางที่กำลังฝึกทวนอยู่ก็หยุดชะงักแล้วหันไปเอ่ยทักทายบุตรชายว่า “อ้าว! ซีเอ่อร์ ลูกฝึกฝนเสร็จแล้วงั้นหรือ ช่างรวดเร็วยิ่งนัก?”
เย่หยุนซีหันไปผสานมือคาราวะ “ฝึกฝนเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับท่านพ่อ ตอนนี้ลูกยังรู้สึกได้เลยว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก”
“โอ้ ขนาดนั้นเชียว พ่อชักอยากจะรู้เสียแล้วสิว่าลูกจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน” พูดจบ! เย่ชิงหยางก็เดินไปหยิบกระบี่ไม้และโยนให้ผู้เป็บุตรชายโดยไม่รอช้า
“มาเถอะ พวกเรามาประลองกันสักตั้ง”
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง พร้อมทั้งยกมือรับกระบี่ “กติกาเดิมสินะขอรับ?”
เย่ชิงหยางพยักหน้าตอบกลับ “ใช่! แพ้ชนะตัดสินกันที่อาวุธใครจะหลุดมือก่อนกัน”
“เปรี้ยง!”
สิ้นสุดคำพูดนั้น! ทั้งสองก็พุ่งเข้าปะทะกันในทันที แต่เพียงแค่การโจมตีเดียว ทั้งทวนไม้และกระบี่ไม้ก็หักคามือของพวกเขา
‘โห ดูเหมือนจะไม่ได้โม้ การโจมตีรุนแรงกว่าเก่ามากจริงๆ’เย่ชิงหยางลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นผลลัพธ์
เย่หยุนซีมิได้ปล่อยให้บิดาของตนเองเหม่อลอยนานนัก กระบี่ไม้ที่หักถูกเติมเต็มจากลมปราณธาตุน้ำแข็งจนมันกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
“ท่านพ่อโปรดระวัง” เย่หยุนซีกระชับกระบี่จนมั่นและฟาดฟันใส่อีกฝ่ายด้วยความเร็วเต็มที่ แต่ทว่าผู้เป็บิดาก็สามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย แถมยังใช้ทวนไม้ที่หักเคลือบพลังปราณและฟันกลับอย่างไร้ปรานี
พวกเขาพลัดกันรุกพลัดกันรับเช่นนี้ไปพักใหญ่ โดยที่มิได้รู้เลยว่าสองหญิงงามอย่างหลิงจีและสวีหนิงกำลังเฝ้าดูอยู่ห่างๆ
“ฮูหยิน พวกเราจะอยู่เฉยๆเช่นนี้จริงๆหรือเ้าคะ?” หลิงจีเอ่ยถาม
“คิกคิก สาวน้อยเ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ถึงแม้การประลองระหว่างพ่อลูกคู่นี้จะดุเดือดมาก แต่พวกเขาก็รู้จักขอบเขตเป็อย่างดี” สวีหนิงหัวเราะร่า
หลิงจีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าและหันกลับไปเฝ้ามองการประลองต่ออย่างตั้งใจ แต่ทว่ายิ่งนางเฝ้ามองมากเท่าไรใบหน้าก็ยิ่งแดงระเรื้อขึ้นเท่านั้น
สวีหนิงเมื่อเห็นภาพนี้ก็ยกยิ้มอย่างขบขัน แม่นางหลิงจีผู้นี้ดูเหมือนจะตกหลุมรักบุตรชายของนางเข้าให้แล้ว แถมยังเป็การตกหลุมรักแบบหัวปักหัวปำอีกต่างหาก
‘หุหุ ดูเหมือนข้าน่าจะได้นางมาเป็สะใภ้จริงๆ’ สวีหนิงพูดขึ้นมาในใจ