จารึกที่ 183 : ค่ายกลกระดานหมากรุก | การเดินหมากของผู้ไร้กฎ
"ใครน่ะ!?"
หัวหน้ากลุ่มโจรเงาโลหิตตวาดลั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่พุ่งเข้ามา แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ฟุ่บ!
เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าเขาไปราวกับภูตพราย พร้อมกับแสงสีขาวเจิดจ้าที่ระเบิดออกกลางวงล้อม
"อักขระแสง : ตะวันเบิกฟ้า!"
วูบ!
แสงสว่างจ้าบาดตาจนมองไม่เห็นสิ่งใด ทั้งสามคนร้องโหยหวนเอามือปิดตาด้วยความเจ็บปวด ในจังหวะที่ศัตรูตาบอดชั่วขณะนั้นเอง อาเจียในชุดพรางตัวสีดำก็เริ่มลงมือ
"เจ้าสัว! ...ปฏิบัติการ 'รูดทรัพย์'!"
"จัดไปลูกพี่!" เสียงเล็กๆ แหลมๆ ดังออกมาจากพวงกุญแจที่เอว "อั๊วจะรูดให้เกลี้ยงยิ่งกว่าหมาเลียจานเลย!"
อาเจียไม่ได้ใช้ดาบหรือกระบี่ แต่เขาใช้ "ฝ่ามืออักขระพันธนาการ" ซัดใส่จุดชีพจรของโจรทั้งสามอย่างแม่นยำ ร่างของพวกมันแข็งทื่อขยับไม่ได้ชั่วขณะ
จากนั้น... มหกรรมล้วงกระเป๋าก็เกิดขึ้นด้วยความเร็วแสง โดยมีเจ้าสัว (ในร่างพวงกุญแจที่มีแขนกลเล็กๆ งอกออกมา) ช่วยหยิบช่วยฉกอย่างคล่องแคล่ว
"ถุงเงิน... ยึด!"
"กระบี่มาร... ยึด!"
"รองเท้าวิเศษ... สภาพดีนี่นา... ยึด!"
"กางเกงใน... เอ่อ... อันนี้ไม่เอา คืนไป!"
"โธ่ ลูกพี่..." เจ้าสัวบ่นอุบ "กางเกงในผ้าไหมปักดิ้นทองนะเว้ย! เอาไปขายตลาดมืดได้ตั้ง 5 อีแปะ!"
"อย่าสกปรก!" อาเจียตบหัวพวงกุญแจเบาๆ "เราเป็นโจรมีระดับนะโว้ย!"
เพียงชั่วเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ โจรเงาโลหิตทั้งสามก็ถูกปลดเปลื้องจนเหลือแต่ชุดชั้นใน (และกางเกงตัวนอกที่ขาดรุ่งริ่ง) นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น
อาเจียถอยฉากออกมายืนบนกิ่งไม้สูง มองผลงานด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันไปหา หลิวอี้ ศิษย์สาวสำนักเมฆาคล้อยที่ยืนอ้าปากค้าง ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ
"แม่นาง..." อาเจียดัดเสียงให้ทุ้มต่ำดูน่าเกรงขาม (แต่ยังคงความงกไว้ในแววตา) "ค่าบริการกู้ภัยฉุกเฉิน... 200 หินปราณ...จ่ายสดหรือโอนผ่านป้ายหยก?"
หลิวอี้กะพริบตาปริบๆ "ทะ... ท่านผู้มีพระคุณ? ท่านเป็นใคร?"
"ข้าคือ... 'ยมทูตทวงหนี้' แห่งแดนลับ" อาเจียตั้งฉายาเองสดๆ ร้อนๆ "เร็วเข้า! เวลาเป็นเงินเป็นทอง ข้ามีลูกเมียต้องเลี้ยงดู (หมายถึงเจ้าสัวกับเจ้าถุงเงิน)"
"ใช่ๆ! อั๊วยังเด็ก ต้องกินต้องใช้!" เจ้าสัวตะโกนเสริม "จ่ายมาเร็วๆ เจ๊!"
หลิวอี้รีบปลดถุงหินปราณที่เอวโยนให้อย่างว่าง่าย "ขอบคุณท่านจอมยุทธ์! ข้ามีเท่านี้... ทั้งหมด 300 หินปราณ ท่านรับไปเถิด!"
อาเจียรับถุงมาถือ น้ำหนักที่ถ่วงมือทำให้เขาใจอ่อนยวบ
"300 รึ? ...อืม ถือว่าเป็นทิปก็แล้วกัน"
เขายิ้มภายใต้ผ้าคลุมหน้า ก่อนจะโยนขวดยาฟื้นฟู (เกรดต่ำที่ปรุงเอง) สวนกลับไปให้นาง
"เอ้านี่... ของแถม ทาแล้วแผลหายเร็ว แต่จะคันหน่อยนะ"
พูดจบ ร่างของ "ยมทูตทวงหนี้" ก็เลือนหายไปในความมืด ทิ้งให้หลิวอี้ยืนกอดขวดยาด้วยความซาบซึ้ง (โดยหารู้ไม่ว่ายาขวดนั้นต้นทุนแค่ 2 อีแปะ)
...
อาเจียรีบออกจากจุดเกิดเหตุ มุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่ากระดูก ยิ่งลึกเข้าไป สภาพแวดล้อมก็ยิ่งเปลี่ยนไป จากป่ารกร้างกลายเป็นซากปรักหักพังของวิหารโบราณขนาดมหึมา
และที่หน้าวิหารนั้น... มีกลุ่มคนจำนวนมากยืนออกันอยู่
"ทางตันรึ?" อาเจียพึมพำ เขาถอดผ้าคลุมหน้าออกแล้วเดินเนียนๆ เข้าไปปะปนกับฝูงชน
ภาพเบื้องหน้าคือลานกว้างที่ปูด้วยแผ่นหินสี่เหลี่ยมสีขาวและดำสลับกันราวกับ "กระดานหมากรุก" ขนาดใหญ่กินพื้นที่หลายร้อยวา ตรงกลางกระดานมีหมอกหนาทึบที่มองไม่เห็นปลายทาง
เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ ทั้ง สำนักกระบี่นิรันดร์, อัสนีบาต, และ อารามศิลาทองคำ ต่างยืนหน้าเครียดอยู่ขอบกระดาน
"ระวัง!" เสียงใครคนหนึ่งตะโกน
ศิษย์สำนักอัสนีบาตคนหนึ่งพยายามจะใช้วิชาตัวเบากระโดดข้ามไป แต่ทันทีที่เท้าของเขาลอยอยู่เหนือแผ่นหินสีดำ...
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีม่วงผ่าลงมาจากเพดานวิหาร ร่างของศิษย์ผู้นั้นไหม้เกรียมเป็นตอตะโกทันที ร่วงลงไปกองกับพื้น
"ค่ายกลกระดานหมากรุกมรณะ..." ฉินมู่หลาง ที่ยืนกอดอกอยู่แถวหน้าเอ่ยขึ้นเสียงเครียด "กฎของมันคือ 'เดินตามตาเดินของม้า' (Knight's Move in Chess) ห้ามเหยียบสีดำ และห้ามซ้ำรอยเดิม... ใครคำนวณผิด ตายสถานเดียว"
"บ้าไปแล้ว!" ศิษย์คนหนึ่งโวยวาย "กระดานใหญ่ขนาดนี้ ใครจะไปจำทางได้หมด! มีตั้งหมื่นตาเดิน!"
ซือหมิง (ที่เพิ่งรักษาตัวหายจากงานประลอง) นั่งขัดสมาธิอยู่หน้ากระดาน เหงื่อกาฬไหลพราก เขาพยายามใช้ลูกประคำคำนวณเส้นทาง
"ทางซ้าย... สามก้าว... ขึ้นบน... ไม่ได้! ทางนั้นเป็นกับดักเพลิง... ต้องไปทางขวา... โอ๊ย! ปวดหัว!"
อาเจียยืนมองดูความวุ่นวายนั้นด้วยความเบื่อหน่าย
"โธ่เอ้ย... แค่เดินข้ามไปก็จบแล้วไม่ใช่รึ? ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากด้วย"
"เจ้าพูดง่ายนี่!" ศิษย์สำนักอัสนีบาตหันมาตวาด "ถ้าแน่จริงก็เดินให้ดูสิ! ไอ้ขี้งก!"
อาเจียยักไหล่ "ก็ได้... แต่ข้าไม่เดินตามกฎของพวกเจ้านะ"
เขาเดินอาดๆ ออกมายืนหน้ากระดานหมากรุก
"เจ้าสัว... ออกมา"
อาเจียโยนพวงกุญแจออกไป ร่างหุ่นเชิดหยกทมิฬปรากฏกายขึ้น เจ้าสัวยืดเส้นยืดสายทำเสียงกรอบแกรบ
"โอ๊ย... เมื่อยตัวชะมัด" เจ้าสัวบ่น "มีงานอะไรให้ทำอีกล่ะลูกพี่? ...ถ้าไม่ใช่งานกินเหล็ก อั๊วไม่ทำนะ"
"กฎบอกว่าห้ามเหยียบสีดำ... และต้องเดินตามตาม้าใช่ไหม?" อาเจียแสยะยิ้ม
"แต่กฎไม่ได้บอกว่า... ห้ามทำลายกระดาน!"
อาเจียหลับตาลง กระตุ้น "เนตรบรรพจารึก"
ในสายตาของเขา แผ่นหินสีขาวดำเหล่านั้นไม่ใช่หิน แต่เป็นก้อนพลังงานที่เชื่อมต่อกันด้วย "เส้นด้ายอักขระ" บางๆ และใต้พื้นกระดานนั้น... มี "แกนกลางควบคุม" ฝังอยู่
"เจอแล้ว..."
อาเจียชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ไปที่รอยต่อระหว่างแผ่นหินแผ่นที่สามและสี่
"เจ้าสัว! ...ขุดมันขึ้นมา! ...ข้างล่างนั่นมี 'ขนมหวาน' รสสายฟ้ารออยู่!"
"ขนมหวาน!" เจ้าสัวตาเป็นประกาย "จัดไปอย่าให้เสีย!"
"เฮ้ย! จะทำบ้าอะไร!?" ฉินมู่หลางร้องเตือน "ถ้าไปกระตุ้นค่ายกล เราตายกันหมดนะ!"
แต่เจ้าสัวไม่สนคำเตือน มันพุ่งตัวออกไป... ไม่ใช่กระโดด แต่ใช้วิธี "ไถลตัว" ไปกับพื้นเหมือนคนเล่นสเก็ตน้ำแข็ง โดยอาศัยไอพ่นที่เท้าช่วยทรงตัว
ครืดดดดด!
"วิหู้วววว! จับอั๊วให้ทันสิวะไอ้สายฟ้าหน้าโง่!" เจ้าสัวตะโกนท้าทาย พุ่งผ่านแผ่นหินสีขาวและดำไปอย่างรวดเร็วจนค่ายกลจับเป้าไม่ทัน สายฟ้าผ่าลงมาไล่หลัง เปรี้ยง! เปรี้ยง! แต่ก็พลาดเป้าไปเพียงเสี้ยววินาที
เมื่อถึงจุดที่อาเจียชี้ เจ้าสัวก็ง้างหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังสูญตา แล้วทุบลงไปที่ร่องรอยต่อของแผ่นหินเต็มแรง
ตูม!
แผ่นหินแตกกระจาย เผยให้เห็นกลไกเฟืองหินโบราณที่กำลังหมุนอยู่ข้างใต้ เจ้าสัวไม่รอช้า ล้วงมือลงไปกระชากเฟืองตัวหลักออกมา... แล้วยัดเข้าปาก!
กร้วม! (เสียงเคี้ยวโลหะดังกรุบกริบ)
"อื้ม... รสชาติจี๊ดจ๊าด! ...เหมือนกินพริกขี้หนูเลยแฮะ!" เจ้าสัววิจารณ์รสชาติพลางเรอออกมาเป็นควันสายฟ้า
วูบ...
ทันใดนั้น สายฟ้าที่กำลังผ่าลงมาก็หยุดชะงัก หมอกหนาทึบบนกระดานจางหายไป แสงสว่างจากอักขระบนพื้นดับวูบลง
ค่ายกลมรณะ... ถูกปิดการทำงานโดยสมบูรณ์ (ด้วยการกินชิ้นส่วน)
"..."
ทั้งลานเงียบกริบ ทุกคนอ้าปากค้าง
"เสร็จแล้ว" อาเจียตบมือแปะๆ แล้วเดินผิวปากข้ามกระดานหมากรุกไปอย่างสบายใจเฉิบ "ทางสะดวกแล้วเชิญตามมาได้เลย... แต่ถ้าใครอยากขอบคุณ ก็บริจาคได้ตามศรัทธานะขอรับ"
ฉินมู่หลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้
"หมอนี่... เป็นศัตรูกับกฎระเบียบของโลกนี้จริงๆ ...แถมยังมีสมุนที่บ้าพอๆ กันอีก"
ขณะที่ทุกคนกำลังแย่งกันข้ามสะพาน... อาเจียที่เดินนำหน้าสุดกลับหยุดกึกที่หน้าประตูวิหารชั้นใน
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
"แปลก..."
(มีอะไรรึ?) มู่เฉินถาม
"ประตูวิหารนี้..." อาเจียลูบคลำบานประตูศิลาที่เย็นเฉียบ "มันไม่ได้ถูกปิดตาย... แต่มันถูกเปิดแง้มเอาไว้นิดหน่อย"
เขาก้มลงดูที่พื้น ฝุ่นหนาหน้าประตูมีรอยเท้าจางๆ ประทับอยู่
รอยเท้าที่ไม่ได้เกิดจากมนุษย์...
"มีคน... หรือตัวอะไรบางอย่าง... เข้าไปก่อนพวกเราแล้ว"
และที่สำคัญ... รอยเท้านั้นมีกลิ่นอายของ "อักขระมาร" ที่เขารู้จักดี
"ดูเหมือนงานนี้จะไม่ได้มีแค่พวกเราที่อยากได้สมบัติแฮะ" อาเจียแสยะยิ้มที่ดูอันตราย "เจ้าสัว... เตรียมอาวุธหนักได้เลย งานนี้ต้องแย่งชิงกันหน่อยแล้ว!"
"อาวุธหนักพร้อม! ...ขอแค่สั่งมาลูกพี่!" เจ้าสัวคำรามตอบพร้อมเบ่งกล้ามโชว์พลัง