ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 170 : เดิมพันเดือดกลางลานหิมะ

    จารึกที่ 170 : เดิมพันเดือดกลางลานหิมะ : การตลาดของจอมลวงโลก


    ครั้นรุ่งสางมาเยือน แสงตะวันทอประกายกระทบยอดเขาหิมะ สะท้อนแสงระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชรที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ความหนาวเย็นยะเยือกแห่งแดนเหนือยังคงปกคลุมทั่วบริเวณ แต่ไม่อาจดับไฟแห่งความเร่าร้อนในลานประลองลงได้


    ณ ลานกว้างหน้ามหาวิหาร สำนักกระบี่นิรันดร์ ซึ่งบัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกตนจากทั่วสารทิศ ธงทิวปลิวไสวบ่งบอกสังกัดของ "7 สำนักมหาอำนาจ" และสำนักย่อยอีกนับร้อยที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน


    ฝ่ายเจ้าถิ่นผู้ทรงอิทธิพล:


    สำนักอัสนีบาต (ตระกูลเหลย): สวมชุดเหลืองทองขลิบม่วง ดุดันและกึกก้องปานสายฟ้าฟาด ยืนแยกออกมาอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ "ผู้คุมกฎแห่งนคร" (ศัตรูคู่อาฆาตของอาเจีย)


    ฝ่าย 5 สำนักพันธมิตร:


    สำนักกระบี่นิรันดร์ (เจ้าภาพ): สวมชุดขาวขลิบเงิน ดูสูงส่งและแหลมคมดุจกระบี่ที่ออกจากฝัก


    สำนักพู่กันเพลิง (ตระกูลเฟิง): สวมชุดแดงเพลิง หรูหราและมั่งคั่งด้วยเครื่องประดับอาคม


    สำนักวารีพิสุทธิ์: สวมชุดสีฟ้าอ่อนสะอาดตา กลิ่นอายสงบเยือกเย็น (ผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถและการรักษา แต่แฝงด้วยพิษวารีที่ไร้รสไร้กลิ่น)

    สำนักเมฆาคล้อย: สวมชุดสีคราม พลิ้วไหวรวดเร็วปานสายลมและก้อนเมฆ


    อารามศิลาทองคำ: กลุ่มนักพรตในชุดสีน้ำตาลไหม้และสีทอง ยืนนิ่งสงบดั่งภูผา (ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด)

    และพันธมิตรพิเศษ:


    วังเหมันต์นิรันดร์: กลุ่มสตรีงามในชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ แผ่ไอเย็นเยือกแข็งที่น่าเกรงขาม


    และสุดท้าย... กลุ่มคนที่ยืนอยู่มุมสุดของลาน


    สำนักหมึกวารี... ซึ่งปีนี้ส่งมาเพียงหยิบมือเดียว จนดูน่าเวทนาในสายตาผู้อื่น


    "ดูนั่นสิ... นั่นมันสำนักหมึกวารีที่ตกอับนี่นา?"


    "ปีนี้ส่งคนมาแค่นี้เองรึ? ...แถมมีแต่เด็กๆ กับคนพิการ? (สายตามองฉินมู่หลางที่ดูเงียบขรึมและเจ้าสัวที่ดูเหมือนหุ่นกลศิลาโบราณ)"

    เสียงซุบซิบดังอื้ออึงไปทั่วลาน


    ฉินมู่หลาง กำหมัดแน่น ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้น จิตใจของเขากำลังปั่นป่วนเมื่อได้มายืนอยู่หน้าบ้านเก่าที่เคยขับไล่เขาออกมา


    "อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา..." อาเจียกระซิบ พลางจัดแจงกางโต๊ะพับตัวเล็กๆ ที่เตรียมมา "หน้าที่ของเจ้าคือทำตัวให้เท่เข้าไว้... ส่วนหน้าที่หาเงิน ปล่อยเป็นของข้า"


    ทันทีที่โต๊ะกางเสร็จ เฟิงหลิงเอ๋อร์ (ที่ถูกจ้างด้วยขนมถังหูลู่ 10 ไม้) ก็กระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ป้องปากตะโกนเสียงใส


    "เร่เข้ามาจ้า! เร่เข้ามา! ...สำนักหมึกวารีเปิดโต๊ะรับทายผลล่วงหน้า! อัตราต่อรองดีที่สุดในงาน! ...ใครคิดว่าเราจะแพ้ตั้งแต่รอบแรก วาง 1 ได้คืน 10! ...ใครคิดว่าเราจะผ่านเข้ารอบ วาง 10 ได้คืน 1! ...รีบมาลงเงินก่อนตลาดวาย!"


    ผู้คนต่างหันมามองเป็นตาเดียว


    "อะไรกัน? สำนักนี้มันบ้าหรือเปล่า? มาถึงก็เปิดบ่อนรับแทงความพ่ายแพ้ของตัวเอง?"


    "ฮ่าๆๆ! สงสัยจะร้อนเงินจนหน้ามืด! ...ข้าลง 100 หินปราณ! แทงว่าพวกมันตกรอบแรกหมด!"


    อาเจียยิ้มกว้างจนตาหยี มือรัวลูกคิดรางแก้วดัง เปาะแปะ! รับเงินเดิมพันจากเหล่านักพนันหน้าโง่อย่างรวดเร็ว


    "รับไม่อั้นขอรับ! เชิญๆ! ...สหายเฟิง จดบัญชีเร็วเข้า!"


    ในขณะที่อาเจียกำลังกอบโกยเงินอยู่นั้น ชายชราท่าทางซอมซ่อคนหนึ่ง สวมชุดนักพรตเก่าๆ ขาดรุ่งริ่ง เดินแทรกฝูงชนเข้ามาที่หน้าโต๊ะ


    "พ่อหนุ่ม... ข้าขอลงเดิมพันด้วย 'อีแปะ' เหรียญนี้ได้ไหม?"


    อาเจียมองเหรียญทองแดงเก่าคร่ำคร่าในมือชายชรา


    "ท่านปู่... เหรียญอีแปะเดียวซื้อซาลาเปายังไม่ได้เลยนะ"


    "อย่าดูถูกอีแปะ..." ชายชราแสยะยิ้มจนเห็นฟันหลอ แววตาเป็นประกายลึกล้ำ "อีแปะเดียวก็พลิกชะตาได้... ข้าแทงว่าเจ้าจะ 'ชนะ' จนหมดตัวเจ้ามือ"


    ชายชราดีดเหรียญลงบนโต๊ะ เสียงดังกังวานก้องกังวานผิดปกติ ก่อนจะหันหลังเดินหายไปในฝูงชนราวกับหมอกควัน


    อาเจียขมวดคิ้ว มองเหรียญอีแปะที่หมุนติ้วๆ บนโต๊ะไม่ยอมหยุด


    "คนบ้าอะไร... มาแช่งให้เจ้ามือหมดตัว... แต่ช่างเถอะ เงินก็คือเงิน!"


    ...


    ตึง! ตึง! ตึง!


    เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหว ตัดบทความวุ่นวายลงทันที


    ร่างชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ลอยตัวลงมาจากยอดเสาหินราวกับเทพเซียน ไร้ซึ่งรังสีฆ่าฟัน มีเพียงความสงบราวกับผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม แต่นั่นกลับทำให้ทุกคนรู้สึกเกรงขามยิ่งกว่า


    "เจี้ยนอู๋เหิน" (เจ้าสำนักกระบี่นิรันดร์ - ฉายากระบี่ไร้รอย)


    เขากวาดสายตามองไปทั่วลาน เพียงแค่สายตา ก็เหมือนมีคมกระบี่พาดอยู่ที่คอของทุกคน


    "ยินดีต้อนรับสู่งานชุมนุม 7 สำนักมหาอำนาจ... ปีนี้กติกาเปลี่ยนไปเล็กน้อย... ก่อนจะขึ้นประลองบนเวที ทุกคนต้องผ่าน 'ด่านทดสอบคุณสมบัติ' เพื่อคัดกรองผู้ที่ไม่คู่ควรออกไปก่อน!"


    เจี้ยนอู๋เหินสะบัดแขนเสื้อ


    ครืนนน!


    แท่งหินสีดำขนาดมหึมาสูง 10 วา ผุดขึ้นมาจากกลางลานประลอง บนผิวหินสลักคำว่า "วัดจิตราชัน"


    "นี่คือ 'ศิลาวัดจิต' ...มันจะตอบสนองต่อ 'เจตจำนง' และ 'ความแข็งแกร่ง' ของผู้ที่โจมตีมัน... หากแสงไม่ปรากฏ ถือว่าตกรอบ! ...หากแสงขึ้นสีแดง คือผ่านระดับต้น... สีทอง ระดับกลาง... และสีม่วง ระดับสูง!"


    "เริ่มได้!"


    บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที


    ศิษย์จากสำนักต่างๆ ทยอยกันขึ้นไปทดสอบ ส่วนใหญ่ทำได้แค่ แสงสีแดง จางๆ มีเพียงศิษย์ระดับหัวกะทิไม่กี่คนที่ทำได้ แสงสีทอง


    เหลยเป้า (ศิษย์เอกสำนักอัสนีบาต) เดินอาดๆ ขึ้นไป เขาแสยะยิ้มมองมาทางกลุ่มอาเจีย ก่อนจะคำรามลั่น ฟาดดาบสายฟ้าลงไปเต็มแรง

    เปรี้ยง!


    แสงสีทองเจิดจ้า สว่างวาบไปทั่วลาน! พร้อมกับรอยไหม้เกรียมบนศิลา


    "ยอดเยี่ยม!" ผู้อาวุโสคุมสอบพยักหน้าพอใจ


    "ตาพวกเจ้าแล้ว... สำนักหมึกวารี" กรรมการคุมสนามประกาศเสียงแข็ง


    ฉินมู่หลางสูดลมหายใจลึก เขาเดินก้าวออกมา


    ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังมาจากกลุ่มศิษย์กระบี่นิรันดร์


    "นั่นมันศิษย์พี่ฉินผู้ตกอับนี่นา!"


    "ได้ข่าวว่าถูกท่านเจ้าสำนักไล่ออกเพราะฝึกวิชามารจนธาตุไฟเข้าแทรกไม่ใช่รึ? ยังกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก?"


    ฉินมู่หลางไม่ตอบโต้ เขาเดินไปหยุดหน้าศิลาวัดจิต


    มือขวากุมด้ามกระบี่ 'วารีไหล' (กระบี่ใหม่ที่อาเจียหลอมให้)


    เขาหลับตาลง... ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง


    ในวินาทีนั้น... บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไป ความหนาวเย็นของหิมะดูเหมือนจะหยุดชะงัก


    ชิ้ง!


    ไม่มีใครมองทันว่าเขาชักกระบี่ตอนไหน


    มีเพียงเส้นแสงสีฟ้าบางเฉียบเส้นหนึ่ง พาดผ่านศิลาหินยักษ์อย่างแผ่วเบา


    เงียบกริบ...


    "ฮ่าๆๆ! อะไรกัน? ไม่มีแสงอะไรเลย?" เหลยเป้าหัวเราะลั่น "สนิมกินจนฟันไม่เข้า..."


    วูบ...


    จู่ๆ รอยฟันบนหินก็เปล่ง แสงสีม่วงเข้ม ออกมา!


    ไม่ใช่แค่จุดที่ฟัน แต่แสงสีม่วงนั้นสว่างจ้าจนแสบตา พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับมังกรทะยาน! แรงกดดันจาก 'เจตจำนงกระบี่' ที่แฝงอยู่ในรอยฟัน แผ่ออกมากดทับจนศิษย์สำนักอื่นเข่าทรุด


    "เจตจำนงกระบี่... ขั้นสมบูรณ์!" เจี้ยนอู๋เหินที่นั่งบนบัลลังก์ตาเบิกโพลงเล็กน้อย "เด็กคนนี้... ออกจากสำนักไปแล้ว กลับค้นพบวิถีของตนเองได้งั้นรึ?"


    ฉินมู่หลางเก็บกระบี่เข้าฝัก หันหลังเดินกลับมาหาอาเจียด้วยท่วงท่าสง่างาม (แต่หน้ายังนิ่ง)


    "ข้าทำหน้าที่ของข้าแล้ว..."


    "ยอดเยี่ยม!" อาเจียตบมือแปะๆ "ราคาต่อรองของเจ้าพุ่งกระฉูดแน่! ...เอาล่ะ ตาข้าบ้าง"


    อาเจียเดินนวดแขนขึ้นไปหน้าศิลาวัดจิต


    ผู้คนต่างจับตามอง "นั่นไง! ตัวประกอบที่เปิดบ่อนเมื่อกี้!"


    "มันคงเก่งแค่ปากแน่ๆ"


    อาเจียหยุดหน้าศิลา เขาแอบส่งกระแสจิตหา เจ้าสัวทมิฬ


    'เจ้าสัว... เตรียมตัวนะ... พอข้าต่อยลงไป ให้เจ้าแอบส่งคลื่นกระแทกจากระยะไกลมาช่วยนิดนึง... เอาแค่พอให้ผ่านสีแดงก็พอ อย่าให้เด่นเกินไป เดี๋ยวราคาต่อรองเสีย'


    [ รับทราบ... คำนวณแรงกระแทก... เพียงหนึ่งส่วนของกำลังสูงสุด ] เจ้าสัวตอบกลับเสียงเรียบ


    อาเจียสูดลมหายใจ ง้างหมัด (ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ เหมือนคนไม่เป็นมวย)


    "ย๊ากกกก!"


    เขาต่อยลงไปที่ศิลา!


    พร้อมกับที่เจ้าสัวแอบดีดนิ้วจากระยะไกล ส่งคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่จุดเดียวกัน


    ตึบ.


    เสียงเบาเหมือนแมวตด


    ศิลานิ่งสนิท...


    ชั่วอึดใจต่อมา...


    แสงสีแดง จางๆ (จางมากจนเกือบจะมองไม่เห็น) ค่อยๆ กะพริบขึ้นมาแบบติดๆ ดับๆ เหมือนตะเกียงใกล้หมดน้ำมัน


    "เอ่อ..." กรรมการเกาหัว มองหน้าอาเจีย แล้วมองศิลา "ผ่าน... แบบเฉียดฉิว"


    "เย้!" อาเจียกระโดดโลดเต้น "ข้าผ่านแล้ว! เห็นไหม! ข้าคืออัจฉริยะ!"


    เสียงโห่ฮาดังลั่นสนาม


    "โถ่เอ้ย! ฟลุ๊คชัดๆ!"


    "ไอ้กระจอกเอ้ย! รอก่อนเถอะ รอบประลองจริงข้าจะอัดมันให้เละ!"


    อาเจียเดินกลับมาที่กลุ่ม ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข


    "เป็นไง? การแสดงของข้า?"


    เฟิงอี้หรานมองสมุดบัญชีเดิมพัน ที่ตอนนี้มีคนแห่มาเทขายตั๋วอาเจีย และทุ่มเงินแทงฝั่งตรงข้ามกันยกใหญ่


    "เจ้ามัน... จอมลวงโลกตัวพ่อ" เฟิงอี้หรานส่ายหน้า "ตอนนี้คนทั้งงานคิดว่าเจ้าคือหมูในอวย... อัตราต่อรองเจ้าชนะ คือ แทง 1 จ่าย 100 แล้ว!"


    "หวานหมู!" อาเจียเลียริมฝีปาก


    "สหายเฟิง... เอาเงินทั้งหมดของข้า... แทงข้างตัวเองให้หมดหน้าตัก!"


    ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะ...


    ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า บนยอดศิลาวัดจิต ตรงจุดที่อาเจียต่อยลงไป...


    ถึงแม้มันจะเปล่งแสงสีแดงจางๆ...


    แต่เนื้อหินภายในตรงจุดนั้น... ได้สลายกลายเป็นผงละเอียดลึกเข้าไปถึงแก่นกลาง


    เป็นการทำลายจากภายในด้วย "เคล็ดวิชาสูญตา" ที่ไร้แสง ไร้เสียง และไร้ร่องรอย...


    มีเพียงสายตาคมกริบของ หญิงสาวชุดแดง บนหอชมจันทร์เท่านั้น ที่มองเห็นความผิดปกตินี้


    "หึหึ... แกล้งทำตัวเป็นสุนัขจนตรอก แต่ซ่อนเขี้ยวเล็บมังกรไว้..."


    นางจิบชา พลางวางหมากสีดำลงบนกระดาน


    "น่าสนใจ... อาเจีย... เจ้าจะหลอกคนทั้งโลกได้นานแค่ไหนกัน?"

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน