จารึกที่ 116 : เงามายาในหมอกหนา : การซ้อนกล
ยามรัตติกาลมาเยือน ณ ใจกลางป่าหมอกลวงตา
ความมืดมิดกลืนกินผืนป่าจนสิ้นแสงตะวัน มีเพียงแสงจันทร์ริบหรี่ที่พยายามส่องผ่านม่านหมอกอันหนาทึบ ซึ่งบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงไอสีขาวธรรมดา แต่กลับเจือไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่ชวนให้ขนหัวลุก
"อาเจีย... ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย"
เสียงของ เฟิงหลิงเอ๋อร์ สั่นเครือเล็กน้อย นางพยายามจุดไฟที่ปลายแส้อัคคี แต่แสงไฟกลับส่องสว่างได้เพียงระยะหนึ่งศอก ก่อนจะถูกความมืดดูดกลืนไป "ทำไมหมอกตรงนี้มันหนาผิดปกติ? แถมยัง... เงียบเกินไป"
"ระวังตัวไว้..." เฟิงอี้หราน กางพัดจีบออก แววตาขี้เล่นหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึม "สัญชาตญาณข้าบอกว่า เราเดินหลงเข้ามาในถิ่นของใครบางคนแล้ว"
อาเจียเดินอยู่ตรงกลางระหว่างสองพี่น้อง มือข้างหนึ่งจับชายเสื้อเฟิงอี้หรานไว้แน่น (กันหลงและกันตาย) อีกข้างกุมด้ามกระบี่เหล็กธรรมดาๆ (ที่ถือไว้บังหน้า)
แต่ในดวงตาของเขา 'เนตรอักขระ' กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง
ภาพที่อาเจียเห็นไม่ใช่ป่า... แต่เป็น 'โครงข่ายพลังงานสีม่วงคล้ำ' ที่ถักทอเป็นตาข่ายขนาดยักษ์ครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยก้าว เส้นสายพลังงานเหล่านี้บิดเบี้ยวและเคลื่อนไหวหลอกตา ทำให้ทิศทางที่เห็นด้วยตาเปล่าผิดเพี้ยนไปหมด
"ท่านผู้เฒ่า..." อาเจียกระซิบในใจ "นี่มันไม่ใช่หมอกธรรมดาใช่ไหม?"
"ฉลาดมากเจ้าหนู" เสียงของ มู่เฉิน ดังขึ้นในหัว น้ำเสียงเคร่งเครียดกว่าปกติ "นี่คือ 'ค่ายกลหมอกภูตมายา' ระดับกลาง... ผู้ที่วางค่ายกลนี้ฝีมือไม่ธรรมดา มันใช้ภูมิประเทศของป่าหมอกเสริมพลัง ทำให้คนที่ติดอยู่หลงทิศ แยกจากกัน และถูกภาพลวงตาหลอกหลอนจนเสียสติ"
"ระดับกลาง!?" อาเจียกลืนน้ำลาย "แล้วข้าจะแก้ยังไง? ข้าเพิ่งเรียนเขียนอักขระระดับต้นเองนะ!"
"อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย! ตั้งสติ แล้วใช้เนตรอักขระมองหา 'จุดเชื่อมต่อ'ของมัน" มู่เฉินสอนสั่ง "ค่ายกลทุกชนิด ต่อให้ซับซ้อนแค่ไหน ก็ต้องมีจุดกำเนิดพลังและจุดเชื่อมโยง... หน้าที่ของเจ้าคือหามันให้เจอ แล้วตัดมันซะ!"
ทันใดนั้นเอง...
วูบ!
หมอกหนาหมุนวนอย่างรุนแรง พัดพาร่างของเฟิงหลิงเอ๋อร์และเฟิงอี้หรานหายวับไปกับตา ราวกับถูกปีศาจกลืนกิน
"ท่านพี่! อาเจีย!" เสียงกรีดร้องของเฟิงหลิงเอ๋อร์ดังแว่วมา แต่ฟังดูไกลลิบ ทั้งที่เมื่อกี้ยังยืนอยู่ข้างๆ
"ซวยแล้ว! แยกกันจนได้!" อาเจียสบถ
รอบตัวอาเจียตอนนี้เต็มไปด้วยเงาดำรูปร่างคล้ายอสูรหมาป่าพุ่งเข้ามาหาเขาจากรอบทิศทาง
"แฮ่!"
"ของปลอม!" อาเจียตะโกนบอกตัวเอง แม้ภาพตรงหน้าจะดูสมจริงจนน่ากลัว แต่เนตรอักขระของเขาฟ้องว่าพวกมันเป็นเพียงก้อนพลังงานธาตุลมที่ไร้ชีวิต
อาเจียยืนนิ่ง ไม่ขยับหนี
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ร่างเงาอสูรพุ่งทะลุตัวเขาไปราวกับสายลม อาเจียปลอดภัย... แต่เหงื่อเย็นๆ ไหลท่วมหลัง
"ดีมาก ใจนิ่งใช้ได้" มู่เฉินชมเปาะ "ทีนี้ มองไปที่ทิศสามนาฬิกา... ที่โคนต้นไม้สีดำนั่น เห็นแสงสีม่วงจางๆ ไหม?"
อาเจียเพ่งมองตาม... ท่ามกลางหมอกหนา เขาเห็นจุดแสงเล็กๆ เท่าหิ่งห้อยที่กะพริบเป็นจังหวะ มันคือ 'ธงค่ายกล' ที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"เจอแล้ว!"
"อย่าเพิ่งทำลายมัน!" มู่เฉินห้ามทันควัน "ถ้าเจ้าทำลายธง ผู้ควบคุมค่ายกลจะรู้ตัวทันทีและเปลี่ยนรูปแบบ... เราต้องใช้วิธีที่เหนือชั้นกว่านั้น... 'การย้อนรอยและแทรกแซง' "
"ห๊ะ? คือยังไงท่านปู่? พูดภาษาคนหน่อย"
"ใช้ 'เส้นด้ายวิญญาณ' ของเจ้า... เชื่อมต่อกับธงนั่น แล้วส่งคลื่นพลังปั่นป่วนเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของปราณ... ทำให้ค่ายกลมัน 'รวน' โดยที่คนคุมไม่รู้ตัวว่าโดนเจาะระบบ!"
"อ๋อ... แอบเจาะยางรถชาวบ้านนี่เอง งานถนัด!"
อาเจียแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาขยับนิ้วมือทั้งสิบอย่างรวดเร็ว เส้นด้ายวิญญาณ โปร่งใสกว่าสิบเส้นพุ่งออกจากปลายนิ้ว เลื้อยผ่านหมอกหนาไปเงียบๆ ราวกับงูที่ล่าเหยื่อ
เส้นด้ายพุ่งเข้าไปพันรอบก้านธงค่ายกล และแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพลังงาน
"จงเพี้ยนซะ..." อาเจียส่งถ่ายปราณของตัวเองเข้าไปกระตุ้น
วิ้ง...
แสงสีม่วงของค่ายกลเริ่มกะพริบติดๆ ดับๆ ภาพลวงตารอบตัวอาเจียเริ่มบิดเบี้ยวและจางลง
เสียงการต่อสู้ดังขึ้นไม่ไกล... อาเจียรีบวิ่งไปตามเสียงทันที
ภาพที่เห็นคือ เฟิงอี้หราน กำลังหันหลังชนกับ เฟิงหลิงเอ๋อร์ ทั้งคู่ถูกล้อมด้วย "นักฆ่าชุดดำ" เจ็ดคน ที่สามารถผลุบโผล่หายตัวไปในหมอกได้ดั่งภูตผี
"บัดซบ! พวกมันหายตัวได้!" เฟิงอี้หรานสบถ พัดจีบในมือโบกสะบัดป้องกันลูกดอกอาบยาพิษที่พุ่งมาจากทุกทิศทางอย่างยากลำบาก "หลิงเอ๋อร์ ระวังหลัง!"
ฉึก!
ลูกดอกดอกหนึ่งเฉี่ยวแขนเสื้อเฟิงอี้หรานจนขาด
"ฮ่าๆๆ! ในค่ายกลหมอกภูตนี้ พวกข้าคือพระเจ้า!" หัวหน้านักฆ่าหัวเราะเยาะเสียงดังมาจากความว่างเปล่า "คุณชายตระกูลเฟิง... ส่งป้ายคำสั่งและแหวนมิติมาซะ ดีๆ แล้วข้าจะไว้ชีวิต!"
"ฝันไปเถอะ!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ตะโกนสวน นางสะบัดแส้อัคคีไปรอบตัว แต่ก็โจมตีโดนเพียงอากาศธาตุ
อาเจียที่แอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ (ในระยะปลอดภัย) เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
"เอาล่ะ... พระเอกขี่หมาขาว... เอ้ย ขี่หุ่นหิน มาช่วยแล้ว"
อาเจียกระตุกนิ้วมือที่เชื่อมต่อกับเส้นด้ายวิญญาณ
"เปลี่ยนทิศทาง!"
ทันใดนั้น ค่ายกลที่ควรจะช่วยพรางตัวให้นักฆ่า กลับเกิดอาการ "รวน" ขึ้นมากะทันหัน หมอกที่เคยปกปิดร่างนักฆ่าจางหายไปวูบหนึ่ง เผยให้เห็นตำแหน่งที่แท้จริงของพวกมันทั้งเจ็ดคน!
"เฮ้ย! หมอกหายไปไหน!?" นักฆ่าคนหนึ่งร้องลั่นด้วยความตกใจ
จังหวะนั้นเอง อาเจียตะโกนเสียงดังลั่นป่า
"คุณชายเฟิง! ข้าใช้ 'ยันต์สลายมายา' ของท่านอาจารย์ทำลายค่ายกลพวกมันแล้ว! ตอนนี้แหละ! ใส่เลย!" (อ้างยันต์มั่วๆ เพื่อปิดบังความลับ)
เฟิงอี้หรานแม้จะงงว่าไปเอายันต์มาจากไหน แต่สัญชาตญาณยอดฝีมือก็ทำงานทันที
"ดีมากอาเจีย! บังอาจมาเล่นตลกกับข้า... ตายซะ!"
เฟิงอี้หรานอัดพลังลงพัดจีบจนสุดแรง
"พัดเพลิงผลาญเมฆา : เจ็ดปักษาลาสังหาร!"
นกเพลิงเจ็ดตัวพุ่งออกจากพัด เลี้ยวลดเลี้ยวเคี้ยวคล้ายมีชีวิต เข้าหานักฆ่าทั้งเจ็ดคนที่ไร้เกราะกำบังจากหมอก
"อ้ากกกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังระงม ป่าสว่างวาบด้วยแสงเพลิง นักฆ่าทั้งเจ็ดถูกเผาจนกระเด็นกลิ้งไปคนละทาง ค่ายกลหมอกภูตพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
"แฮ่ก... แฮ่ก..." เฟิงอี้หรานยืนหอบ แต่ยังคงรักษามาดเท่ไว้ได้ "ขอบใจเจ้ามากอาเจีย... ถ้าไม่ได้ยันต์ของเจ้า พวกข้าคงแย่"
"ด้วยความยินดีขอรับ!" อาเจียรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา "ยันต์แผ่นนั้นอาจารย์ข้าให้มา... มูลค่าประมาณ สองร้อยตำลึงทอง... ข้าขอเบิกคืนทีหลังนะขอรับ"
"..." เฟิงอี้หรานมุมปากกระตุก "เออ! รู้แล้วน่า!"
ขณะที่สองพี่น้องตระกูลเฟิงกำลังตรวจสอบบาดแผล อาเจียทำทีเป็นเดินไปตรวจสอบศพนักฆ่า
"โอ๊ะ... ธงค่ายกลนี่ดูดีนี่นา... เก็บ!"
"อ้าว มีดสั้นนี่ก็สวย... เก็บ!"
"ป้ายคำสั่ง... เสร็จโจร!"
อาเจียใช้ความเร็วแสงในการกวาดทรัพย์สินเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยเฉพาะ 'ธงค่ายกล' ที่เขาแอบเก็บเงียบๆ เพราะมู่เฉินบอกว่ามันเอาไปดัดแปลงขายหรือใช้เองได้ราคาดี
"เยี่ยมมากเจ้าเด็กงก..." มู่เฉินเอ่ยชม (หรือประชด?) "นอกจากจะแก้ค่ายกลได้แล้ว ยังหาเรื่องเรียกเงินจากนายจ้างได้อีก ร้ายกาจจริงๆ"
"นี่แหละวิถีความงกแห่งเศษฐี เอ้ย... ราชันแห่งความมั่งคั่ง!" อาเจียตอบในใจอย่างภาคภูมิ
แต่ทว่า... ความดีใจอยู่ได้ไม่นาน
"พวกเจ้า..."
เสียงแหบพร่ายะเยือกดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังสุดของป่า ร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทเดินออกมา พร้อมกับกลิ่นอายกดดันที่รุนแรงกว่านักฆ่าเมื่อกี้หลายเท่า
"ทำลายค่ายกลของข้า... และสังหารลูกน้องข้า... คิดหรือว่าจะรอดไปได้?"
อาเจียหันขวับไปมอง เนตรอักขระของเขาทำงานทันที
'ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง! แถมยังมี... อักขระมารบนใบหน้า?'
"ตัวจริงมาแล้ว..." เฟิงอี้หรานกัดฟัน ก้าวมายืนบังน้องสาว "อาเจีย... เตรียมหุ่นเชิดของเจ้าให้พร้อม ศึกนี้... เงินอย่างเดียวอาจจะไม่พอแล้ว!"