จารึกที่ 1 : กำเนิดสูญตา : พู่กันไม้ดำแห่งหุบเขาต้องห้าม
ณ ยอดเขาเมฆาคล้อยที่สูงเสียดฟ้า ประหนึ่งหอกศิลาทิ่มแทงม่านเมฆให้แยกเป็เสี่ยง ที่นั่นคือที่ตั้งของหมู่บ้านเมฆาคล้อยอันโดดเดี่ยวท่ามกลางเทือกเขาหมื่นลี้ที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกสีครามราวมายา์ เมื่อย่างเข้าสู่่เวลาแห่งวสันตฤดูกลิ่นอายความชื้นแฉะมักแทรกซึมเข้าสู่รอยแยกของกระท่อมไม้ไผ่ผุพังเสียงใบไผ่เสียดสีกันตามแรงลมดังกึกก้องคล้ายเสียงกระซิบแห่งขุนเขาที่กำลังเล่าขานตำนานเก่าแก่
ภายใต้ห้วงจักรวาลอันเวิ้งว้างและไร้ขอบเขต วิถีแห่งสรรพสิ่งถูกแบ่งแยกออกเป็สองแนวขนาน ทางหนึ่งเป็ "ทางโลก" อันเป็วงเวียนแห่งสังสารวัฏที่หมู่ปุถุชนยังต้องเวียนว่ายทนทุกข์ในวัฏจักรเกิด แก่ เจ็บ ตาย ส่วนอีกทางหนึ่งคือ "วิถีเซียน" ที่เหล่าผู้บำเพ็ญต่างมุ่งขัดเกลาร่างกายและจิติญญา ฝึกฝนลมปราณ กลั่นกรอง "พลังแท้เจินชี (真气 - เจินชี่)" เพื่อก้าวสู่ "ขอบเขตเต๋าจิ้งเจี้ย (道境界 - เต้าจิ้งเจี้ย)" อันสูงส่ง
ต่างฝ่ายต่างสร้างรากฐานปราณตามแนวทางของตน หวังเพียงเพื่อยกระดับการฝึกฝนและ่ชิงทรัพยากรแห่งฟ้าดินมาเพื่อความเป็นิรันดร์ ทว่าท่ามกลางการแก่งแย่งนั้น ศาสตร์จารึกอักขระอันเก่าแก่กลับถูกหลงลืมจนกลายเป็เพียงเศษขยะในหน้าประวัติศาสตร์ และบัดนี้วิถีอันอัตคัดขัดสนก็ได้โอบล้อมชีวิตของเด็กหนุ่มนามว่า อาเจีย ไว้ในวงล้อมแห่งโชคชะตา
อาเจียเป็เด็กกำพร้าไร้รากเหง้า เมื่อ 15 ปีก่อนในราตรีที่ดาวตกสว่างโชติ่ราวนิมิตฟ้าประทาน ปู่หลินหัวหน้าหมู่บ้านได้พบทารกลอยมาตามลำธารจากหุบเขาต้องห้าม ในค่ำคืนนั้น ม่านหมอกหนาทึบกลับแหวกออกเป็ทาง แสงดาราเบื้องบนสาดสะท้อนผิวน้ำประหนึ่งจะนำทางให้คนเฒ่าเดินไปสู่ต้นสายแห่งปริศนา
ปู่หลินจ้องมองภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกสั่นสะท้าน ท่ามกลางกระแสวารีที่ไหลเชี่ยว ในตะกร้าหวายผุมีเพียงกิ่งไม้สีดำหักท่อนหนึ่งที่ทารกน้อยกำไว้แน่น
ทว่าสิ่งที่ทำให้คนเฒ่าถึงกับหยุดลมหายใจคือแววตาของทารกผู้นั้น ดวงตาที่ดำสนิทลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง มันช่างดูสงบนิ่งและว่างเปล่าจนน่าประหลาด ราวกับบรรจุความลับของจักรวาลเอาไว้ภายใต้ดวงตาคู่นั้น ชาวบ้านต่างตราหน้าเขาว่าเป็ตัวอัปมงคล เพราะในโลกที่ทุกคนต้องมีพลังแท้เป็รากฐาน อาเจียกลับมีเส้นชีพจรมืดบอดสนิทไม่อาจััไอปราณฟ้าดินรวบรวมสู่จุดศูนย์รวมพลังตันเถียน (丹田 - ตานเถียน) ได้เลย เขาคือ "คนขยะ" ในสายตาจอมยุทธ์มีเพียงปู่หลินเท่านั้นที่เป็ที่พักพิง
ใน่เวลาที่หมอกยามเช้าเริ่มสลายตัวและแสงตะวันเพิ่งเริ่มทอแสงสีทองจับขอบฟ้า ปู่หลินมักเรียกอาเจียมากินหมั่นโถวขาวนุ่มร้อนๆที่ไร้รสชาติปรุงแต่งอาหารเรียบง่ายที่เป็ดั่งสัญลักษณ์เตือนใจถึงความยากจนที่เขาต้องก้าวข้าม
ขณะนั้น เด็กหนุ่มกำลังใช้กิ่งไม้ดำในมือนั่งวาดสัญลักษณ์บนผืนทราย ลายเส้นผสมผสานขดวนเป็รูปวงกลมที่สมบูรณ์แบบ ทันใดนั้น ณ ใจกลางวงกลมบนพื้นทรายกลับปรากฏเงาจางๆ ของอักขระ หลิง (零) ที่วูบไหวราวกับภาพลวงตาอาเจียเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มซื่อ
"ท่านปู่ดูสิขอรับ! วงกลมนี้แปลกนัก ยิ่งข้าเขียน ข้ายิ่งรู้สึกโลกมันเงียบสงบประหลาด ราวกับข้าไม่มีตัวตนและกลายเป็ส่วนหนึ่งของฟ้าดิน"
แต่ในห้วงความคิดลึกๆ ของอาเจีย เขายังคงคำนวณอย่างกระหายถึงลู่ทางหาเงินตามนิสัยมัธยัสถ์จนเป็สัญชาตญาณของคนหน้าเงิน 'หากวงกลมประหลาดนี้เปลี่ยนเป็อีแปะได้ เขาคงไม่ต้องให้ปู่กินเพียงหัวมันป่า แต่อยากให้ได้กินหมั่นโถวไส้เนื้ออร่อยๆ เช่นนี้'
เพราะสำหรับเขา "เสียเืได้ แต่เสียทรัพย์สินเงินทองไม่ได้" ทุกอย่างก็เพื่อคนสำคัญและเป็คนทีเขารักยิ่ง แม้เขาจะยังเด็กแต่ความฉลาดเฉลียวก็ทำให้เข้าใจดีว่า... ทุกสิ่งย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
ทว่าความสงบสุขพลันมลายสิ้น เมื่อเสียงแตรเขาสัตว์จากหุบเขาอสูรกัมปนาทะเืขุนเขา กองโจรอาภรณ์หนังเสือที่หัวหน้ากลุ่มเคยเป็ผู้บำเพ็ญวิชามารสายอัคคีได้บุกเข้าเข่นฆ่าหมู่บ้านอย่างเหี้ยมเกรียม พวกมันใช้พลังอัคคีเผาเรือนและใช้กระบี่สังหารอย่างอำมหิต ควันไฟสีดำพวยพุ่งบดบังรัศมีเมฆาคราม หัวหน้าโจรรอยแผลเป็คำรามก้อง พลางตวัดแส้เหล็กอัดแน่นด้วยพลังสีแดงฉานฟาดปู่หลินจนร่างกระเด็นปะทะผนังกระท่อม
"ท่านปู่!!!"
อาเจียกรีดร้องด้วยความสลดใจ เขาโถมกายเข้าบังร่างปู่หลินด้วยหัวใจกตัญญูที่อยู่เหนือความกลัวและไม่คิดชีวิต ทันใดนั้นก้นกระบี่ของผู้คุมก็ฟาดเข้าที่ขมับอาเจียอย่างแรงจนเขาฟุบลง เืสีแดงฉานไหลซึมหยดลงบนกิ่งไม้ดำที่กำไว้แน่นในมือ
ท่ามกลางห้วงมืดมิดในจิติญญา วิถีเร้นลับาพลันถูกเปิดออกด้วยหยดเืแห่งโชคชะตา มิติกาลเวลาไร้ก้นบึ้งปรากฏขึ้นพร้อมกับเศษเสี้ยวสติสัมปชัญญะโบราณ นามของร่างจิตนี้คือ มู่เฉิน ลอยตัวอยู่ท่ามกลางลายเส้นอักขระนับล้านที่ไหลวนดุจดาราจักร
ดวงตาของิญญาาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้ลึกลับที่เข้าถึงแก่น อักขระสูญตา โดยมิได้ตั้งใจด้วยความฉงนผสมปรีดา มู่เฉินััได้ถึงสายเืที่ถูกลิขิตมาเพื่อกุมชะตาฟ้าดิน จึงประกาศวาจาสั่นะเืิญญาชี้นำให้กุมพู่กันในมือที่อาเจียมองมันเป็แค่กิ่งไม้เก่าๆ สีดำอันหนึ่ง... ชื่อของมันคือ พู่กันนิรันดร์ (永恒笔 - หย่งเหิงปี่)... ให้มั่นเป็หนึ่งเดียวกับจิต
หลังจากสิ้นวาจาอันทรงพลัง แสงสีเทาหม่นวาววับจากกิ่งไม้ดำก็ะเิออก เผยให้เห็นพู่กันนิรันดร์ด้ามเก่าที่แผ่กลิ่นอายต้นกำเนิดกึกก้อง อาเจียยันกายลุกขึ้น ในขณะที่ดวงตะวันเริ่มขึ้นสูงเหนือยอดเขา เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงลี้ลับตามที่แว่วยินในจิติญญา
"จากความไม่มีสู่ความมี และจากความมีกลับคืนสู่... สูญ"
เขาตวัดพู่กันวาดเป็รูป วงกลมแห่งความว่างเปล่า (O) ขึ้นกลางอากาศอย่างแจ่มชัด ณ ใจกลางวงกลมนั้น อักขระ หลิง (零) ปรากฏขึ้นในสภาวะวูบไหว เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มีสลับกันไปมา ผสานกลมกลืนจนก่อกำเนิดเป็รูปลักษณ์แห่ง “วงล้อสูญตา”... มันคือ อักขระหลิง (零) ที่หมุนวนอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้น เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำและคมศาสตราของพวกโจรที่ััถูกวงกลมนั้น ก็พลันมลายหายไปประหนึ่งถูกลบเลือนจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี!
ทว่าในขณะนั้น เขากลับสู่ความตื่นรู้ด้วยท่าทางอ่อนเปลี้ย ราวกับผู้พึ่งหลุดจากห้วงภวังค์อันลึกล้ำ ดวงตาที่เปิดออกใหม่ยังพร่ามัวไปด้วยเศษเสี้ยวของจิตใต้สำนึกที่ยังไม่สงบลง หัวใจยังเร่ารัวด้วยความตระหนกและเป็ห่วงท่านปู่หลิน ประกอบกับอาการาเ็ที่ทำให้มือพลันสั่นเทา พู่กันนิรันดร์ที่จับอยู่จึงพลาดจังหวะ เส้นหมึกสะบัดเบี้ยวที่มีพลังแห่งกฎของสูญตา บังเอิญปาดผ่านชายเสื้อของหัวหน้าโจรจนขาดวิ่น...
ใครเล่าจะคาดคิดว่า ความซุ่มซ่ามในวินาทีชีวิตระทึกนี้ หมึกพลังทำลายล้างยิ่งกว่าปกติที่แฝงอยู่ในวงกลมเบี้ยวๆ นั้น จะกลายเป็พิษมรณะที่ตัดสะบั้นเส้นลมปราณอัคคีของศัตรู จนพลังกระบวนอาคมของมันมลายสิ้นไปในบัดดล!
เสียงทุ้มลึกของมู่เฉินดังกังวานในโสตประสาทของอาเจีย "เ้าหนู พลังที่เ้าเพิ่งสำแดงคือมหาอำนาจที่สั่นคลอนรากฐานฟ้าดินได้ มันคือ 'บัญชาอักขระสูญตา' จงจำชื่อนี้ไว้ให้มั่น!"
อาเจียที่ยังไม่เคยบำเพ็ญเพียรฟังแล้วถึงกับตาโต แม้จะยังมึนงงแต่สมองที่แสนกะล่อนก็ ไตร่ตรอง ทันที "บัญชาอักขระสูญตาหรือ? ชื่อฟังดูแพงยิ่งนัก!"
เขาฝืนเค้นเสียงหนักแน่นตอบรับมู่เฉินเพื่อให้ดูน่าเกรงขาม ขัดกับความรู้สึกจริงที่อยากจะเรียกมันว่า 'วิชาวงกลมลบไฟ' เพราะเขารู้ดีว่าชื่อที่มู่เฉินบอกมานั้น จะช่วยให้เขาหาเงินได้และตั้งราคาค่าจ้างคุ้มครองหมู่บ้านได้มหาศาลในภายภาคหน้า
จากการสร้างความหวาดผวาต่อกลุ่มโจรจนพวกมันล่าถอยไป อาเจียรู้สึกถึงความร้อนรุ่มจนเืกำเดาไหลออก อันเนื่องมาจากผลสะท้อนของการที่ร่างกายปุถุชนถูกกระชากพลังิญญาออกไปอย่างกะทันหัน ความหิวโหยเข้าจู่โจมพร้อมกับอาการหน้ามืด อาเจียล้มฟุบลงข้างกายปู่หลินที่าเ็สาหัสในที่สุด ขณะที่ชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างมองมาด้วยความเข้าใจผิดว่าเขาคือยอดคนผู้เร้นกายที่สำแดงอิทธิฤทธิ์ปกป้องหมู่บ้าน...
หมายเหตุท้ายบท: ว่าด้วยอักขระ "หลิง" (零)
เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการภาพได้ตรงกัน ในฉากที่ตัวเอกตวัดพู่กันวาด “อักขระหลิง (零)” นั้น มิได้หมายถึงการเขียนตัวอักษรจีนคำว่า 零 (ที่มีขีดสลับซับซ้อน)
หากแต่คือการตวัดปลายพู่กันเป็รูป “วงกลม” (O) อันเป็สัญลักษณ์สากลของ เลขศูนย์ (0) หรือ หลิง โดยหลังจากวงกลมปรากฏขึ้น จะมีอักขระคำว่า (零) ปรากฏอยู่ตรงกลาง ซึ่งอักขระตัวนี้จะไม่อยู่นิ่ง แต่จะเกิดสภาวะ “วูบไหว”
ปรากฏการณ์ “เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี” นี้เอง คือหัวใจสำคัญที่สื่อถึงพลังแห่ง “มหาภาวะซวี” (ความว่างเปล่าที่แท้จริง) ซึ่งดำรงอยู่กึ่งกลางระหว่าง "ความมีอยู่" และ "ความสูญสิ้น" ตามปรัชญาของวิชาจารึกนั่นเอง