ตอนที่ 191
สนามรบฝั่ง ขบวนศิษย์หลัก
สองผู้ปกป้องขบวน แยกกันเผชิญหน้าด้วยความหาญกล้า จ้าวซือจี๋ ตวัดควงเพลงทวนพายุคลั่งฟาดฟันกับ ฉุยป๋อ ชายร่างกำยำที่ใช้ปราณแห่งความตายเป็นพลังในการต่อสู้ มีเสียงดวงวิญญาณโหยหวนกรีดร้องน่าสะพรึงดังระงมอยู่ตลอดเวลาต่างฝ่ายต่างก็มีพื้นฐานที่แตกต่างโอกาสจะช่วงชิงความได้เปรียบจึงสลับไปมาต่อเนื่องดังนั้นผลลัพธ์ในการต่อสู้ยังไม่อาจชี้ชัดในระยะสั้น ๆ
ทางด้าน หยวนอิงเล่อ สาวงามยอดฝีมือจากสำนักบุปผาประจิม ซึ่งใช้ปราณบุปผาก็สามารถต้านทาน ปราณพิษของ หวางเย่หลิง ได้อย่างสูสี ความสามารถของทั้งสองคนเด่นในด้านการสนับสนุน เมื่อต้องมาปะทะกันตรง ๆ ก็สามารถตัดสินกันได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน
แต่สำหรับลูกสมุนในกลุ่มมังกรทองที่บาดเจ็บจาก ร่มโลหะพิรุณในเวลานี้นั้น ได้เจ้าเผชิญหน้ากับหมู่ศิษย์สองสำนักอย่างดุเดือด!! แม้ว่าลูกสมุนที่ติดตามหัวหน้าหน่วยลับจะมีไม่มาก ยามนี้เหลือกันเพียงแค่6 คน แต่ทั้งหมดก็ล้วนเป็นมือสังหารที่มากประสบการณ์ ดุร้ายราวกับพยัคฆ์บาดเจ็บศิษย์สำนักหลายคนต้องพลาดท่าบาดเจ็บหนัก ยังมี 2-3 คนที่ตกตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงในสนามรบเช่นนี้
หัวหอกนำต่อสู้ยังคงเป็น เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่สามอัจฉริยะรุ่นเยาว์ บัดนี้ได้ระเบิดพลังการต่อสู้สูงสุด ซึ่งทั้งสามก็พัฒนาขึ้นผ่านประสบการณ์ที่เพิ่มพูนเวลานี้สามารถรับมือกับยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นต้นที่บาดเจ็บได้อย่างสูสีสมรภูมิแห่งนี้จึงดุเดือดเลือดพล่าน โลหิตสาดกระเซ็นมิต่างสายฝนโปรย พื้นทะเลทรายกระจัดกระจายจากฝูงชนจนเกิดเป็นพายุทรายตลบอบอวล
ฉีลู่ชิง ยังไม่แข็งแกร่งมากพอจะเป็นแนวหน้า นางจึงคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังทว่าภายในใจกลับมิได้จดจ่อในการต่อสู้ หันมองไปยังทิศทางที่ ซุน และ เย่ต้าเฟิงหนีไปเป็นระยะ ๆ ด้วยสีหน้าวิตกกังวล นางอยากจะเอ่ยปากทัดทานใจแทบขาดในตอนที่ ซุนเลือกแผนการเสียสละตนเองเช่นนี้ ทว่านางกลับรู้สึกว่านางไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะกระทำเช่นนั้นได้...
เตียซวงซวง วางมือลงบนไหล่ของนางแผ่วเบา ทั้งยังมีรอยยิ้มให้กำลังใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าฉายาของ ซุน ก็คือ แมวสวรรค์ ดังนั้นตำนานเก้าชีวิตของแมวสวรรค์ย่อมสถิตอยู่ในชะตากรรมของ ซุน อย่างแน่นอน อย่างน้อยข้าก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่คิดว่าซุน จะต้องรอดชีวิตกลับมาได้...”
ฉีลู่ชิง ได้ยินเช่นนั้น นางแทบจะหลั่งน้ำตา...
“ขอบคุณศิษย์พี่... ข้าจะเชื่อมั่นดังที่ท่านว่า...”
.....................................................
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” เสียงหัวเราะของ เฒ่าชีเปลือย ในร่าง เกาทงหลิน ดังกังวานด้วยความพึงพอใจแม้จะเป็นเพียงร่างชั่วคราวที่สร้างจากศพหลอมระดับต่ำ จะเทียบไม่ได้กับร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นภาชนะวิญญาณอย่างแท้จริงแต่ก็นับว่าให้ความรู้สึกดีกว่าตอนที่เป็นเพียงดวงวิญญาณอยู่มากโข...
ยอดฝีมือศพหุ่นเชิดทั้งหมด มีการเคลื่อนไหวที่ผิดแผกไปจากศพหุ่นเชิดทั่วๆ ไปที่ควรจะไร้ซึ่งสติปัญญา สร้างความตกตะลึงให้กับ เย่ต้าเฟิง เป็นอย่างมาก ถึงขั้นสับสนว่าศพหลอมทั้ง10 ร่างเหล่านั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ศพหลอมเสียด้วยซ้ำแต่เป็นร่างที่ถูกทำให้เหมือนตายไปเสียมากกว่า...
“นะ...นี่มันอะไรกัน!!”
จากกองทัพดวงวิญญาณที่ความโชกโชนในประสบการณ์ต่อสู้ แต่ไม่มีความสามารถในการเล่นงานกายหยาบได้...และศาสตร์หลอมศพหุ่นเชิดที่มีเพียงเรือนกาย แต่ไร้ซึ่งสติปัญญา... บัดนี้ ซุน ได้ทำการประยุกต์ศาสตร์ทั้งสองมาไว้ด้วยกันเพื่อลบเลือนจุดอ่อนของแต่ละศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์
เกิดเป็นรูปแบบกองทัพเฉพาะ ที่สามารถแยกเก็บซ่อนดวงวิญญาณไว้ในโลกอาณาจักรวิญญาณและนำพาศพหลอมภายในแหวนมิติ... นั่นจึงทำให้ ซุน สามารถพกพาเคลื่อนย้ายกองทัพไปกับตนได้ทุกที่ทุกเวลาเรียกออกมาได้ตามที่ต้องการ ทั้งยังเป็นกองกำลังที่อยู่ภายใต้อำนาจสะกดของ ซุน โดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าถูกทรยศหักหลัง!!
นี่คือต้นกำเนิดของ กองทัพอมตะ ในเงื้อมมือของ ซุน!!
เวลานี้ นอกเหนือจาก เฒ่าชีเปลือย ที่ยินอยู่ข้างกายของ ซุน แล้วทั้ง 9 ดวงวิญญาณยอดฝีมือที่สถิตอยู่ ณ ศพหลอม ต่างก็มาคุกเข่าลงตรงชายหนุ่มเฝ้ารอคำสั่งอย่างนอบน้อม... ซุน วาดแขนออกไปตรงหน้า ทวงท่าเหี้ยมหาญสง่างามดุจจอมทัพ...
“จัดการมัน!!”
สิ้นคำสั่ง ทั้ง 9 ยอดฝีมือหุ่นเชิดศพ ก็ระเบิดทักษะวิชาตัวเบาขั้นสูงหายไปจากเบื้องหน้าของ ซุน กระจัดกระจายออกไปรอบทิศทาง โดยมีเป้าหมายก็คือเย่ต้าเฟิง ซึ่งนั่นได้สร้างความอึ้งงันให้ชายชราอย่างถึงที่สุด...
“บะ...บ้าน่า!! ศพหุ่นเชิดที่ใช้วรยุทธได้ทั้งยังรับคำสั่งดุจข้ารับใช้เนี่ยนะ!! แล้วยังศพผู้เยาว์ที่น่าขนลุกอย่างไร้ที่มาตนนั้นอีกนี่มันคือศาสตร์วิชามารร้ายอันใดกัน!!” เย่ต้าเฟิงอดไม่ได้ที่จะสบถขึ้น แต่อย่างไรเสียก็จำต้องกัดฟัน รับมือเงาร่างที่ตรงเข้ามาประชิดรวดเร็ว
แม้ 9 ยอดฝีมือหุ่นเชิดศพ จะมีขอบเขตจำกัดด้านร่างกายของศพหลอมไม่อาจแสดงพลังได้เทียบเท่ากับตอนที่ยังมีชีวิต... ทว่าเมื่อสามารถดึงตบะพลังวิญญาณที่ทุกตนได้เรียนรู้มาจากเฒ่าชีเปลือย เข้ามาทดแทนลมปราณในบางส่วนได้ ผนวกกับประสบการณ์ในอดีตและร่างกายที่ไม่หวาดหวั่นต่ออาการบาดเจ็บ ทั้งยังไม่ต้องกลัวต่อความตายในครั้งที่2
ด้วยปัจจัยทั้งหมดจึงทำให้ ศพหลอมระดับ 2 เหล่านี้ มีพลังในการต่อสู้ที่มากกว่าศพหลอมระดับ 2 ปกติ หลายต่อหลายขั้น!! จนสามารถพัวพันต่อกรและเข้ากดดัน เย่ต้าเฟิง ได้ระดับหนึ่ง ผนวกกับที่ ซุน คอยสนับสนุนอยู่ด้านหลังด้วยการใช้ เนตรสะกด ทำลายการเคลื่อนไหวในบางจังหวะ และยังมีกำไลซ่อนมรณาที่ถูกยิงกระสุนปราณออกไปนั่นจึงทำให้ เย่ต้าเฟิง เผชิญหน้ากับวิกฤตแห่งการรุมเล่นงาน
ยังดีที่ เฒ่าชีเปลือย ในเวลานี้ กำลังสร้างมวลพลังงานที่สามารถสะท้อนเงาร่างลักษณะคล้ายเป็นกระจกเงา และกำลังชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลา และรูปร่างสัดทันอ่อนเยาว์จากศพร่างนี้อยู่มิได้สนใจเข้าช่วยเหลือ ซุน ในการต่อสู้แม้แต่น้อย หาไม่แล้ว เย่ต้าเฟิง คงต้องพบเจอกับอะไรที่ยากจะคาดเดา...
ซุน และ 9 ยอดฝีมือหุ่นเชิดศพ เวลานี้ร่วมมือกันกดดัน เย่ต้าเฟิงอย่างต่อเนื่อง หุ่นเชิดศพเหล่านั้น ล้วนมีเอกลักษณ์วิชาที่หลากหลาย ทั้งบางตนยังถือครองศาสตราชั้นเลิศที่ ซุน จัดเตรียมไปให้ จึงยิ่งเปล่งอานุภาพแห่งการต่อสู้ออกมาอย่างเหนือชั้น
เย่ต้าเฟิง กัดฟันดังกรอด... ระหว่างต่อสู้ มีจังหวะหนึ่งที่ชายชราสามารถใช้ปลายไม้เท้าเสียบทะลุเข้ากลางหน้าอกของศัตรูได้... แต่แน่นอนว่านั่นคือ ศพหุ่นเชิดไม่มีทั้งความเจ็บปวดและไม่มีทางถูกหยุดยั้งได้ด้วยอาการบาดเจ็บเช่นนั้น ร่างดังกล่าวหันมาส่งรอยยิ้มที่น่าขนลุกขนพองให้กับเย่ต้าเฟิง ทั้งยังลงมือส่วนกลับโดยไม่หยุดชะงัก กดดันให้ชายชราต้องร่นถอยจนเสียสมดุลและแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บที่ถูก ซุน ลอบโจมตี
ภาพที่ได้เห็นเช่นนี้ ทำให้ เย่ต้าเฟิง ถึงกับใบหน้าถอดสี ไม่แน่ชัดด้วยซ้ำว่าตนกำลังพบเจอกับอะไรอยู่จึงยิ่งทำให้ เย่ต้าเฟิง เริ่มจะคลุ้มคลั่ง ระเบิดพลังลมปราณมหาศาลอย่างมั่วซั่วแม้จะสามารถเล่นงาน ศพหุ่นเชิด ได้บางส่วน แต่ก็ทำให้ลมปราณในร่างของ เย่ต้าเฟิงลดลงไปอย่างฮวบฮาบในช่วงเวลาอันสั้น...
ซุน ที่เห็นศพหุ่นเชิดของตนร่างหนึ่ง แหลกสลายไปต่อหน้าต่อตา ก็ถึงยกมือกุมที่หน้าอกแสดงสีหน้าเจ็บปวดใจอย่างที่สุด เนื่องด้วยศพหุ่นเชิดเหล่านั้นในแต่ละศพ คือราคามหาศาลที่ซุน ต้องเสียไปนับร้อยล้านเหรียญทอง!!
ดวงวิญญาณยอดฝีมือที่อยู่ภายในศพหุ่นเชิดที่ถูกทำลาย สูญเสียตบะพลังวิญญาณไปบางส่วนก็จริงแต่ภาพรวมก็มิได้สึกหลอประการใดเหล่าไหร่นัก สามารถกลับไปฟื้นฟูในป้ายสะกดวิญญาณอันเป็นอาณาจักรของดวงวิญญาณได้ดังเดิม หากมีศพหลอมร่างใหม่เป็นภาชณะก็ยังสามารถกลับมาร่วมต่อสู้ได้อีกอยู่ดี...
กล่าวได้คือ พลังการต่อสู้ของ ซุน ในเวลานี้...
แทบจะขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรและเงินทอง!!
แม้ทิศทางในการต่อสู้ จะเป็น ซุน ที่ช่วงชิงความได้เปรียบจากการรุมเล่นงานเย่ต้าเฟิง ก็กำลังสูญเสียลมปราณจำนวนมากไปอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานก็คงพ่ายแพ้...ทว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ ศพหุ่นเชิด มันทำให้ ซุน เจ็บปวดมากยิ่งกว่าบาดแผลภายนอกของตนเองเสียอีกดวงตาของ ซุน ถึงกับแดงก่ำด้วยความเสียดาย
“เฒ่าชีเปลือย เจ้าจะชื่นชมความหล่อเหลาตนเองไปอีกนานเท่าใดกัน!! หากเจ้าไม่ช่วยข้าเสียตอนนี้ กว่าจะชนะศึกกับตาแก่ผู้นั้นได้ ข้าจะมิสิ้นเนื้อประดาตัวก่อนหรอกหรือ!! หากเจ้ายังลีลาไม่เลิกข้าจะดึงศพของ เกาทงหลิน กลับเข้าไปในแหวนมิติเดี๋ยวนี้เลย!!”
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็เบ้ปากไม่สบอารมณ์นัก... ยังไงเสียศพหุ่นเชิดเหล่านี้ก็มีความสัมพันธ์กับ หยกดำสั่งการหุ่นเชิดศพ ที่อยู่ในมือ ซุน(ตอนที่ 116) ดังนั้น ซุน ย่อมสามารถควบคุมการตัดขาดอาคมจากศพหุ่นเชิด เหล่านี้ได้ตลอดเวลา...
“ชิ!! กับแค่สวะตนหนึ่ง ต้องถึงมือข้าเชียวหรือ?! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อข้าลงมือแต่ละครั้งมันจะสูญเสียตบะที่สั่งสมไว้ มากมายเพียงใดกัน?!” เฒ่าชีเปลือย บนอิดออดไม่สบอารมณ์นัก ทว่าสุดท้ายก็ยอมช่วยเหลืออยู่ดี...
พริบตาที่ เฒ่าชีเปลือย ในร่าง เกาทงหลิน ก้าวเข้าสู่การพื้นที่ต่อสู้บรรดายอดฝีมือศพหุ่นเชิดทั้ง 8 ตนที่เหลือ ก็ถอยกรูดออกมาอย่างพร้อมเพรียงทันทีสายตาของทุกตนที่มองมายัง เฒ่าชีเปลือย ก็ไม่ต่างอะไรกับสายตาที่มองมายัง ซุนทุกตนต่างล้วนเผยความเคารพยำเกรงอย่างถึงที่สุด
เย่ต้าเฟิง จากที่กำลังคลุ้มคลั่งเส้นผมกระเซอะกระเซิง ยามนี้ก็ยังสัมผัสได้ถึงวิกฤตบางอย่างที่ทำให้จิตใจสะท้านสั่นไหวเมื่อแค่มองมายังเรือนกายของผู้เยาว์ตรงหน้า หากเป็นเวลาปกติความหล่อเหล่าจากใบหน้าของเกาทงหลิน ที่โด่งดังไปทั่วทวีป ย่อมต้องทำให้ เย่ต้าเฟิง กระหายใคร่ได้แน่นอน
แต่ในตอนนี้... จิตใจและสัญชาตญาณของ เย่ต้าเฟิง กลับกู่ร้องให้มันรีบหนีไป!! ทั้งที่อีกฝ่ายมองดูอย่างไรก็ไม่น่าจะมีพื้นฐานเกินกว่าชั้นลมปราณสีคราม อันเป็นขอบเขตของศพหลอมระดับที่2 ทว่าเมื่อยิ่งเพ่งมองไปยังร่าง ๆ นั้น กลับรู้สึกราวกับเป็นร่างที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากรัศมีแห่งราชันย์ที่แผ่ซ่านออกมา
ชั้นบรรยากาศรอบกายของ เฒ่าชีเปลือย เวลานี้ยังบิดเบี้ยวพร่าเลือน มองดูแล้วอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างยิ่งดวงตาของ เฒ่าชีเปลือย แข็งกร้าวอย่างที่สุด เพียงแค่เขม็งมองตรงมา เย่ต้าเฟิง ยังรู้สึกราวกับเรือนกายถูกคำสาบสะกดให้เป็นหินศิลามิอาจขยับเคลื่อนไหวได้...
เฒ่าชีเปลือย ยื่นมือออกไปแผ่วเบา พริบตาเดียวเหนือศีรษะของเย่ต้าเฟิง ก็พลันบังเกิดวงแหวนเวทย์อาคม หลายสิบวงทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆอักขระเหล่านั้นเป็นตัวอักขระที่มิอาจแยกแยะหรือทำความเข้าใจได้ รู้แต่ว่ามันขับเคลื่อนด้วยตบะพลังวิญญาณเป็นหลักศาสตร์นี้ดูแล้วคล้ายอาคมไสยเวทย์ของ ซุน แตกต่างก็แค่เพียงระดับของมันเหนือล้ำขึ้นไปอย่างที่มิอาจนำมาเปรียบวัดกันได้...
หากจะบอกว่าอาคมไสยเวทย์ที่ ซุน เรียนรู้มา มีต้นแบบจากอาจารย์ผัน ภิกษุชราอดีตจอมขมังเวทย์ซึ่งเป็นศาสตร์อาคมที่ผ่านการพัฒนามาหลายร้อยปีนับจากอดีต อยู่ภายดินแดนดั้งเดิมที่ซุน เคยจากมา...
เช่นนั้นวงแหวนเวทย์อาคมของ เฒ่าชีเปลือย ก็สมควรเป็นศาสตร์อาคมที่ผ่านการพัฒนายกระดับมาอย่างยาวนาน หากให้เทียบช่วงเวลาก็อาจมากถึงหลายหมื่นหลายแสนปี จากสุริยะราศีมีนอันเป็นสถานที่ถือกำเนิดของอาเมนดูเอล ผู้นี้!!
“เวทย์แยกวิญญาณ!!”
สิ้นคำและน้ำเสียงเย็นเยือกของ เฒ่าชีเปลือย วงแหวนเวทย์พลันหมุนวนก่อเกิดอาคมที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน โอบล้อมเรือนกายของชายชรา เย่ต้าเฟิง!! แน่นอนว่าด้วยพลังตบะของ เฒ่าชีเปลือย ที่แข็งแกร่งเหนือล้ำจนยากที่ ซุนจะชี้ชัดชอบเขตในเวลานี้ การจะสังหาร เย่ต้าเฟิง ให้แหลกสลายหายไปก็คงมิใช่เรื่องยากเย็น...
ทว่า การสังหารโดยคงไว้ซึ่งวัตถุดิบอันเป็นทรัพยากรต่างหากที่มิใช่เรื่องง่าย!! เฒ่าชีเปลือย จึงเลือกใช้เวทย์ระดับสูง เกิดเป็นมือสีทองขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าฉุดดึงเอาวิญญาณของ เย่ต้าเฟิง ออกมาจากร่างอย่างดื้อ ๆ เพื่อให้ได้มาทั้งดวงวิญญาณ และศพร่างที่สมบูรณ์!!
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของ เย่ต้าเฟิง มีโอกาสแผดร้องได้ไม่ถึงสามลมหายใจเข้าออกหลังจากนั้นก็เหลือเพียงเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่ดังระงมโหยหวนเพียงเท่านั้น เพราะร่างกายในเวลานี้ไร้ซึ่งลมหายใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
...............................................