เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศกลับมาสดใส แสงแดดอุ่นแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ซูิตื่นขึ้นมาในโรงเตี้ยมชั้นดี หลังจากอาบน้ำชำระกายจนสะอาดสะอ้าน เด็กหนุ่มเผยให้เห็นใบหน้าหมดจดดูนวลตา หากมิได้สวมชุดพ่อค้าที่มอมแมมหรือแบกสัมภาระรุงรัง ผู้คนย่อมต้องเข้าใจผิดว่าเขาเป็บัณฑิตจากตระกูลผู้ดีเป็แน่
ขณะเดินลงมาจากโรงเตี้ยม เขาเดินชมเมืองด้วยความปลอดโปร่งใจ นึกหมายมั่นว่าจะหาอาหารเลิศรสรองท้องสักมื้อ และซื้อม้าฝีเท้าดีสักตัว เมื่อมีเงินทองติดตัวมากพอ การเดินทางครั้งนี้คงไม่ลำบากลำบนนัก ชายหนุ่มเดินเตร่ไปตามถนนสายหลัก ทว่าฝีเท้ากลับต้องชะงักลง เมื่อสายตาไปหยุดอยู่ที่โรงเตี้ยมเก่าแก่ที่เขาใช้หลบฝนเมื่อคืน... สถานที่ที่เขาได้พบกับแม่นางผู้นั้น
เพียะ!
ฝ่ามือหนึ่งฟาดเข้าที่ใบหน้าของซูิอย่างหนักหน่วง แม้แรงปะทะจะไม่ถึงขั้นทำให้าเ็สาหัส แต่ก็เพียงพอที่จะเรียกความอับอายและโทสะให้พุ่งพล่านขึ้นมาในอก เมื่อเขาเงยหน้ามองเ้าของฝ่ามือ ภาพที่ปรากฏคือชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาเ็าลึกล้ำ ผิวขาวผ่องดุจหิมะในชุดหรูหราของผู้มีอันจะกิน มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็คนจากตระกูลใหญ่เป็แน่
ซูิมึนงงจนทำตัวไม่ถูก... เหตุใดใน่สองสามวันนี้ เขาถึงมีเื่พัวพันกับเหล่าคนใหญ่คนโตไม่เว้นแต่ละวันนัก!
“ไม่ทราบว่าคุณชายอยากตบตีผู้ใดก็ลงมือได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ? หรือท่านมีเหตุผลอันใดโปรดเมตตาชี้แจงให้ข้ากระจ่าง“
คุณชายผู้นั้นยังคงนิ่งเฉยมิแสดงอารมณ์ใด แววตาที่มองลงมาแฝงไปด้วยความดูิ่
“เป็เ้า... พ่อค้าหน้าเืที่หลอกขายของขูดรีดกำไรเกินควรให้แม่นางลี่หลิน”
อา... ซูินึกออกทันทีว่าต้องเป็สาวงามเมื่อคืนเป็แน่! ‘ค้าขายหน้าเือันใดกัน ข้ายกกำไลลายกะโหลกวงนั้นให้นางไปโดยไม่คิดสตางค์สักแดงเดียวด้วยซ้ำ’ เขาได้แต่โต้แย้งอยู่ในใจ
แม้ซูิจะหวาดเกรงผู้มีอำนาจ แต่การถูกหยามเกียรติต่อหน้าฝูงชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขาไม่อาจทนสะกดกลั้นได้อีกต่อไป ชายหนุ่มจึงสวนกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยว
“ถึงแม้ตัวข้าจะต่ำต้อย แต่หาเคยหลอกลวงผู้ใด! แม่นางผู้นั้นนับว่าใจกว้างยิ่งนัก ชื่ออันสูงส่งของนางตัวข้ามิกล้าแม้แต่จะเอ่ยถาม ข้าขอขอบคุณคุณชายที่เมตตาบอกนาม ‘ลี่หลิน’ ของนางให้ข้ารู้... ข้าจะจำใส่ใจ!”
แม้ซูิยังคงอยู่ในท่าประสานมือคารวะ ทว่าดวงตาของเขากลับจ้องเขม็งกลับไปอย่างไม่ยอมลดราวาศอก!
"จะ…เ้า!!"
พลั่ก! หมัดที่หนักหน่วงพุ่งเข้ากระแทกท้องน้อยของซูิโดยที่เขามิอาจป้องกันได้ทัน ตามด้วยลูกเตะซ้ำเข้าที่จุดเดิมอย่างโเี้ แรงปะทะทำเอาซูิตัวโค้งงอดุจกุ้ง ท้องไส้ปั่นป่วนจนแทบกระอักเืออกมา หากมิได้ 'ลมปราณฟ้า' ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างช่วยคุ้มครองไว้ ลำพังเพียงร่างกายเนื้อหนังคงมิสาหัสก็ต้องตายตกไปแล้ว!
คุณชายผู้นั้นเดินจากไปด้วยสีหน้าเมินเฉย
ชายหนุ่มผู้นี้คือ “หวังเฉียน” บุตรชายคนเล็กแห่งตระกูลหวัง แม้ปกติเขาจะมิใช่คนชอบก่อความวุ่นวายดั่งเช่น 'หวังป๋อ' พี่ชายคนรองที่เป็อันธพาลจนผู้คนเอือมระอา ทว่าหวังเฉียนกลับเป็อัจฉริยะที่มุมานะทั้งบุ๋นและบู๊มาั้แ่เยาว์วัย จนได้ชื่อว่าเป็ยอดคนที่หาได้ยากในรอบร้อยปีของตระกูล
ทว่าอัจฉริยะย่อมมีจุดอ่อน... เมื่อปีที่ผ่านมา หวังเฉียนได้พบกับ 'ลี่หลิน' ที่หอนางโลมจากการชักชวนของพี่ชาย นางคือหญิงคนแรกที่ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวจนมิกล้าแม้แต่จะล่วงเกินแม้เพียงปลายนิ้ว แต่แล้วเมื่อคืนก่อน หญิงในดวงใจกลับนำ 'กำไลหยกกะโหลก' มาอวดด้วยความภูมิใจว่าได้มาในราคาสองตำลึงเงิน หวังเฉียนมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็หยกปลอมไร้ค่า ความรักที่บังตาทำให้เขาตีความไปว่าแม่นางลี่หลินถูกพ่อค้าหน้าเืหลอกลวง เขาจึงเก็บงำความเดือดดาลไว้และสืบหาตัวพ่อค้าผู้นั้นเพื่อสั่งสอนด้วยตนเอง
ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่เดินจากมา หวังเฉียนเริ่มใจสั่นสะท้านด้วยความกระวนกระวาย 'ข้าลงมือหนักไปหรือไม่... เพียงแค่ค้าขายเกินราคา ต้องถึงขั้นเอาชีวิตกันเลยหรือ?
“ผู้น้อยขอขอบคุณท่าน... ที่ลงโทษเพียงเท่านี้”
เสียงนั้นทำให้หวังเฉียนหันกลับไปมองตามต้นเสียงด้วยความตื่นตะลึง! กลับเป็เ้าพ่อค้านั่นที่ยันกายลุกขึ้นมายืนประสานมือคารวะหน้าตาเฉย 'เป็ไปได้อย่างไร? มันไม่มีวรยุทธ์มิใช่หรือ!
โดยปกติหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ซูิย่อมแกล้งนอนซมเพื่อลดทอนโทสะของผู้ลงมือ ทว่าครั้งนี้กลับต่างออกไป แววตาของมันที่จ้องมองมานั้นแข็งกร้าวดุจหินผา เป็สายตาที่ไม่ยอมจำนนแม้ต้องตายตกอยู่ตรงนี้!
หวังเฉียนเห็นดังนั้นก็มิอาจลงมือต่อได้อีก ในใจกลับรู้สึกโล่งอกที่มิได้พลั้งมือฆ่าคนด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายที่มุงดู เขาไม่อยากถูกตราหน้าว่ารังแกผู้ไม่มีทางสู้ หวังเฉียนจึงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้ซูิยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เมื่อสิ้นเหตุการณ์ เืลมตีตื้นขึ้นมาถึงคอหอย
ซูิมันจำเป็ต้องกลืนกลับลงไป พลันคิดว่า คุณชายผู้นั้นมีฝีมืออำมหิต ซูิแม้เคยมีเื่ทะเลาะวิวาทกับคนอื่นบ้าง แต่ไม่เคยเ็ปเพียงนี้
ครั้งนี้ทำให้ซูิเห็นความแตกต่าง ผู้เยี่ยมยุทธเพียงสะบัดมือเดียว ก็ทำให้มันาเ็ได้เช่นนี้ นับว่าน่ากลัวยิ่ง ซูิหารู้ไม่ว่า การลงมือโดยขาดสติของอัจฉริยะอย่างหวังเฉียนนั้น หากเป็คนธรรมดาทั่วไป ไม่พิการ ก็กลายเป็ศพไปนานแล้ว
สัดครู่ เสียงม้าเร็วควบเข้าเมืองหลายตัว ประกาศกร้าวถึงข้อหาร้ายแรงของตระกูลต้วนและตระกูลฉิน ตามด้วยเนื้อความว่า ท่านเฟิงเหยียนได้ทำการปะากบฎด้วยตนเองแล้ว สิ้นเสียงประกาศ สายลมชะงักวูบหนึ่งคล้ายหยุดฟังด้วย..
ผู้คนต่างๆหลังได้ยินการประกาศล้วนนิ่งเงียบไม่กล้าส่งเสียง ส่วนซูิแม้ไม่สนใจการเมืองนัก แต่มันก็รู้ได้ว่าั้แ่มันเกิดมา หามีข่าวการปะาตระกูลใหญ่ให้ได้ยิน หากว่าสองตระกูลนี้มีความผิด เช่นนั้นวันต่อไปใช่ต้องปะาทิ้งทุกตระกูลหรือไม่ ในสายตาซูิมองว่าไม่ว่าตระกูลใดย่อมมีนอกมีในทั้งสิ้น อยู่ดีๆ เฟิงเหยียนก็เกิดขยันลุกขึ้นมาสะสางบ้านเมืองเอาตอนนี้ นี่มันไม่ใช่เื่ปกติแล้ว..
หลังจากขบวนม้าวิ่งออกจากเมืองไป เสียงซุบซิบหารือก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย ยายแก่ตรงหัวมุมถนนร่ำไห้โวยวายว่าไม่อยากให้เกิดาขึ้นอีก เมื่อคำว่า“า”ถูกพูดออกไป คำนี้แพร่ออกไวดั่งไฟลามทุ่ง บางคนทรุดตัวลงอย่างหมดแรง ภาพฝันร้ายจากาเมื่อสามสิบปีก่อนยังคงเกาะกุมผู้คน
เมื่อกลิ่นอายอัปมงคลผ่ซ่านออกเช่นนี้ ซูิก็เห็นว่าไม่มีเหตุอันใดให้ต้องรั้งอยู่ พายุการเมืองกำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง มันจึงรีบหลีกเลี่ยงสายตาของทางการ เลี้ยวเลาะไปจัดการซื้อม้าดีตัวหนึ่งเพื่อบึ่งออกจากเมืองให้เร็วที่สุด แม้จะมิได้ทำผิดกฎหมายใด แต่การถูกคนของทางการทุบตีมาสองวันติดกัน ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาไม่อยากเฉียดเข้าใกล้ผู้กุมอำนาจ ม้าควบตระบึงพุุ่งออกจากเมืองหน้าด่านอย่างไม่หยุดยั้ง ซูิคิดว่าการไปครั้งนี้ จะออกนอกด่านสักสามปี คงเก็บเงินทองได้ไม่น้อย เมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายสงบลง ถึงจะกลับเข้าเมือง นำเงินทองที่หาได้มาเปิดโรงเตี้ยมเล็กๆซักแห่งหนึ่ง หาแม่นางสักคนมาตบแต่งใช้ชีวิตร่วมกัน ช่วยกันดูแลโรงเตี้ยมคงมีความสุขยิ่ง
หลังควบม้าผ่านไปสองชั่วยาม ซูิก็เข้าสู่ส่วนลึกของป่าเขียวอันเป็รอยต่อติดกับป่าแดง หากเดินทางต่ออีกเพียงอึดใจ เขาก็จะเข้าสู่จุดนัดพบของเหล่าคาราวาน ชายหนุ่มตัดสินใจพักม้าและก่อกองไฟเพื่อเตรียมอาหารง่ายๆ ทว่าในระหว่างที่จัดการกับข้าวปลานั้น ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างพลันผุดขึ้นมา... การเดินทางรอบนี้ช่างเงียบเชียบผิดปกติ ตลอดสองชั่วยามที่ผ่านมา เขาไม่พบเห็นพ่อค้าหรือชาวบ้านผ่านมาแม้เพียงเงาคน
ผืนป่าโดยรอบนี้ ทั้งป่าเขียวและป่าแดงกว่าครึ่ง ต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาโจร “ฉีซิ่น” ยอดคนผู้นี้รวบรวมเหล่าโจรป่ามาฝึกปรือกำลังพลอย่างมีระบบระเบียบ ยิ่งนานวันยิ่งกล้าแกร่งจนแม้แต่ทหารทางการก็เลิกตอแย หากจะกล่าวว่ายุทธภพเบื้องบนถูกปกครองด้วยสี่เสาหลัก ผืนป่าเบื้องล่างนี้ก็คงเป็อาณาจักรที่ถูกปกครองโดยฉีซิ่นแต่เพียงผู้เดียว!
ยังดีที่เส้นทางสายหลักระหว่างรอยต่อของป่าทั้งสองนั้น ยังอยู่ในความดูแลของตระกูลเต่าดำ ซึ่งมีการตั้งราชวังนอกเมืองเพื่อคานอำนาจและจำกัดการรุกรานของกลุ่มโจร ทำให้การเดินทางบนเส้นทางที่ถูกขีดไว้นี้ยังพอมีความปลอดภัยอยู่บ้าง ยิ่งหากก้าวเข้าสู่เขตป่าแดงได้เมื่อไหร่ ก็นับว่าเข้าสู่เขตปลอดภัยสูงสุดที่มีการคุ้มกันอย่างแ่า... ทว่าความเงียบงันในวันนี้ กลับทำให้เขตที่เคยปลอดภัยดูน่าหวั่นเกรงขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่กี่อึดใจเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวตะบึงมาจากทางใต้ ซูิรู้สึกคลายใจ คงมีคาราวานผ่านมาบ้างแล้ว มันจะขออาศัยติดกองคาราวานไปด้วย มีกันหลายคนย่อมดีกว่าเดินทางผู้เดียว แต่เสียงม้าเหมือนยิ่งมายิ่งมาก ยิ่งมายิ่งเร็ว ซูิพลันคิด กองคาราวานมารดาใดควบม้าเร็วถึงเพียงนี้ พอมันคิดได้ใจก็ร่วงไปที่ตาตุ่ม หากมาเช่นนี้มีเพียงสองอย่าง ไม่เป็คนของทางการก็เป็โจรป่า ไม่ว่าจะเป็แบบใดก็ไม่เกิดผลดีต่อตัวมันทั้งสิ้น!
ขณะซูิจะะโขึ้นม้าควบหนีไป ปรากฏลูกเกาทัณฑ์สี่ดอกพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความรุนแรง สามดอกปักเข้าหัวม้า ความรุนแรงของลูกธนู ทำเอาม้าตายคาที่ ไร้การขัดขืนใดๆ อีกหนึ่งดอกปักเข้าที่ซูิ แม้พยายามหลบหลีกแต่ลูกธนูก็เฉียดเฉือนหัวไหล่มัน ร่างซูิถึงกับหมุนคว้างตามแรงลมของเกาทันฑ์ แสดงถึงอานุภาพของผู้ยิง ว่ามิใช่บุคคลธรรมดา!
เ้าของเกาทันฑ์โผล่ออกมาพร้อมกับม้าดำสนิท ตัวผู้ยิงสูงใหญ่สีผิวดำเมี่ยมดั่งเถ้าถ่านขัดเงา ดวงตาเป็สีฟ้าคล้ายเป็ชาวต่างชาติ เหล่าบริวารโจรป่าควบม้าตามมาข้างหลังหลายสิบตัว ซูิประคองตัวเองลุกขึ้น ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยคำใด หมัดเดียวทุบเข้าที่ศีรษะสติดับวูบในบัลดล…..