“แล้วตอนอายุสิบแปดพวกพี่ทำอะไรกันบ้างเหรอคะ” อัญญารินทร์ถามขณะยกชาแก้วที่แปดขึ้นจิบ
“เอ่อ ก็เที่ยวนิดหน่อยน่ะ” คีตาตอบอ้อมแอ้มเพราะหลังจากจบมัธยมเขาก็หอบสาวเข้าโรงแรมไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง
“งั้นพาอัญไปเที่ยวด้วยค่ะ”
“ไม่ได้” ภามที่เดินมาได้ยินเข้ารีบพูดขัดขึ้น เขารู้ดีว่าคำว่าเที่ยวของเพื่อนไม่ได้หมายถึงไปทะเลหรือภูเขาแน่ ๆ
“สองทุ่มแล้ว พวกเรากลับกันดีกว่าคีน” สิงห์พูดขึ้น
“ขอให้สนุกนะ” คีตาพูดทิ้งท้าย และไม่วายขยิบตาให้เพื่อนรักหนึ่งที
“รีบไปเถอะ” ภามส่ายหน้าน้อย ๆ
ยังไงเขาก็ไม่ทำแบบที่มันคิดแน่ ๆ แค่ได้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังโดยไม่มีมารผจญเขาก็มีความสุขมากแล้ว
“บ๊ายบายค่ะ” อัญญารินทร์โบกมือลาทั้งสองคนก่อนจะหันไปยิ้มให้แฟนหนุ่ม
“เรามาเต้นรำกันไหม” ภามเดินไปหาอัญญารินทร์ที่นั่งบนโซฟา
“อัญเต้นรำไม่เป็นนะคะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวสอน” เขายื่นมือออกไปขอเธอเต้นรำ แล้วเดินจูงไปยังพื้นที่โล่ง ๆ
อัญญารินทร์ตัวแข็งทื่อเมื่อโดนดึงเข้าไปใกล้ เขาใช้มือโอบหลังเธอข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างจับกันไว้หลวม ๆ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก
“ก้าวตามพี่นะ” ภามบอกเสียงทุ้ม เขาก้าวเป็นจังหวะช้า ๆ นำเธอ
ตอนแรกอัญญารินทร์มีท่าทีเงอะงะ แต่ไม่นานเธอก็เต้นเป็นและเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาจึงเป็นฝ่ายนำเขาบ้าง แต่ในจังหวะที่ร่างเล็กกำลังหมุนตัวเธอก็สะดุดขาตัวเองจนเซ
“ว้าย”
หมับ
ภามคว้าตัวเธอไว้ได้ทันก่อนที่อัญญารินทร์จะทันได้โหม่งพื้น
“เป็นอะไรไหม” เขาภามร่างเล็กในอ้อมแขน
“ไม่เป็นไรค่ะ อ๊ะ” อัญญารินทร์อุทานเมื่อเธอพยายามยืนทรงตัวแต่กลับเซไปซบอกคนตรงหน้าแทน
“เอ่อ ทำอะไรน่ะอัญ” ภามขมวดคิ้วอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงทำตัวอ่อนปวกเปียก แต่เขาก็ยังยืนนิ่งให้เธอกอด
“เปล่านะคะ อัญไม่ได้ตั้งใจ” อัญญารินทร์พยายามจะกลับไปยืนตรงเหมือนเดิมแต่ก็ทำไม่ได้ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าแขนขาไม่มีเรี่ยวแรงซะอย่างนั้น
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
“อัญไม่รู้ อัญง่วงแล้วค่ะพี่ภาม” เด็กสาวตอบได้เพียงเท่านั้นก็สลบไปกลางอากาศทันที
“อ้าว จะมาหลับตรงนี้ไม่ได้นะ อัญชัน” แม้จะเขย่าเธอก็ยังไม่ตื่น ภามจึงอุ้มร่างเล็กไปนอนบนโซฟา
“เฮ้อ ให้นอนพักสักครึ่งชั่วโมงละกัน” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วเดินขึ้นห้องไปเอาผ้าห่มลงมาให้แฟนสาว
สามทุ่มตรง
“อัญ ตื่น” ภามที่เห็นว่าได้เวลาแล้วจึงใช้มือสะกิดแขนเธอเบา ๆ
“....”
“อัญชัน” เขาเปลี่ยนมาเขย่าแทน
“....” เด็กสาวก็ยังหลับใหล ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาง่าย ๆ
“นี่หลับหรือโดนวางยาวะเนี่ย” เขาบ่นเบา ๆ แต่แล้วก็เริ่มเอะใจอะไรขึ้นมา
ภามหันไปคว้าแก้วชาที่วางบนโต๊ะขึ้นมาดม ก่อนจะกระดกเข้าปากไปอึกใหญ่ เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัย ชาถ้วยนี้มีกลิ่นและรสชาติแปลก ๆ ไม่เหมือนกับชาปกติ ว่าแล้วภามก็รีบต่อสายหาเพื่อนตัวดีของเขาในทันที
(ฮัลโหล) คีตารับสายด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“มึงเอาชาอะไรให้อัญดื่มวะ”
(ไม่รู้ว่ะ เห็นไอ้เจ้าของร้านมันบอกว่าสูตรเด็ดที่เพิ่งคิดค้นของทางร้าน กินแล้วปาร์ตี้สนุกแน่นอน)
“มึงโทรไปถามมันเดี๋ยวนี้” ภามสั่งเสียงเฉียบ
(เออ ๆ รอแป๊บ)
ติ๊ด
ภามกดวางสายแล้วนั่งมองอัญญารินทร์ที่กำลังหลับลึกอย่างเป็นห่วง เขาใช้นิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มนวลให้อย่างแผ่วเบา
ครืดด
“ฮัลโหล” ภามรีบกรอกเสียงลงไปทันที
(เอ่อ กูถามเจ้าของร้านแล้วนะ คือ...) คีตาได้แต่อ้ำอึ้งเพราะไม่รู้จะบอกเพื่อนสนิทยังไงดี
“คืออะไร” ภามถามเสียงเครียด
(เมนูเด็ดของร้านคือชาผสมกันน่ะ)
“ชาอะไร”
(ชาเขียวผสมกัญชา) คีตาตอบเสียงอ่อย เจ้าของร้านคาเฟเป็นเพื่อนเขาเอง เพียงเขาบอกว่าจะจัดปาร์ตี้วันเกิด ให้เอาของเด็ด ๆ ในร้านมาให้หมด มันก็จัดให้ทันที ไม่คิดเลยว่าของเด็ดที่ว่าคือแบบนี้
“ไอ้คีน! ไอ้เพื่อนเวร” ภามเรียกเพื่อนตัวดีเสียงเข้ม
(กูขอโทษ กูไม่รู้ แล้วนี่น้องอัญชันเป็นอะไรไหมวะ)
ติ๊ด
ภามกดตัดสายทันที เขาหันไปมองหน้าเธอที่ยังหลับไม่รู้เรื่องอย่างหนักใจ ก่อนจะค่อย ๆ เอานิ้วไปอังรูจมูก เมื่อเห็นว่าอัญญารินทร์ยังมีลมหายใจอยู่ภามก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ติ๊งหน่อง
ภามสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินออกไปเปิดประตู และแล้วคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในเวลานี้ก็ปรากฏตัวขึ้น
“ลูกสาวผมล่ะ” ขจรถามขึ้นทันที
“อัญหลับอยู่ครับ”
“ฮะ? สี่ทุ่มเนี่ยนะ” เขาถามอย่างไม่เชื่อหูเพราะช่วงนี้ลูกสาวเขาไม่ต้องไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ยังไม่เปิดเทอม เธอจึงนอนเกือบเที่ยงคืนด้วยซ้ำ
“ครับ” ภามตอบสั้น ๆ ด้วยท่าทีหนักใจ
“คุณมอมเหล้าลูกสาวผมเหรอ” ขจรมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจับผิด
“ปะ เปล่าครับ” แต่ในจังหวะที่ภามกำลังจะสารภาพความจริง เสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้น
“อ้าว คุณพ่อ” อัญญารินทร์ตื่นตอนได้ยินเสียงกริ่ง หลังจากหายสะลึมสะลือแล้วจึงเดินตามหลังภามออกมา
“พ่อมาตามน่ะ สี่ทุ่มแล้ว” เมื่อเห็นหน้าลูกสาว ขจรก็มีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขอโทษค่ะ พอดีอัญหลับเพลิน งั้นเรากลับบ้านกันเถอะค่ะ” เธอเดินไปควงแขนพ่อของเธอ แต่ก่อนไปก็ยังหันไปโบกไม้โบกมือให้แฟนหนุ่มส่งท้าย
“ฝันดีนะคะพี่ภาม”
“ฝันดีครับ” ภามโบกมือกลับ
“เดินมองทางด้วยลูก” ขจรที่เห็นท่าทีของลูกสาวก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ จึงรีบพาอัญญารินทร์เดินกลับบ้าน
“เฮ้อ เกือบไปแล้วกู” ภามพึมพำกับตัวเองเบา ๆ หลังจากที่สองพ่อลูกเดินจากไปแล้ว