หลังจากอาฉีได้สอนอาตู้ เคี่ยวน้ำแกงตามสูตรของตนแล้ว ก็เตรียมตัวออกเดินทาง แม้ว่าในใจจะมีความกังวลอยู่มากเพราะรสชาติน้ำแกงที่อาตู้ทำออกมานั้น ไม่ได้เหมือนกับของตน แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำแกงที่ทำออกมาค่อนข้างไกล้เคียง เพียงแต่จืดไปนิดเท่านั้นเอง อาฉีก็ได้แต่ย้ำให้อาตู้เพิ่มเกลือลงไปอีกหน่อยถึงอย่างนั้นอาฉีเองก็ต้องปล่อยวาง ต้องทำใจเชื่อว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เพราะการสอนที่มีเวลาเพียงเท่านี้อาตู้ออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
“นายน้อยขอรับ ข้าวของที่จำเป็สับหรับ5 วัน ข้าน้อยเตรียมให้ท่านครบถ้วนแล้วขอรับ นายน้อยจะตรวจดูหรือไม่ ไม่เช่นนั้น ข้าน้อยจะได้จะได้เอาขึ้นรถม้าไว้เลยขอรับ” อาตู้ถามผู้เป็นาย ที่ตอนนี้ กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือก็ถือพู่หยกออกมานั่งดู
“เหตุใดเ้าต้องเตรียมไปถึง 5 วันข้าบอกแล้วว่าไปแค่ 3-4 วันเท่านั้น ”
“ข้าน้อยแค่เตรียมไว้เผื่อขาดเหลือ ขอรับ...นายน้อยจะเดินทางตอนไหนขอรับ”
“ข้าคงออกแต่เช้าตอนฟ้ายังไม่สว่างจะได้ไม่ร้อน” อาฉี ตอบพลางเดินเข้าไปเตรียมตังเพื่ออาบน้ำจากนั้น อาตู้ก็เดินออกจากห้องของอาฉีไป
........................................................
...เช้าวันใหม่....
ขบวนรถม้าของอาฉีกำลังเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ เพราะเกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง ทำให้ออกสายกว่ากำหนดไปมากซึ่งทำเอาอาฉีหงุดหงิดไม่น้อยที่ต้องมาสายเพียงเพราะต้องมารอคนคุ้มกันที่มาสาย 2คนนั้น
ทันทีที่ขบวนรถม้าของอาฉีเคลื่อนตัวออกไปจนจะถึงประตูเมือง ก็เริ่มชลอตัวเตรียมผ่านด่าน บนกำลังแพงด่านมีชายกลุ่มนึงยืนมองขบวนของอาฉีพร้อมยิ้มที่มุมปาก
“นั้นเขาคิดจะไปไหนจะหนีข้าเหรอ” จินอู่ ยืนมองอย่างพินิจพิเคราะห์ พร้อมถามองครักษ์ทั้ง3 เคยส่งไปนั่งเฝ้าที่ร้านของอาฉี
“กระหม่อมได้ยินมาว่าเถ้าแก่ฉีจะไปทำการค้าที่เมืองข้างๆ สัก 3-4 วัน ส่วนร้าน ตอนนี้ให้บ่าวคนสนิท ดูแลแทนชั่วคราวพะยะคะ”
“ดี งั้นข้าจะไปดักรับตัวเขาที่บึงจันทร์เสี้ยวก็แล้วกัน” จินอู่กล่าวออกมาอย่างมีแผนการ
“ท่านอ๋อง หากท่านทำเช่นนี้เกรงว่า...”
“ใครให้เ้าออกความเห็น...” จินอู่ หันไปฉุนเฉียวใส่บรรดาองครักษ์ ก่อนจะหันไปมองรถม้าของอาฉีก่อนจะสั่งหนึ่งในองครักษ์
“ไปบอกผู้คุมด่าน ให้ปล่อยขบวนรถม้าของฉีซื่อไปเลยไม่ต้องประทับตราผ่านด่านเข้าออก”
“พะยะคะ”เหล่าองครักษ์รับคำสั่งแล้วทยอยเดินจากไป เหลือเพียงจินอู่ที่ยืนมองรถม้าของอาฉีเพียงลำพัง
ทางด้านฉีซื่อก็แปลกใจไม่น้อย ที่พอถึงด่านแล้วเ้าหน้าที่กลับไม่ตรวจขบวนของเขา แถมยังไม่ยอมประทับตาออกด่าน แม้ว่าตัวฉีซื่อจะลงไปเจรจาแล้วก็ตาม โอยอ่างว่า ไปแค้ 3-4 วัน ไม่จำเป็ต้องประทับ แล้วอีกอย่างเ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า ฉีซื่อเป็คนดัง แค่เห็นหน้าก็สามารถยืนยันสถานะได้แล้วไม่จำเป็ต้องกระทำการใดใด
..............................................................
รถม้าของฉีซื่อออกนอกเมืองมาได้ไกลพอสมควร ซึ่งตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงบ่ายแก่ๆ พวกของฉีซื่อจึงตกลงกันว่าจะกินข้าวเย็น และตั้งกระโจมพักผ่อนกันที่บริเวณบึงจันทร์เสี้ยว
.......................................
เมื่อมื้ออาหารเย็นจบลงอาฉีก็ปลีกตัวเองออกจากทุกคน โดยบอกทุกคนว่าขอไปเดินย่อยอาหารเสียหน่อยอาฉีเดินไปเรื่อยๆ แล้วทำให้นึกถึงตนเอง เมื่อครั้นยังเด็ก สมัยนั้น บิดามารดาของเขายังเป็เพียงพ่อค้าพเนจรที่ค้าขายเครื่องเทศอยู่ตามหมู่บ้านแถบชายแดนเท่านั้นยังไม่ได้เปิดร้านบะหมี่ใหญ่โตเหมือนเช่นทุกวันนี้ตอนนั้น เขาเป็เด็กชายที่ตืดสอยห้อยตามบิดามารดาไปไหนมาไหนด้วยก็เท่านั้น พวกท่านล้วนมีแต่ใบหน้าที่ยิมแย้มมีเสียงหัวเราะ ไม่เห็นเห็นท่านทะเลาะกันเลยสักครั้งทุกครั้งที่มาค้าขายเครื่องเทศ ก็มักจะแวะพักผ่อนยามค่ำคืนที่บึงจันทร์เสี้ยวเสมอบิดาจะเป็คนทำอาหารแจกจ่ายผู้ร่วมขบวนสินค้าทุกคน พอกินอิ่มมารดาเขาก็จะขับร้องเล่นเครื่องดนตรี พร้อมชวนทุกคนเต้นระบำกันอย่างสนุกสนาน
แต่ในเวลาบึงจันทร์เสี้ยวแห่งนี้ยังคงสวยงามเช่นเดิม เต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คงจะเป็ความรู้สึกของอาฉีที่ตอนนี้เขาโตแล้ว ไม่ได้เป็เด็กชายตัวน้อยคนนั้นอีกแล้ว ในความรู้สึกของอาฉีตอนนี้บึงจันทร์เสี้ยวแห่งนี้ตอนนี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ไม่มีเสียงหัวเราะไม่มีเสียงดนตรีขับร้องประสาน อาฉีมองกลับไปยังกลุ่มขบวนของตนพี่พากันนั่งคุยช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนเหลือเกิน.... อาฉีกวาดสายตามองไปเรื่อยๆ จนมองเห็นผู้คุ้มกันของตน 2 คน ที่ตอนนี้ พวกเขาทั้งคู่ยืนมองอาฉีจากไกลๆ ไม่วางตา
“2 คนนั้น หน้าคุ้นเสียจริง ข้าเคยเห็นที่ไหนกันน่ะ” อาฉีหันหลังให้คนคุ้มกัน แล้วบ่นพรึมพรัมกับตัวเอง
“ท่าน ไม่ควรอยู่ห่างจากพวกเรานะขอรับ” 1 ในผู้คุ้มกัน เดินมาหาอาฉี พร้อมเอ่ยแก่เขา
“พวกเ้า 2 คนเป็ผู้คุ้มกันของข้า ที่อาตู้หาให้ แต่ข้ายังไม่ทันได้ถามชื่อของพวกเ้าเลยเพราะเมื่อเข้ามัวแต่โมโห” อาฉีเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อมแม้ว่าปกติ เขาจะเป็คนไว้หน้าคน แต่ถ้าทำให้ไม่ประทับใจ เขาก็จะไม่เกรงใจเช่นกัน
“ข้าน้อยแซ่จาง นามว่า มู่หานขอรับ”
“ข้าน้อยแซ่เซียว นามว่า หลง ขอรับ”
“อ้อ!!! จางมู่หาน กับ เซียวหลง หวังว่า พรุ่งนี้พวกเ้าจะไม่ตื่นสายอีกน่ะ” พูดจบ อาฉีก็เดินกลับไปที่กระโจมของตนเพื่อเตรียมเข้านอน