หลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords]

    Season 1 บทที่ 7 แดนวงกตฯ ตอน เพิ่มระดับบ่มเพาะ

            หากพวกเขาไม่เคยเห็นภาพสลักบนบานประตูศิลามาก่อน คงยากที่จะเชื่อว่าสัตว์อสูรรูปร่างประหลาดนี้ คือหมูป่าเถาวัลย์ ชื่อของมันแสดงออกถึงเอกลักษณ์ชัดเจน หากแต่ภาพลักษณ์ที่พบเจอนั้นแตกต่าง บอกได้ยากว่ามันคือหมูป่า สามัญสำนึกของคนทั่วไปคงยากที่จะนึกภาพออกได้ ถึงหมูป่าที่ห้อยโหนโจนทะยานราวกับลิงตัวนี้ คงจะมีเพียงแค่ส่วนหัวและจมูกที่ยังคงเป็นหมูป่าทั่วไป นอกนั้นเหมือนหนอนดักแด้ที่ห้อยตามต้นไม้  เพราะลำตัวของพวกมันนั้นไม่ปรากฏสิ่งใดให้เห็นนอกจากเถาวัลย์สีเขียวที่ห่อตัวเป็นก้อนกลม พร้อมกับระยางเถาวัลย์มากมายโบกสะบัดไปมาเป็นหนวดหมึก

     

    “สูงเช่นนั้น พวกเราจะโจมตีถึงหรือ” เตียวเซียงกล่าวอย่างหมดหนทาง

     

            แน่นอนว่าระยางเถาวัลย์ของมันนั้นพุ่งหวดฝาดใส่อย่างไม่ปราณี ทุกคนทำได้เพียงหลบหลีกการโจมตีที่ดูวุ่นวาย ถึงพวกเขาทุกคนมีประสบการณ์ในการต่อสู้ แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นประสบการณ์จากมนุษย์ผู้ฝึกยุทธด้วยกัน ถึงจะมีโอกาสอยู่บ้างที่ได้ต่อสู้กับสัตว์ร้าย แต่เมื่อมาเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันทั้ง 5 คน จึงทำได้แต่กระโดดหลบหลีกการโจมตีไปมา แต่ไม่กี่อึดใจคล้ายทุกคนเริ่มหายตื่นตระหนก จึงเริ่มฟันกระบี่และดาบสวนเถาระยางกลับไป

     

            เมื่อตัดเส้นเถาวัลย์ขาด สัตว์อสูรตัวประหลาดนี้คล้ายเกิดความเจ็บปวด มันเริ่มส่งเสียงร้องออกมา แน่นอนว่าทุกคนคิดตรงกันถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ไม่นานนักเกิดการสั่นไหวของกิ่งไม้น้อยใหญ่ ไปพร้อมกับภาพเหล่าหมูป่าเถาวัลย์ที่กระโจนโหนห้อยสลับไปมาบนกิ่งก้านต้นไม้ นับรวมแล้วได้ 5 ตัว พวกหลิวอี้จึงได้แต่หลบการโจมตีไปพร้อมกับฟันสวนตัดเส้นเถาวัลย์พวกนั้น ถึงจะยากลำบากแต่ไม่นานทุกคนก็จับจังหวะการโจมตีจนสวนกลับไปได้ เมื่อเส้นเถาวัลย์เริ่มลดจำนวนลง จากนั้นภาพที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เหล่าหมูป่าเถาวัลย์ตกจากกิ่งไม้ เพราะคล้ายเส้นสายเถาวัลย์ที่แต่ก่อนเคยช่วยยึดเกาะรับน้ำหนักเหลือไม่มากพอ พวกมันคล้ายว่าวที่สายขาด ก่อนจะหล่นลงมากลิ้งกับพื้นดิน ประหนึ่งลูกท้อที่ตกจากต้น เสียงร้องครวญครางของพวกมันบอกได้ถึงความเจ็บปวดและหมดสภาพ พอพวกมันตกจากต้นไม้แล้ว หมูป่าเหล่านี้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ทำได้แต่กลิ้งไปมาบนพื้น สร้างภาพที่ดูขบขัน

     

    “คิดไม่ถึงจริง ๆ แค่พวกเราตัดเส้นสายเถาระยางพวกมันจนหมด ก็จัดการได้แล้ว” ชื่อหวันเฉิงกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ

     

    “น้องเล็ก ข้าว่าหากพวกเราไม่มีฝีเท้าที่ดี คงยากที่จะหลบหลีกแล้วสวนกลับได้” หลี่เทียนชื่อบอกถึงจุดสังเกต

     

    “จริงของพี่ใหญ่ ข้าว่าพื้นที่พิเศษนี้ คล้ายต้องการให้พวกเราฝึกฝน ให้รู้จักการใช้วิชาตัวเบาไปพร้อมกับการโจมตี และวิชายุทธที่เหมาะสมในการรับมือ” หลิวอี้กล่าวเสริม ทำให้ทุกคนคิดตาม โดยหลักแล้วดินแดนวงกตฯ นี้มีเพื่อให้ทุกคนพัฒนาฝีมือ มันจึงสมเหตุสมผลของมัน

     

    “เอาเถอะ พวกเรารีบจัดการพวกมันได้แล้ว ก่อนที่พวกมันจะกลิ้งหนีไปไกล” เตียวเซียงกล่าวตัดบท เพราะเวลานี้ หมูป่า 5 ตัวพวกมันพยายามกลิ้งหลบหนีพวกหลิวอี้อย่างจนปัญญา แน่นอนว่าพวกเขาแค่ฟันครั้งเดียวพวกมันก็ตกตาย พร้อมกับการประทุของปราณกระจายออกมา ทำให้พวกหลิวอี้รีบตั้งสมาธิดูดซับปราณทันที นอกจากนี้ซากของพวกมันยังนำกลับไปขายให้ทางสมาคมได้อีกด้วย

     

    “ประเสริฐนัก การบ่มเพาะข้าเลื่อนขึ้น 1 ขั้น” หลินชิงจ้าวร้องออกมาอย่างดีใจ แน่นอนว่าทุกคนก็รู้สึกได้เช่นกันถึงการพัฒนาของปราณในตันเถียน แต่มีเพียงหลินชิงจ้าวเท่านั้นที่เลื่อนจากขั้น 7 ไปเป็นขั้น 8 ระดับภูผา

     

    “ดูเหมือนว่า พวกข้า 3 คนคงยากที่จะเพิ่มระดับขั้นได้ไวเช่นพวกเจ้า” ชื่อหวันเฉิงกล่าวอย่างอิจฉาหญิงสาว เพราะด้วยพรที่ได้รับมาจากหลิวอี้นั้นถึงจะช่วยให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากในการบ่มเพาะ

     

    “ส่วนข้าคิดว่า อีก 2 ตัว คงทำให้ข้าขึ้นไประดับภูผาขั้นสุดยอดได้” เป็นเตียวเซียงกล่าวบอกกับทุกคน 

     

    “ข้าคงอีก 10 ตัว ถึงจะผ่านไปอีกขั้นได้” หลี่เทียนชื่อบอกกล่าวถึงความยากลำบาก คำพูดนี้ทำให้หลิวอี้ถอนหายใจ เพราะขนาดพี่น้องของพวกเขาจำต้องใช้อีก 10 ตัว แต่สำหรับหลิวอี้แล้ว 50 ตัวเขายังไม่แน่ใจเลยว่าจะเพิ่มระดับขั้นได้หรือไม่

     

    “พวกเจ้าอย่าใจร้อนไป ในพื้นที่พิเศษแห่งนี้ยังมีพวกมันอีกหลายสิบตัว ที่สำคัญพวกมันยังมีราชา แน่นอนว่าพวกเจ้าบางคนอาจจะเพิ่มข้ามไปอีกระดับชั้นก็ได้ และที่สำคัญพื้นที่นี้สัตว์อสูรเป็นเพียงระดับภูผา หากได้จัดการระดับที่สูงขึ้นกว่านี้การบ่มเพาะพวกเราจะก้าวกระโดดอย่างมาก” ไฮฟงที่คุมเชิงอยู่ไม่ไกลบอกถึงประสบการณ์ที่เขาเคยผ่านมา

     

    “ว่าแต่เนื้อพวกนี้กินได้จริงหรือ แล้วมันควรเป็นเนื้อสัตว์หรือพืชผักกันแน่” ชื่อหวันเฉิงถามทันทีที่เขานำซากสัตว์อสูรตัวหนึ่งเข้าไปเก็บในพื้นที่มิติเก็บของ

     

    “เรื่องนี้ถึงข้าจะยังไม่เคยได้ลองทำพวกมัน แต่เคยกินมันในเหลาอาหารอยู่บ้าง และได้ยินมาว่าหากไม่รังสรรค์เมนูพิเศษใดเลย แค่นำพวกมันไปตุ๋นพร้อมกับส่วนเถาวัลย์ชั้นใน จะได้รสชาติคล้ายต้มจับฉ่าย ส่วนเนื้อนั้นคล้ายเนื้อหมูทั่วไป แต่ส่วนเถาวัลย์นั้นพิเศษรสชาติของมันคล้ายพืชผักหลากหลายชนิด แต่ละเส้นนั้นมีรสชาติแตกต่างกันไป” ไฮฟงกล่าวออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ทุกคนอดคิดไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วเขาคือพ่อครัวของกลุ่มการค้าตระกูลหลิวผู้โด่งดังนั่นเอง

     

            หลังจากดูดซับปราณหมดแล้ว หลิวอี้จึงได้นำพากลุ่มไปตามเส้นทาง ทุก ๆ ระยะ 2 ลี้จะพบเจอพวกมัน 4 ถึง 5 ตัว คล้ายพวกมันเองก็จับกลุ่มเป็นฝูงเล็ก ๆ แต่ถึงแบบนั้นหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในแต่ละฝูงนั้นมันพยายามวนเวียนอยู่แถวต้นไม้ชนิดหนึ่ง และเมื่อพวกเขามองขึ้นไปก็เห็นว่าบนต้นไม้นั้นจะมีดักแด้เถาวัลย์ขนาดเล็กห้อยอยู่ 

     

    “หรือว่านั่นคือ…” หลินชิงจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหว

     

    “พวกมันคงเป็นเหล่าลูกหมูป่าเถาวัลย์” หลิวอี้กล่าวถึงความเป็นจริง

     

    “เช่นนี้พวกเราไม่เท่ากับว่าฆ่าล้างครัว พ่อแม่พวกมันหรือไร” หลินชิงจ้าวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่สบายใจ

     

    “ศิษย์น้อง ปลาใหญ่กินปลาเล็ก พวกเราก็เป็นหนึ่งในวงจรเช่นนั้น พวกเราล่าเพราะต้องการพัฒนาตัวเอง แถมเนื้อพวกมันเราก็เอาไปขายหาเงิน เจ้าอย่าได้คิดมาก” เตียวเซียงกล่าวเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ ไม่ใช่แค่หลินชิงจ้าวเท่านั้นที่แสดงสีหน้าเสียใจ

     

    “เช่นนี้เป็นไร พวกเราล่าแค่ครึ่งหนึ่งของฝูง ที่เหลือนั้นปล่อยกลับให้มันไปดูแลลูกหมูป่าได้” หลิวอี้บอกกล่าวทุกคน ถึงในความเป็นจริงแล้วหลายคนรู้ดีว่า ถึงพวกเขาจะฆ่าล้างบางจนสูญพันธุ์ พวกมันอีก 3 วัน จะมีกลับเกิดขึ้นมาใหม่ แต่หลิวอี้คล้ายอยากทดลองอะไรบางอย่าง เขาเคยฟังเรื่องของเสี่ยวไป๋มาแล้ว มันน่าจะมีจุดเชื่อมโยงกันในเรื่องแบบนี้

     

            ไฮฟงที่ยืนฟังอยู่ห่าง ๆ ก็ยิ้มมุมปากออกมา เขามองน้องสามของเขาด้วยความคิดชื่นชม เพราะในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่เลือกที่จะฆ่าหมดไม่เหลือ เพราะต่างต้องการพลังในการฝึกตน และด้วยการจัดสรรของระบบมันไม่มีความจำเป็นที่จะให้กำเนิดหรือสร้างเหล่าลูกหมูป่าในพื้นที่พิเศษเช่นนี้ ดังนั้นแล้วการมีอยู่ของพวกมันนั้นก็เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง และคล้ายน้องสามของเขาก็มองออกเช่นกัน

     

            เมื่อทุกคนได้ฟังคำหลิวอี้ต่างเห็นตรงกัน พวกเขาเลือกที่จะเหลือบางตัวไว้ เพราะถึงพวกมันจะเสียระยางเถาวัลย์ไป ไม่นานก็ฟื้นฟูเถาระยางเหล่านั้นในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วยาม ดังนั้นแล้วพวกเขาไม่กังกลว่าพวกมันจะตาย หลิวอีี้และคนอื่น ๆ ต่างต่อสู้กับเหล่าหมูป่าเถาวัลย์ จนผ่านเข้ามาเป็นระยะทางกว่า 40 ลี้ 

     

    “ทุกคนหยุดก่อน จากตรงนี้ไปคล้ายมีบางอย่างแตกต่าง” หลิวอี้ที่เวลานี้เป็นผู้นำกลุ่มกล่าวออกมา ทำให้หลายคนระวังตัวจนกระชับอาวุธอย่างแวดระวัง เมื่อทุกคนหยุดเดินต่างเริ่มสังเกตหาสิ่งผิดปกติ ไม่นานพวกเขาก็พบว่า ในบริเวณนี้มีหมูป่าเถาวัลย์เกินกว่า 10 ตัว และที่สำคัญคล้ายมีตัวที่ใหญ่โตกว่าตัวอื่น ๆ อยู่อีกหนึ่ง

     

    “นี่นะรึ สัตว์อสูรชนชั้นปกครอง” ชื่อหวันเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงกังวล เพราะด้วยขนาดที่ใหญ่โตกว่าตัวอื่น ๆ แล้ว ความกดดันที่แผ่ออกมายังแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

     

    “ดูเหมือนว่า มันจะมีระดับบ่มเพาะสูงกว่าตัวอื่น ๆ 2 ขั้น” หลิวอี้บอกถึงความเป็นจริง เพราะตัวที่พวกเขาล่ามานั้นจะอยู่ในระดับภูผาขั้น 5 ทั้งสิ้น แต่ตัวที่เป็นชนชั้นปกครองนี้อยู่ในระดับภูผาขั้น 7

     

    “ทำเช่นนี้ พวกเราจงรีบจัดการตัวเล็กให้หมดและคอยหลบการโจมตีของเจ้าตัวโตนั่น พอเหลือน้อยแล้ว ข้ากับพี่ใหญ่จะจัดการเจ้าตัวโตนั่นเอง ส่วนที่เหลือก็จัดการพวกตัวเล็กให้หมด” หลิวอี้บอกถึงแผนการและทุกคนต่างเห็นด้วย พวกเขาไม่ได้กลัวสัตว์อสูรตัวโตนั่นเลย นั่นเพราะพวกเขานั้นสามารถรับมือได้ อย่างไรเสียในเวลานี้พวกเขาทุกคนก็มีระดับพลังสูงกว่าหมูป่าเหล่านี้ทั้งสิ้น

     

            แต่เมื่อพวกหลิวอี้เข้ามาในระยะโจมตี แทนที่จะเป็นการโจมตีด้วยแส้เถาวัลย์เหมือนเช่นทุกครั้ง กลายเป็นว่าพวกมันใช้วิธีต่างไปจากเดิม นั่นเพราะพวกมันใช้แรงเหวี่ยงส่งตัวเองเป็นลูกตุ้มโจมตีใส่พวกเขาแทน ถึงจะหลบได้แต่แรงกระแทกที่ปะทะพื้นดินนั้น กลับสร้างคลื่นพลังจนพวกหลิวอี้เสียหลักจากแรงสั่นสะเทือน

     

    “กลับออกไปก่อน” หลิวอี้ร้องตะโกนบอกทุกคน 

     

            แน่นอนว่าทุกคนต่างใช้วิชาตัวเบาของตัวเองกระโดดถอยหลังไปตั้งหลัก แต่โชคร้ายที่ 2 สาวจากสำนักกระบี่ดวงดาราหาได้มีวิชาตัวเบาระดับสวรรค์เช่น 3 พี่น้องร่วมสาบานเหล่านั้น ในจังหวะหลบหนี แส้เถาวัลย์ขนาดเท่าแขนเด็กได้ฝาดใส่แผ่นหลังของ 2 หญิงสาวเต็มแรง มันรวดเร็วเกินกว่าแส้เถาวัลย์ที่พวกเขาเคยพบเจอมา

     

    “ชิงเอ๋อ!!!” หลิวอี้ร้องออกมาด้วยความตกใจ เขารีบกระโดดไปรับหญิงสาวทันที ในอีกด้านหลี่เทียนชื่อก็ออกไปรับตัวพี่สาวของเขาไว้ได้เช่นกัน

     

    “ข้าไม่เป็นไร” หลินชิงจ้าวรีบบอกอาการของตัวเองให้หลิวอี้รับรู้ ถึงมันจะรวดเร็วแต่ก็ไม่ได้รุนแรงเกินระดับพลังของพวกมัน ทำให้หญิงสาวแค่เจ็บแสบที่แผ่นหลังและเสียการทรงตัวกลางอากาศเท่านั้น หาได้มีผลกระทบต่อระบบภายใน

     

    “เอาเถอะ เจ้ารีบกินเม็ดลูกอมนี่” หลิวอี้ส่งเม็ดลูกอมผลไม้แสนวิเศษของเขาให้หลินชิงจ้าวและเตียวเซียงทันที

     

            แต่ในช่วงที่ทุกคนกำลังมัวสนใจกับ 2 สาว กลับมีคนผู้หนึ่งเกิดโทสะ กระโดดกลับเข้าไปกลางวงสัตว์อสูร และโจมตีใส่หมูป่าเถาวัลย์ชนชั้นปกครอง

     

    “บังอาจนักเจ้าหมูต้มจับฉ่าย” ผู้ที่ร้องตะโกนด้วยความโกรธผู้นี้หาใช่ใคร แต่เป็นชื่อหวันเฉิง น้องเล็กของพวกเขานั่นเอง ในมือของเขาหาใช่อาวุธ แต่เป็นเพียงขลุ่ยไม้สามัญธรรมดา แต่ภาพที่ปรากฏออกมานั่นมีออร่าแสงสีเขียวที่บอกถึงระดับพลังชั้นเมฆาชัดเจน มันส่องสว่างบนเลาขลุ่ยอย่างแจ่มชัด

     

    เฉือกกก!!!

     

            เสียงเนื้อถูกฟันดังขึ้นก้องชัดเจน ภาพต่อมาคือหมูป่าตัวโตถูกฟันขาดเป็นแนวดิ่ง มันขาดใจตายในกระบวนท่าเดียว จากนั้นราวกับผึ่งแตกรัง เหล่าหมูป่าที่เหลือคล้ายตกใจจากจิตสังหารของชายหนุ่ม พวกมันรีบปีนป่ายขึ้นกลับบนต้นไม้ด้วยความตกใจกลัว

     

    “ได้เท่านี้สินะ” ชื่อหวันเฉิงมองดูขลุ่ยไม้ในมือที่เวลานี้ แตกละเอียดกลายเป็นเศษไม้

     

    “น้องเล็กเจ้าทำข้าตกใจอีกแล้วนะ” หลี่เทียนชื่ออดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา น้อยครั้งนักที่พวกเขาจะเห็นชื่อหวันเฉิงบังเกิดโทสะเช่นนี้ อีกทั้งวิชายุทธที่เขาใช้นั้น พวกเขาไม่เคยพบเห็นน้องเล็กของพวกเขาใช้มาก่อน จนหลี่เทียนชื่อคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้

     

    “หรือนี่จะคือวิชาลำนำคีตาตัดสวรรค์ ของท่านผู้อาวุโสปราชญ์บูรพา”

     

    “ไม่ใช่หรอกพี่ใหญ่” ชื่อหวันเฉิงกระโดดกลับมารวมกลุ่มก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า “มันคือวิชาลำนำขลุ่ยตัดนภา เป็นเพียงวิชาที่ท่านแม่ข้าสร้างขึ้นมาจากการอ้างอิงวิชาท่านอาจารย์ปู่”

     

    “หมายความเช่นใด” หลี่เทียนชื่อยังถามด้วยความสนใจ

     

    “ฮ่า ๆ ลำนำคีตาตัดสวรรค์นั้นเป็นวิชาระดับสวรรค์ของท่านอาจารย์ปู่ ข้ายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะฝึกพวกมันได้ ท่านแม่ข้าเลยสร้างวิชานี้มาทดแทน มันเป็นเพียงวิชาระดับนภาเท่านั้นพี่ใหญ่ ข้าเรียนวิชานี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีลมปราณ ข้าเรียนไว้เพื่อให้ท่านแม่เบาใจ ไม่นึกว่าเมื่อครู่ข้าถึงกลับนำมันออกมาใช้ด้วยความลืมตัว” ชื่อหวันเฉิงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ช่างเป็นภาพที่แตกต่างจากไม่กี่ลมหายใจก่อนหน้าอย่างมาก

     

    “มันคือวิชาระดับสวรรค์อะไรกัน ทำไมสำนักข้าถึงไม่มีข้อมูลพวกนี้” เตียวเซียงถามหลี่เทียนชื่อที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที

     

    “สำนักพี่หญิงจะไม่รู้ก็ไม่แปลก วิชานี้มีเพียงเหล่าราชวงศ์เท่านั้นที่รู้กันใน 6 แคว้น” หลี่เทียนชื่อกล่าวตอบออกไป

     

    “ท่านรู้จักหน้าผาตัดขาดในเมืองหินผาแคว้นตี้หรือไม่” หลี่เทียนชื่อถามพี่สาว แน่นอนว่านางทำไมจะไม่รู้จัก เพราะทั้งนางและหลินชิงจ้าวนั้นต่างได้เป็นประจักษ์พยาน ที่คนผู้หนึ่งได้ทำให้ชื่อผาตัดขาดเปลี่ยนไป

     

    “ท่านพอจะทราบความเป็นมาที่หน้าผานั้นถูกตัดด้วยตัวตนระดับสวรรค์ใช่หรือไม่”

     

    “ข้ารู้” เตียวเซียงตอบ ไม่นานนางก็เข้าใจที่น้องชายของนางจะสื่อ

     

    “หรือว่า ผานั่น ถูกตัดโดยท่านผู้อาวุโสปราชญ์บูรพา และวิชาที่ท่านใช้คือวิชาลำนำคีตาตัดสวรรค์”

     

    “ถูกแล้ว ท่านคงไม่คิดว่าตัวตนระดับสวรรค์จะสามารถตัดภูเขาแบบนั้นได้ทุกคนหรอกนะ” จากนั้นทั้งกลุ่มก็หันไปมองไฮฟงที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ

     

    “ข้าจะไปทำเช่นนั้นได้ยังไง” ไฮฟงตอบแบบอับจนในสายตา

     

    “การจะทำอะไรได้เช่นนั้นต้องเกิดจากพลังที่ดี วิชาที่ดี และอาวุธที่ดี คนธรรมดาถึงจะทำอะไรดังเทพเซียนเช่นนั้นได้” หลี่เทียนชื่อกล่าวอย่างถอนหายใจ เพราะใครหลายคนในโลกนี้ต่างยึดติดในอักษรบนศิลาสร้างโลก ประโยคเหล่านั้นมันก็แค่การพูดเกินจริง ของในสายตาเหล่าราชวงค์ที่รู้ความลับส่วนใหญ่ของโลกใบนี้

     

    “เรารีบจัดการพวกที่เหลือดีกว่า เพราะเหมือนว่าพวกเราเข้าใกล้ พื้นที่ของราชาแล้ว” หลิวอี้ที่เห็นว่าเหล่าหญิงสาวอาการดีขึ้นแล้วจึงรีบกล่าวออกมา เพราะเวลานี้ก็เย็นมากแล้ว หากมืดค่ำ พวกเขาคงต้องรอถึงวันใหม่ค่อยเข้าไปจัดการราชาสัตว์อสูรของแดนพิเศษแห่งนี้

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

     

    ระดับพลังของกลุ่มหลิวอี้ในเวลานี้

    ไฮฟง มีระดับเทียบเท่าสวรรค์ขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับเมฆาขั้นกลาง (ขั้น 5)หลิวอี้ เทียบเท่าระดับนภาขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับพิภพขั้นปลาย (ขั้น 8)หลี่เทียนชื่อ เทียบเท่าระดับนภาขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นกลาง (ขั้น 6)ชื่อหวันเฉิง เทียบเท่าระดับเมฆาขั้นปลาย (ขั้น 7) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นต้น (ขั้น 1)เตียวเซียง ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ ภูผาขั้นสูงสุด (ขั้น 10)หลินชิงจ้าว ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ ภูผาขั้นปลาย (ขั้น 9)

     

    คล้ายกับเรื่องหลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords] ที่คุณอ่าน