ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 257 : การพบพานใต้แสงจันทร์โลหิต

จารึกที่ 257 : การพบพานใต้แสงจันทร์โลหิต : ข้าไม่ให้พวกเจ้าตาย!


เสียงกัมปนาทจากการปะทะที่สั่นสะเทือนไปถึงก้นบึ้งของแดนเนรเทศสูญญตา ค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงสีโลหิตที่ลอยอวลอยู่ท่ามกลางมิติอากาศที่แตกร้าว


เบื้องหน้าของเฟิงหลิงเอ๋อร์ แผ่นหลังที่ตั้งตระหง่านดุจขุนเขาบรรพกาลยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง เสื้อคลุมสีดำที่ขาดวิ่นสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม เผยให้เห็นท่อนแขนขวาที่เปลือยเปล่า ทว่าบนผิวหนังนั้นกลับปรากฏลวดลายอักขระสีเงินอมแดงที่สลักลึกซึ้ง มันมิใช่รอยสักธรรมดา แต่มันคือ 'เส้นชีพจรเทียม' ที่เปล่งประกายเจตจำนงแห่งการช่วงชิงและลบล้าง กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา กดทับสัจธรรมฟ้าดินรอบด้านจนแม้แต่แสงสีเลือดของมิติยังต้องบิดเบี้ยวหลีกทางให้!


"ศิษย์พี่... อาเจีย..."


เฟิงหลิงเอ๋อร์พึมพำด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความปีติ เนตรดาราของนางที่วิวัฒนาการจนถึงขีดสุด จับจ้องไปยังแผ่นหลังนั้น ในสายตาที่สามารถมองทะลุกฎเกณฑ์ของนาง ร่างกายของอาเจียในยามนี้มิใช่ 'คนขยะ' ที่มีเส้นชีพจรมืดบอดอีกต่อไป!


ภายในร่างกายของเขาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้เต็มไปด้วย 'วงจรอักขระ' ที่ถักทอเชื่อมโยงกระดูกทุกชิ้นเข้าด้วยกันประหนึ่งค่ายกลที่ซับซ้อนที่สุดในจักรวาล จุดตันเถียนและกะโหลกศีรษะของเขาสว่างไสวด้วยแสงสีทองเจิดจรัส มันคือแก่นทองคำ... ทว่ามิใช่แก่นทองคำสามัญ มันคือ 'แก่นทองคำหมื่นอักขระ' ขั้นสมบูรณ์ ที่อัดแน่นไปด้วยไอปราณที่บริสุทธิ์และทรงพลานุภาพยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันถึงสิบเท่า!


อาเจียค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองดรุณีน้อยที่นั่งกองอยู่กับพื้น รอยยิ้มกักขฬะทว่าเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หล่อเหลา


"ร้องไห้จนหน้าตาดุจลูกแมวตกน้ำเชียวหรือแม่นาง..." อาเจียยกมือซ้ายขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา "ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ... สวรรค์อยากให้พวกเจ้าตาย แต่ข้า... ไม่ให้พวกเจ้าตาย! และที่สำคัญ... ทรัพย์สินของข้าในแหวนมิติของพวกเจ้า ข้ายังไม่ได้คิดดอกเบี้ยเลย จะปล่อยให้พวกเจ้าชิงตายไปก่อนได้อย่างไร!"


คำพูดที่แฝงความหน้าเงินในยามวิกฤติ ทำให้เฟิงหลิงเอ๋อร์ทั้งอยากจะหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน นางโผเข้ากอดเอวของเขาแน่น ซุกใบหน้าลงกับเสื้อคลุมที่เปื้อนฝุ่น "คนบ้า! ข้าคิดว่า... ข้าคิดว่าจะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว..."


ฉินมู่หลางที่ใช้กระบี่ยันร่างอยู่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วงทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้ม "ศิษย์น้องอาเจีย... เจ้าทำให้ผู้คนต้องประหลาดใจได้เสมอ... กลิ่นอายของเจ้า... แก่นทองคำขั้นสมบูรณ์! เจ้าทะลวงขั้นในมิตินรกนี่ได้อย่างไร!"


"เรื่องมันยาวศิษย์พี่..." อาเจียหันไปพยักหน้าให้ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่กำลังมองเขาด้วยความตื่นตะลึง "เอาไว้ข้าจะเก็บค่าเล่าเรื่องจากพวกท่านทีหลัง... แต่ตอนนี้ ข้าขอคิดบัญชีกับเศษสวะที่รังแกพวกท่านก่อน!"


อาเจียเบนสายตากลับไปยังท้องฟ้าเบื้องบน นัยน์ตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบและอำมหิตถึงขีดสุด


เหนือขึ้นไปบนกลางอากาศ ชายหนุ่มจากวิหารศัสตราสวรรค์ระดับแก่นทองคำขั้นปลาย ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและหยิ่งยโส บัดนี้กำลังกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ศิษย์ระดับแก่นทองคำขั้นกลางห้าคนที่ถูกอาเจียซัดกระเด็นเมื่อครู่ นอนกระอักเลือดอยู่บนดาดฟ้าเรือเหาะสีทอง กระดูกหน้าอกของพวกเขายุบตัวลงไป สิ้นสภาพการต่อสู้โดยสมบูรณ์จากการถูกหมัดเดียว!


"แกเป็นใคร! บังอาจลอบโจมตีศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์! รู้หรือไม่ว่าโทษทัณฑ์ของการท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดินของวิหารข้า คือการถูกสูบวิญญาณไปเป็นเชื้อเพลิงในเตาหลอมนับร้อยปี!" ชายหนุ่มชี้หน้าตวาดลั่น แม้จะหวาดหวั่นกับกลิ่นอายของอาเจีย แต่ความหยิ่งทะนงในฐานะศิษย์บริพารแห่งขั้วอำนาจใหญ่ ทำให้เขายังคงเชิดหน้าท้าทาย


"วิหารศัสตราสวรรค์... กฎเกณฑ์ฟ้าดิน..." อาเจียแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นดังก้องและแฝงไปด้วยปราณวิญญาณที่หนักอึ้ง กดทับมิติอากาศจนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด "ในแดนเนรเทศที่สวรรค์ยังไม่กล้าทอดสายตาลงมามอง... พวกเจ้ายังกล้าอวดอ้างกฎเกณฑ์อันจอมปลอมอีกหรือ! วันนี้ ข้าจะสอนให้รู้ว่า... กฎเกณฑ์ที่แท้จริง คือกำปั้นและทรัพย์สินในกระเป๋าต่างหาก!"


"วาบบบ!"


พริบตานั้นเอง เงาร่างสีทองอร่ามที่สูงถึงสามจั้ง พลันปรากฏขึ้นเบื้องหลังอาเจีย ปีกโลหะสีทองหกแฉกที่หล่อหลอมขึ้นใหม่จากแร่โลหิตบรรพกาล สยายออกกว้างบดบังแสงสลัวของมิติสีเลือด เจ้าสัว พยนต์เทวะที่บัดนี้ระดับพลังเทียบเท่ายอดคน 'วิญญาณแรกเริ่มขั้นต้น' ก้าวออกมาพร้อมกับเสียงฟันเฟืองที่ดังกึกก้อง


"เจ้าพวกขอทานห่มขาว!" กระแสจิตอันดุดันและกักขฬะของเจ้าสัว สาดซัดทะลวงเข้าสู่โสตประสาทของศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์ทุกคนประหนึ่งค้อนปอนด์กระแทกหน้า!


"หน้าตาพวกเจ้าก็ดูดี ทว่าสวมใส่เสื้อผ้าที่ทอจากไหมราคาถูกยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าข้า! เรือเหาะทองคำของพวกเจ้า... ถุย! ทองคำเคลือบสิไม่ว่า! แกนขับเคลื่อนก็ใช้ศิลาปราณระดับต่ำต้อย พวกเจ้ามีหน้ามาอวดอ้างความมั่งคั่งต่อหน้านายท่านของข้าผู้ครอบครองสมบัติหมื่นภพได้เยี่ยงไร! ช่างเป็นความอัปยศของโลกผู้แสวงมรรคเสียจริง รีบมอบแหวนมิติของพวกเจ้ามาซะ ก่อนที่ข้าจะหลอมพวกเจ้าเป็นกระโถน!"


คำด่าทอที่ดูแคลนความมั่งคั่งและเกียรติยศของวิหารศัสตราสวรรค์ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจที่ขึ้นชื่อเรื่องความร่ำรวยที่สุด ทำเอาชายหนุ่มแก่นทองคำขั้นปลายถึงกับหน้ามืด! เลือดลมตีกลับจนหน้าแดงก่ำประหนึ่งลูกตำลึงสุก การดูหมิ่นว่าวิหารศัสตราสวรรค์ 'ยากจน' และใช้ 'ทองคำเคลือบ' เป็นการเหยียดหยามที่รุนแรงยิ่งกว่าการขุดหลุมศพบรรพบุรุษ!


"ไอ้เศษเหล็กวิปริต! ไอ้สัตว์ประหลาดชั้นต่ำ! วันนี้พวกแกทั้งหมดต้องตายอยู่ที่นี่! ศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์ทุกคน... ตั้งค่ายกล! เบิก 'มหาอักขระเทพพิพากษา' สับร่างพวกมันให้เป็นหมื่นชิ้น!"


ชายหนุ่มแผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง เขากัดปลายลิ้นพ่นโลหิตแก่นแท้ออกมา พร้อมกับศิษย์ระดับแก่นทองคำที่เหลืออีกเจ็ดคนบนเรือเหาะ พวกเขาผสานอินด้วยมืออย่างรวดเร็ว ปลดปล่อยแผ่นหยกสีทองเจิดจรัสออกมากว่าสิบแผ่น!


แผ่นหยกเหล่านั้นสอดประสานกันกลางอากาศ กลิ่นอายแห่ง 'อักขระเทพ' (神符) ที่ศักดิ์สิทธิ์และแฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการสะกดข่มที่รุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า ระเบิดออก! มันแปรสภาพเป็น 'ดาบยักษ์สีทอง' ความยาวกว่าสามสิบจั้ง ลอยตระหง่านอยู่เหนือท้องฟ้าสีเลือด กฎเกณฑ์แห่งแสงสว่างพยายามจะชำระล้างทุกสิ่งเบื้องล่างให้สลายไป


"ดาบเทพพิพากษา... ลงทัณฑ์!"


ดาบยักษ์สีทองพุ่งทะยานลงมาตรึงมิติอากาศ ล็อกเป้าหมายไปที่อาเจียและมิตรสหายทั้งหมดเบื้องล่าง แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินสีดำเกรียมทรุดตัวลงไปหลายฉื่อ ฉินมู่หลางและคนอื่นๆ ที่ไร้ปราณคุ้มกาย แทบจะกระอักเลือดอีกครา


ทว่า... อาเจียกลับยืนนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรง นัยน์ตาสีเงินยวงจ้องมองดาบยักษ์ที่กำลังพุ่งลงมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าประหนึ่งมองดูสายลมที่ไร้ค่า


"อักขระเทพ... วิถีแห่งการสร้างสรรค์และสะกดข่มที่พวกเจ้าภาคภูมิใจนักหนา..." อาเจียแสยะยิ้มเย้ยหยัน "ในสายตาของข้า... มันก็เป็นเพียงของเด็กเล่นที่เปราะบางยิ่งกว่ากระดาษชำระ!"


"ตึง!"


อาเจียก้าวเท้าไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว แผ่นดินสั่นสะเทือน! เขาไม่ได้ชักพู่กันนิรันดร์ออกมา ทว่าเขายก 'แขนขวา' ขึ้นเหนือศีรษะ!


พริบตานั้น ลวดลายอักขระสีเงินอมแดงที่สลักอยู่บนกระดูกและผิวหนังของแขนขวา พลันสว่างวาบเจิดจ้า! ไอปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ที่ผ่านการบีบอัดมาหนึ่งร้อยปี ผสานเข้ากับ 'เจตจำนงอักขระมาร' ที่ถูกสยบและ 'มหาเวทสูญญตา' ไหลทะลักเข้าสู่กำปั้นขวาของเขา!


"อยากรู้หรือไม่... ว่าร่างที่สลักด้วยวิถีเต๋าและร้อยปีแห่งการแผดเผาในนรก... มันมีพลานุภาพเช่นไร!"


อาเจียคำรามลั่น เขาง้างหมัดขวาจนสุดแขน กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน กฎเกณฑ์รอบกำปั้นของเขาแตกออกเป็นรอยร้าวสีดำ... ก่อนที่เขาจะซัดหมัดหมัดนั้น ทะยานพุ่งสวนทะลุฟ้าเข้าปะทะกับปลายดาบยักษ์สีทองของอักขระเทพอย่างจัง!


"เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!"


ไม่มีการใช้กระบวนท่าวิจิตรพิสดาร! ไม่มีการกางม่านป้องกัน! มีเพียงความป่าเถื่อน ดุดัน และการทำลายล้างกฎเกณฑ์ด้วยพลังกายเนื้อที่บรรลุถึงขีดสุด!


หมัดเนื้อที่หุ้มด้วยลวดลายอักขระ ปะทะเข้ากับปลายดาบสีทองที่สร้างจากกฎเกณฑ์ฟ้าดิน เสียงกัมปนาทดังสนั่นจนหูแทบหนวก คลื่นกระแทกรูปวงแหวนแผ่ขยายออกไปบดขยี้เมฆสีเลือดในรัศมีสิบลี้ให้หายวับไป!


ศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์เบิกตากว้างด้วยความสะพรึงกลัว ในสติปัญญาของพวกเขา เนื้อหนังมนุษย์ไม่อาจปะทะกับอักขระสวรรค์ได้! ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือรอยร้าวที่เริ่มลุกลามจากปลายดาบยักษ์สีทอง!


"เป็น... เป็นไปไม่ได้! กายเนื้อของมันทำลายกฎเกณฑ์อักขระเทพ!" ชายหนุ่มแก่นทองคำขั้นปลายร้องเสียงหลง


"ทำลาย? เจ้าประเมินข้าต่ำไปแล้ว!" อาเจียตวาด นัยน์ตาสีเงินยวงสาดประกายอำมหิต "ข้าไม่ได้แค่ทำลาย... แต่ข้าจะ 'กลืนกินและลบล้าง' มันต่างหาก!"


เจตจำนงของอักขระมารบนแขนขวาทำงาน! แรงดูดมหาศาลปะทุขึ้นจากกำปั้นของอาเจีย ดึงดูดพลังงานแสงสีทองของดาบยักษ์เข้ามา ทว่าก่อนที่มันจะแทรกซึมเข้าร่าง... 'มหาเวทสูญญตา' ก็ทำหน้าที่ของมัน!


กฎเกณฑ์แห่งการสะกดข่มของอักขระเทพ ถูกความว่างเปล่าสัมผัส พริบตานั้น สัจธรรมแห่งแสงสว่างพลันถูก 'ลบ' ออกจากหน้าประวัติศาสตร์! ดาบยักษ์สีทองแตกสลายกลายเป็นละอองแสงที่ไร้พิษสง ก่อนจะถูกอาเจียสูบกลืนหายเข้าไปในรอยสลักอักขระบนแขนขวาจนหมดสิ้น!


แผ่นหยกสิบกว่าแผ่นบนท้องฟ้า ระเบิดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา!


"อ๊ากกก!"


การถูกทำลายมหาอักขระที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณ ทำให้ศิษย์วิหารศัสตราสวรรค์ทั้งเจ็ดคนบนเรือเหาะ ถูกกระแสพลังตีกลับอย่างรุนแรง พวกเขากระอักเลือดคำโต ล้มกลิ้งไปกับพื้นเรือ ปราณวิญญาณแหลกสลาย สิ้นสภาพการต่อสู้ไปในหมัดเดียว!


เหลือเพียงชายหนุ่มระดับแก่นทองคำขั้นปลาย ที่พยายามฝืนยืนตัวสั่นงันงกอยู่บนหัวเรือ ความหยิ่งยโสหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อมัจจุราชหน้าเงินเบื้องล่าง!


"หนี! ต้องหนี! ไอ้หมอนี่มันมิใช่มนุษย์ มันคืออสูรบรรพกาลจำแลงกายมา!" ชายหนุ่มรีบกระแทกฝ่ามือลงบนแท่นควบคุมเรือเหาะ หมายจะเร่งค่ายกลขับเคลื่อนหลบหนี


"หนี? ทำข้าวของบ้านข้าพัง แล้วคิดจะชิ่งหนีโดยไม่จ่ายค่าเสียหายงั้นรึ? ความฝันของเจ้าช่างไร้เดียงสาเสียนี่กระไร!"


อาเจียแค่นเสียง เขามิได้พุ่งตามไป ทว่าเขาตวัดมือซ้ายล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ ชัก 'พู่กันนิรันดร์' ด้ามสีเงินยวงออกมา!


กลิ่นอายแห่งต้นกำเนิดเหนือทุกสรรพสิ่งแผ่ซ่านออกจากด้ามพู่กัน มู่เฉินและเจ้าหญิงตัวน้อยในมิติส่งพลังวิญญาณสนับสนุนอย่างเต็มที่ อาเจียจรดปลายพู่กันลงบนความว่างเปล่า ตวัดวาดอย่างลื่นไหลและงดงามประหนึ่งเทพยดาฟ้อนรำ ทว่าสิ่งที่สลักออกมาคือสัจธรรมแห่งความตาย!


"อักขระหลิง... ลบเลือนมรรคา... ตัดสัจธรรม!"


รอยหมึกสีเงินยวงถูกตวัดเป็นเส้นโค้งตวัดเดียว พุ่งแหวกอากาศธาตุทะยานขึ้นสู่สวรรค์! มันมิได้โจมตีไปที่ตัวบุคคล ทว่ามันพุ่งตรงไปที่ 'ค่ายกลแกนกลางขับเคลื่อน' ของเรือเหาะวิหารศัสตราสวรรค์!


พริบตาที่เส้นหมึกสีเงินสัมผัสกับเรือเหาะ... ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีการแตกร้าว... ทว่าค่ายกลสลักวิญญาณที่ซับซ้อนและศิลาปราณขับเคลื่อนนับหมื่นก้อน กลับ 'เลือนหาย' ไปกลายเป็นอากาศธาตุ! กฎเกณฑ์แห่งการลอยตัวถูกลบล้างโดยสมบูรณ์!


เรือเหาะทองคำขนาดยักษ์สูญเสียพลังขับเคลื่อนในเสี้ยววินาที ร่างกายอันหนักอึ้งของมันร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าดุจดาวตกที่สิ้นแสง!


"ม่ายยยยยยยยยยย!" ชายหนุ่มกรีดร้องโหยหวน ร่างของเขาร่วงหล่นลงมาพร้อมกับซากเรือ


"ตึงงงงงงงงงงงง!"


เรือเหาะพุ่งชนเข้ากับเทือกเขาสีดำเกรียม ห่างจากกลุ่มของอาเจียไปเพียงไม่กี่สิบจั้ง ซากโลหะทองคำกระจัดกระจาย ฝุ่นควันคลุ้งไปทั่วบริเวณ

อาเจียค่อยๆ เก็บพู่กันนิรันดร์ลงในสาบเสื้อ แขนขวาลดลงแนบลำตัว เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ตรงไปยังซากเรือเหาะที่พังพินาศ โดยมีเฟิงหลิงเอ๋อร์และสหายมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง


"แข็งแกร่ง... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว... นี่หรือคือผลจากการที่เขาหายไป?" เฟิงอี้หรานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "พลังกายเนื้อที่ป่าเถื่อน และวิถีอักขระที่บิดเบือนกฎเกณฑ์ได้ตามใจนึก... หากข้าเป็นศัตรูกับมัน ข้าคงชิงยอมตายเสียแต่แรก"


ท่ามกลางซากเรือเหาะ ชายหนุ่มแก่นทองคำขั้นปลายตะเกียกตะกายคลานออกมาจากใต้เศษซากโลหะ ขาข้างซ้ายของเขาหักผิดรูป ใบหน้าอาบไปด้วยเลือด เขาพยายามพยุงตัวขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนได้ทอดทับลงมาบนร่างของเขาแล้ว


อาเจียยืนกอดอกก้มมองลงมา นัยน์ตาสีเงินยวงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี


"ทะ... ท่านผู้ยิ่งใหญ่... โปรดไว้ชีวิตข้า! ข้าคือศิษย์สายในของวิหารศัสตราสวรรค์! ท่านตาของข้าคือผู้อาวุโสระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย! หากท่านฆ่าข้า วิหารศัสตราสวรรค์จะล่าสังหารท่านจนสุดหล้าฟ้าเขียว!" ชายหนุ่มพยายามงัดเอาชาติตระกูลและเบื้องหลังออกมาข่มขู่ ด้วยหวังว่าชื่อเสียงของวิหารจะทำให้มัจจุราชผู้นี้ลังเล


"วิหารศัสตราสวรรค์ตามล่าข้า?" อาเจียเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้าโง่! บิดาเพิ่งจะฉีกหน้าผู้อาวุโสสำนักอัสนีบาตมาหมาดๆ เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวการเพิ่มศัตรูอีกสักสำนักงั้นหรือ! ยิ่งพวกมันรวย... ข้าก็ยิ่งชอบ!"


อาเจียหรี่ตาลง รังสีสังหารปะทุขึ้น "พวกเจ้าบังอาจมารังแกคนของข้า... บังอาจทำให้สตรีของข้าต้องหลั่งน้ำตา... โทษทัณฑ์นี้ ต่อให้เอาสมบัติทั้งวิหารมาแลก ก็ไม่พอจ่าย!"


"มะ... ไม่! อ๊ากกก!"


อาเจียสะบัดแขนขวาเพียงครั้งเดียว คลื่นปราณแก่นทองคำบีบอัดเป็นคมมีดที่มองไม่เห็น ตัดศีรษะของชายหนุ่มแก่นทองคำขั้นปลายหลุดลอยขึ้นฟ้า เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมซากเรือให้กลายเป็นสีแดงชาด!


ไร้ความปรานี! ตัดสินเด็ดขาด! นี่คือสัจธรรมของโลกผู้แสวงมรรคที่อาเจียเรียนรู้มาจากนรกแห่งกาลเวลา!


เมื่อศัตรูสิ้นชีพ สัญชาตญาณอันแท้จริงของราชันหน้าเงินก็กลับมาทำงานเต็มรูปแบบ!


"เจ้าถุงเงิน! เจ้าสัว! อย่ามัวยืนบื้อ! รีบแยกย้ายกันไปปลดทรัพย์! แหวนมิติทุกวง! อาวุธวิเศษทุกชิ้น! แม้แต่เศษทองคำที่เคลือบเรือนี่ก็ขูดมาให้หมด ห้ามเหลือทิ้งไว้แม้อีแปะเดียว!"


อาเจียตะโกนสั่งการด้วยดวงตาที่ลุกวาวเป็นประกายรูปเหรียญทอง เขารีบก้มลงไปรูดแหวนมิติจากนิ้วของศพที่ไร้หัวอย่างรวดเร็วและชำนาญประหนึ่งทำมาแล้วนับหมื่นครั้ง


"รับทราบขอรับนายท่าน! เรื่องลอกคราบศพ คืองานศิลปะของข้า!" เจ้าสัวส่งกระแสจิตอย่างเริงร่า ปีกทั้งหกของมันแปลงสภาพเป็นคีมเหล็ก ช่วยแงะงัดซากเรือเพื่อค้นหาสมบัติที่ซ่อนเร้น ในขณะที่เจ้าถุงเงินก็มุดเข้าไปในเงามืด รวบรวมถุงสมบัติจากศพศิษย์คนอื่นๆ มากองรวมกันไว้เบื้องหน้าอาเจีย


ภาพของมัจจุราชผู้โหดเหี้ยมเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นพ่อค้าหน้าเงินที่กำลังนั่งนับสมบัติคนตายอย่างหน้าชื่นตาบาน...


เฟิงหลิงเอ๋อร์ หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น ฉินมู่หลาง และเฟิงอี้หราน ที่เดินพยุงกันเข้ามาใกล้ ต่างยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...

มุมปากของเย่ปิงอวิ๋นกระตุกเล็กน้อย นางหันไปมองสหาย "ข้าควรจะซาบซึ้งที่เขาเสี่ยงชีวิตมาช่วย หรือควรจะสมเพชที่เขาไปแย่งแหวนคนตายแบบนั้นดี?"


"ฮ่าฮ่าฮ่า!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่าทั้งที่ยังเจ็บหน้าอก "นี่แหละศิษย์น้องอาเจียตัวจริง! หากมันไม่บ้าสมบัติ แสดงว่ามันถูกมารสิงแล้ว! สวรรค์ช่างมีดวงตาจริงๆ ที่รักษาสันดานของมันไว้ได้อย่างครบถ้วน!"


เฟิงหลิงเอ๋อร์ยิ้มกว้างจนตาหยี หยาดน้ำตาแห่งความสุขยังคงเกาะอยู่ที่หางตา นางไม่ได้สนใจสมบัติเหล่านั้นเลย สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตาและเนตรดาราของนาง คือความอบอุ่นของวิญญาณที่เปล่งประกายออกมาจากบุรุษผู้นั้น... บุรุษที่สัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้นางตาย... และเขาก็รักษาสัญญาได้เสมอ


อาเจียเก็บสมบัติทั้งหมดลงแหวนมิติอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินกลับมาหามิตรสหาย เขากวาดสายตามองบาดแผลของทุกคนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง


"พวกท่านลำบากแล้ว..." อาเจียสะบัดมือ ปรากฏขวดหยกบรรจุโอสถฟื้นฟูแก่นแท้ระดับสูง (ที่เพิ่งปล้นมาได้สดๆ ร้อนๆ) ส่งให้ทุกคน "รีบกลืนโอสถแล้วเดินพลังฟื้นฟูเถิด ที่นี่คือดินแดนที่วิปริตที่สุด การมีปราณคุ้มกายคือสิ่งจำเป็น"


ฉินมู่หลางรับโอสถไปกลืนลงคอ ก่อนจะมองหน้าอาเจียอย่างจริงจัง "ศิษย์น้อง... เจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก มากจนข้าสัมผัสไม่ได้ถึงขอบเขต... แล้วเราจะเอายังไงต่อไป? เจ้าหาวิธีฉีกมิติกลับไปได้หรือไม่?"


อาเจียเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีเลือดที่ไร้จุดสิ้นสุด รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก


"ทางออกน่ะ มีแน่... แต่มิตินี้มันคือขุมทรัพย์ที่สวรรค์ซ่อนไว้ อสูรบรรพกาลเอย อักขระมารเอย... ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการหล่อหลอมร่างกายและวิถีเต๋า! ในเมื่อพวกเราพลัดตกลงมาในบ่อทองคำแล้ว จะรีบตะเกียกตะกายขึ้นไปทำไมเล่า?"


อาเจียหันกลับมามองสหายทุกคน ดวงตาสีเงินยวงสาดประกายความทะเยอทะยานที่แผดเผา "พวกท่านบาดเจ็บและเกือบตายเพราะอ่อนแอเกินไป... จากนี้ไป ข้าจะรับหน้าที่เป็นอาจารย์ชั่วคราว ข้าจะใช้เวลาที่บิดเบี้ยวของนรกแห่งนี้ ฝึกฝนและหล่อหลอมพวกท่านทุกคนให้ทะลวงขีดจำกัด! เมื่อพวกเราก้าวออกจากแดนเนรเทศแห่งนี้... แม้แต่สวรรค์ก็ต้องหลีกทางให้พวกเรา!"


คำประกาศที่โอหังและทรงพลัง ดังก้องไปทั่วหุบเขาสีเลือด ปลุกเร้าเจตจำนงแห่งการแสวงมรรคของกลุ่มสหายให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง!

การฝึกฝนอันโหดเหี้ยมในนรกภูมิ และการเตรียมพร้อมเพื่อกลับไปชำระหนี้แค้นระดับทวีป... กำลังจะเปิดม่านขึ้นอย่างแท้จริง!

 

 

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

[นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

[นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
2.72M 5471
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
หมื่นจักรภพสยบราชันย์

หมื่นจักรภพสยบราชันย์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.77M 4643
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
มหามรรคาไร้เทียมทาน

มหามรรคาไร้เทียมทาน

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
423K 812
ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
207K 185
สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
791K 1635