จารึกที่ 252 : ฝืนลิขิตสังหาร และ รอยแยกแห่งหายนะ
เสียงอสนีบาตฟาดฟันดังกึกก้องประหนึ่งสวรรค์กำลังพิโรธ ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเพลิงผลาญที่เคยเป็นสีคราม บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีม่วงคล้ำแห่งค่ายกลกักขังอัสนีสวรรค์เก้าทิศ กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่ยอดคนวิญญาณแรกเริ่มทั้งสามแห่งสำนักอัสนีบาตปลดปล่อยออกมา กดทับลงมาจนมิติอากาศรอบด้านปริแตกเป็นรอยร้าวสีดำ
นาวาทะลวงเมฆา ที่ขับเคลื่อนด้วยแกนปราณบรรพกาล พุ่งชนเข้ากับกำแพงสายฟ้าอย่างจัง ทว่ากำแพงนั้นหาได้แหลกสลายไม่ มันกลับดูดซับแรงกระแทกและสะท้อนกลับมาจนตัวเรือไม้หอมที่ประดับด้วยทองคำสลักวิญญาณลั่นเอี๊ยดอ๊าด รอยแตกร้าวขยายวงกว้างประหนึ่งจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในเสี้ยวลมหายใจ
"เปล่าประโยชน์! มดปลวกที่ดิ้นรนอยู่ในกำมือของพญาอินทรี ต่อให้มีปีกก็ไม่อาจบินพ้นจากความตายไปได้!"
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักอัสนีบาตลอยตัวอยู่เหนือหมู่เมฆ แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม กฎเกณฑ์สายฟ้าในมือของเขาควบแน่นจนกลายเป็นหอกอัสนีที่ยาวนับสิบจั้ง "พวกเจ้าปฏิเสธความเมตตาของข้า บัดนี้... จงแหลกสลายไปพร้อมกับความโอหังของพวกเจ้าเสียเถิด!"
สิ้นคำราม หอกอัสนีถูกซัดลงมาตรึงมิติอากาศ กฎเกณฑ์ฟ้าดินในรัศมีร้อยลี้ถูกบีบอัดเข้าหากัน หมายจะบดขยี้เรือเหาะและทุกคนบนดาดฟ้าให้กลายเป็นเถ้าธุลี!
อาเจีย ยืนโอนเอนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ลมหายใจของเขาติดขัด ปราณวิญญาณในจุดตันเถียนเหือดแห้งจนถึงหยดสุดท้าย การฝืนใช้วิถีแห่งสูญตาในใต้พิภพเพื่อสังหารราชาอสูรศิลา ได้สูบกินพลังชีวิตและสัมผัสเทวะของเขาไปจนหมดสิ้น แม้แต่สัญชาตญาณความตระหนี่ที่เคยกู่ร้องยามเสียศิลาปราณ บัดนี้ก็ถูกความหนักอึ้งของความตายกดทับจนเงียบงัน
เขากวาดสายตามองไปรอบกาย...
ฉินมู่หลาง กระอักเลือดสีเข้ม ทว่ามือยังคงกระชับกระบี่นิรันดร์แน่น เจตจำนงกระบี่ของเขาแม้จะริบหรี่แต่ก็ยังคงยืนหยัดไม่ยอมคุกเข่า
เฟิงอี้หราน ทรุดตัวลงกับพื้น พัดขนนกสีเพลิงหักสะบั้น ปราณอัคคีในร่างตีกลับจนเส้นชีพจรปริแตก
หลินชิงเสวี่ย และ เย่ปิงอวิ๋น สองสตรีผู้หยิ่งทะนง บัดนี้อาภรณ์ชุ่มไปด้วยโลหิต พวกนางฝืนรวบรวมปราณเหมันต์เฮือกสุดท้าย สร้างเป็นเกราะบางๆ คุ้มกันร่างของอาเจียไว้อย่างไม่คิดชีวิต
และเบื้องหน้าของเขา... เฟิงหลิงเอ๋อร์ ดรุณีน้อยผู้งดงาม นางกางแขนออก ยืนขวางอยู่ระหว่างเขาและหอกอัสนีสวรรค์ที่กำลังพุ่งทะยานลงมา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ศิษย์พี่อาเจีย... ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรไปเด็ดขาด!" น้ำเสียงของนางสั่นเครือ ทว่าเจตจำนงแห่งการปกป้องกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าปราณใดๆ ในโลกหล้า นางกำลังจะเผาผลาญ 'โลหิตแก่นแท้' เพื่อแลกกับพลังเฮือกสุดท้าย!
ภาพของสตรีและมิตรสหายที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องคนหน้าเงินและเห็นแก่ตัวอย่างเขา ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของอาเจียเต้นกระตุกอย่างรุนแรง!
ความหวาดกลัวต่อความตายพลันมลายหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความโกรธแค้นที่ลุกโชนประหนึ่งไฟบรรพกาล โกรธแค้นสวรรค์ที่ไร้ดวงตา โกรธแค้นลิขิตฟ้าที่เล่นตลก และโกรธแค้นตนเองที่อ่อนแอ!
'ทำไม... ทำไมข้าต้องยอมให้มดปลวกพวกนี้มากำหนดชีวิตของคนที่ข้ารัก!'
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย จิตสำนึกของอาเจียพลันถูกดึงดูดดิ่งลึกลงไปในห้วงวิญญาณอันมืดมิด ลึกลงไป... ลึกลงไปยิ่งกว่ามิติของพู่กันนิรันดร์ ลึกลงไปจนถึงจุดกำเนิดของทุกสิ่ง!
ภาพความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณพลันไหลบ่าเข้ามาประหนึ่งเขื่อนแตก...
เมื่อสิบห้าปีก่อน ในราตรีที่ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีเลือดและดาวตกสว่างโชติช่วงราวนิมิตฟ้าประทาน หุบเขาต้องห้ามที่ไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบย่าง กลับมีตะกร้าหวายผุพังใบหนึ่งลอยตามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากออกมา
ปู่หลิน... ชายชราหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นผู้ทอดทิ้งความหวาดกลัวและเดินลุยน้ำเข้าไปอุ้มตะกร้าใบนั้นขึ้นมา สิ่งที่อยู่ภายในคือทารกน้อยที่เนื้อตัวเย็นเฉียบ มือเล็กๆ ของทารกกำ 'กิ่งไม้สีดำ' หักๆ ท่อนหนึ่งไว้แน่นประหนึ่งมันคือชีวิตของตน ทว่าสิ่งที่ทำให้ปู่หลินถึงกับหยุดหายใจและเข่าทรุดลงกับพื้น มิใช่กิ่งไม้ประหลาดนั้น...
แต่คือ 'ดวงตา' ของทารกน้อย!
ดวงตาคู่นั้นดำสนิท ไร้ซึ่งตาขาว ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด มันลึกล้ำราวกับหุบเหวอเวจีที่ไร้ก้นบึ้ง สงบนิ่ง เย็นเยียบ และ 'ว่างเปล่า' อย่างแท้จริง! ราวกับว่าดวงตาคู่นั้นได้กักเก็บความลับของจุดจบแห่งจักรวาลเอาไว้
เมื่อทารกน้อยเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างตราหน้าเขาว่าเป็นตัวอัปมงคล เป็น 'คนขยะ' ที่สวรรค์ทอดทิ้ง เพราะในโลกของผู้ฝึกตนที่ทุกคนต้องมี 'เส้นชีพจรลมปราณ' เป็นรากฐานในการบำเพ็ญเพียร ร่างกายของเด็กชายกลับมืดบอดสนิท ไม่มีแม้แต่เส้นชีพจรเดียวที่จะดึงดูดไอปราณฟ้าดินเข้าสู่จุดตันเถียนได้เลย!
เขาคือคนไร้ค่าในสายตาของกฎเกณฑ์ฟ้าดิน...
ทว่า บัดนี้ ในวินาทีที่หอกอัสนีกำลังจะเจาะทะลวงร่างของเฟิงหลิงเอ๋อร์ ความจริงอันลี้ลับที่สุดของสวรรค์พลันถูกเปิดเผยในห้วงสำนึกของอาเจีย!
'คนขยะงั้นหรือ... สวรรค์ทอดทิ้งงั้นหรือ...' อาเจียรำพึงในจิตวิญญาณ
'ผิดแล้ว! ที่ร่างกายของข้าไม่มีเส้นชีพจรลมปราณ มิใช่เพราะข้าเกิดมาบกพร่อง... ทว่าร่างกายของข้า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นภาชนะรองรับ 'ความว่างเปล่า' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่างหาก! เมื่อไร้ซึ่งเส้นชีพจร ย่อมไร้ซึ่งการยึดติดกับกฎเกณฑ์ของปราณ เมื่อไร้ซึ่งพลัง ย่อมไร้ซึ่งข้อจำกัด!'
ดวงตาที่ว่างเปล่าในวัยเยาว์... คือแก่นแท้ของ 'อักขระหลิง' (零)! กิ่งไม้สีดำที่เขากำไว้ในมือแต่กำเนิด... คือแกนกลางของพู่กันนิรันดร์ที่สวรรค์ยังต้องหวาดหวั่น!
"ครืนนนน!!!"
ภายในมิติของพู่กันนิรันดร์ มู่เฉิน และ เจ้าหญิงตัวน้อย สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมา ร่างของมู่เฉินโปร่งแสงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าดวงตาของเขากลับเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
"เขา... เขากำลังปลดผนึกวิญญาณดั้งเดิม! อาเจียกำลังผสานจิตวิญญาณเข้ากับแก่นแท้ของพู่กันนิรันดร์โดยสมบูรณ์!" มู่เฉินตะโกนเสียงหลง
เจ้าหญิงตัวน้อยไม่ได้เล่นซนอีกต่อไป นางประทับมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน กลิ่นอายมหาภาวะชวี (Tai Xu) ที่บริสุทธิ์ที่สุดพวยพุ่งออกจากร่างของนาง ทะลวงผ่านมิติพู่กันเข้าสู่ร่างของอาเจีย "นายท่าน... ปลดปล่อยความว่างเปล่าของท่านออกมา! ให้สวรรค์มันรู้ว่า... ใครคือผู้บัญชากฎเกณฑ์ที่แท้จริง!"
เบื้องนอกห้วงจิต เวลาผ่านไปเพียงเสี้ยวของเสี้ยววินาที
หอกอัสนีบรรพกาลห่างจากหน้าผากของเฟิงหลิงเอ๋อร์เพียงคืบเดียว ความร้อนแรงของสายฟ้ากำลังจะแผดเผาผิวพรรณอันงดงามของนาง ทว่าในพริบตานั้นเอง... แขนข้างหนึ่งที่ดูบอบบางทว่าแฝงด้วยเจตจำนงที่หนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขา พลันเอื้อมมาโอบเอวบางของดรุณีน้อย แล้วดึงร่างของนางไปหลบอยู่เบื้องหลังอย่างนุ่มนวล!
เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกตากว้าง นางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของบุรุษที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! มันมิใช่กลิ่นอายของชายหนุ่มหน้าเงินที่คอยกวนประสาทนางอีกต่อไป ทว่ามันคือกลิ่นอายของจอมราชันย์ผู้ยืนอยู่เหนือสรรพสิ่ง!
อาเจียเงยหน้าขึ้นมองหอกอัสนีและยอดคนวิญญาณแรกเริ่มทั้งสาม ดวงตาที่เคยเป็นสีเงินยวง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็น 'สีดำสนิท' ไร้ซึ่งตาขาว ไร้ซึ่งแสงสว่าง! มันคือดวงตาแห่งความว่างเปล่าในวัยเยาว์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น!
"สำนักอัสนีบาต... พวกเจ้าคิดจะพิพากษาพวกข้าด้วยกฎเกณฑ์ของสวรรค์งั้นหรือ?"
เสียงของอาเจียแหบพร่าทว่าก้องกังวานไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณของทุกคนในรัศมีพันลี้ มิติอากาศรอบตัวเขาหยุดนิ่ง หอกอัสนีที่กำลังพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงสุด พลันหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจากหน้าผากของเขาเพียงไม่กี่ชุน! มันไม่ได้ถูกหยุดด้วยม่านพลัง แต่เจตจำนงแห่งความต้านทานของมัน... ถูกดวงตาคู่นั้น 'ลบเลือน' ให้กลายเป็นศูนย์!
อาเจียค่อยๆ ยกพู่กันนิรันดร์ในมือขวาขึ้น ปลายพู่กันที่เคยเปื้อนหมึกและปราณ บัดนี้ถูกอาบด้วยเลือดที่ไหลรินออกจากดวงตาและมุมปากของเขา การฝืนใช้พลังที่ก้าวล่วงวิญญาณดั้งเดิม กำลังฉีกกระชากร่างกายที่ไร้เส้นชีพจรของเขาให้แหลกสลายจากภายใน! ทว่าเขาไม่สนใจความเจ็บปวดนั้นแม้แต่น้อย
เขาจรดปลายพู่กันลงบนความว่างเปล่ากลางอากาศ พร้อมกับเปล่งวาจาที่กลายเป็นสัจธรรมบทใหม่แห่งโลกผู้ฝึกตน!
"สวรรค์อยากให้พวกข้าตาย... แต่เจตจำนงของข้า คือสวรรค์ของพวกเจ้า! ข้า... ไม่ให้พวกเจ้าตาย!!!"
สิ้นสัจวาจา อาเจียตวัดพู่กันด้วยท่วงท่าที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ เลือดที่ตาและปากไหลทะลัก ทว่าอักขระที่ถูกวาดขึ้นมากลับทอแสงสีเงินยวงที่สว่างจ้าที่สุดในประวัติศาสตร์ มันมิใช่อักขระทรงสี่หน้า และมิใช่ดอกบัวที่สมบูรณ์แบบ...
มันคือ 'ดอกบัวสูญตาฉบับไม่สมบูรณ์'!
กลีบบัวสีเงินยวงเพียงครึ่งซีกผลิบานออกกลางอากาศ ทว่าเพียงแค่ครึ่งซีกนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้กฎเกณฑ์ฟ้าดินทั่วทั้งหุบเขาเพลิงผลาญพังพินาศ!
"ตูมมมมมมมมม!!!"
ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีคลื่นความร้อน มีเพียงรัศมีสีเงินยวงที่กวาดผ่านทุกสิ่ง หอกอัสนีสวรรค์ที่ยอดคนวิญญาณแรกเริ่มควบแน่นขึ้นมา ถูกรัศมีของดอกบัวสูญตาสัมผัส... พริบตานั้น มันถูก 'ลบ' ออกจากความเป็นจริง! มิใช่การแตกสลาย แต่เป็นการหายไปอย่างสมบูรณ์ประหนึ่งไม่เคยมีอยู่!
"อ๊ากกกกกก!!!"
รัศมีสีเงินกวาดทะลวงขึ้นไปบนท้องฟ้า กวาดผ่านร่างของผู้อาวุโสทั้งสามแห่งสำนักอัสนีบาต!
ชายชราทั้งสามเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขาพยายามรีดเค้นวิญญาณแรกเริ่มเพื่อหลบหนี ทว่าภายใต้เจตจำนงแห่งมหาภาวะชวี กฎเกณฑ์มิติถูกปิดกั้น! ร่างกายของผู้อาวุโสลำดับที่สามถูกรัศมีสีเงินกวาดผ่านครึ่งซีก... ร่างกายครึ่งซีกนั้นแปรสภาพเป็นเถ้าธุลีหายไปในทันที วิญญาณแรกเริ่มในจุดตันเถียนกรีดร้องโหยหวนและแตกสลาย!
ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสลำดับที่สองกระอักเลือดสีดำคำโตออกมา ร่างกายเต็มไปด้วยรอยร้าวประหนึ่งเครื่องเคลือบที่ถูกทุบ วิญญาณของพวกเขาได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจฟื้นฟู พวกเขาร่วงหล่นจากท้องฟ้าดุจดาวตกที่สิ้นแสง!
ค่ายกลกักขังอัสนีสวรรค์เก้าทิศพังทลายลงในพริบตา เมฆาทะมึนถูกฉีกกระชากออก เผยให้เห็นท้องฟ้าเบื้องบนอีกครั้ง!
"เขาทำได้... อาเจีย... เจ้าสัตว์ประหลาด..." เฟิงอี้หรานพึมพำด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น
ทว่า การฝืนใช้พลังที่ก้าวล่วงสัจธรรมของเต๋า ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สาสม!
ดอกบัวสูญตาฉบับไม่สมบูรณ์ที่อาเจียวาดขึ้นมา มันทรงพลังเกินกว่าที่มิติของโลกผู้ฝึกตนแห่งนี้จะรองรับได้! เมื่อมันบดขยี้กฎเกณฑ์ของสายฟ้าจนสิ้นซาก มันกลับกัดกินกฎเกณฑ์ของมิติรอบด้าน!
"แคร่กกกกก... เพล้ง!!!"
เสียงแตกหักดังกึกก้องประหนึ่งกระจกแก้วบานยักษ์ถูกทุบ มิติอากาศเบื้องหลังนาวาทะลวงเมฆาพลันฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำทะมึนขนาดมหึมา! มันคือ 'รอยแยกแห่งหายนะ' (รอยแยกมิติ) ที่ทอดยาวไปสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์!
แรงดูดมหาศาลที่เหนือกว่าพายุเฮอริเคนนับหมื่นเท่า ปะทุขึ้นจากรอยแยกมิตินั้น! มันเริ่มดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่แสงสว่าง ก้อนหิน หรือมวลเมฆ!
"รอยแยกมิติ! แย่แล้ว เรือกำลังถูกดูดเข้าไป!" ฉินมู่หลางตะโกนลั่น เขาปักกระบี่ลงบนพื้นเรือเพื่อยึดเหนี่ยวร่าง ทว่าแรงดูดนั้นทรงพลังเกินไป นาวาทะลวงเมฆาที่เพิ่งรอดพ้นจากการทำลายล้าง บัดนี้กำลังถูกลากถอยหลังเข้าสู่ปากแห่งมฤตยู!
"นายท่าน! ข้าต้านไม่ไหวแล้ว!" เจ้าสัว พยนต์เทวะที่เก่งกล้า บัดนี้พยายามใช้ปีกทั้งหกจิกพื้นอากาศเพื่อต้านแรงดูด ทว่ากฎเกณฑ์จตุรธาตุของมันไม่อาจสู้กับแรงดึงดูดของมิติที่ฉีกขาด ร่างสีทองของมันเริ่มลอยละลิ่วเข้าหารอยแยก เช่นเดียวกับ เจ้าถุงเงิน ที่ถูกกระชากหลุดออกจากเงามืด ปลิวว่อนไปในอากาศ!
ทว่าผู้ที่รับภาระหนักที่สุด คืออาเจีย!
ร่างของชายหนุ่มยืนนิ่งค้าง เลือดไหลรินออกจากดวงตา จมูก และปาก ท่วมร่างประหนึ่งอาบโลหิต การระเบิดดอกบัวสูญตาทำให้สติสัมปชัญญะของเขาดับวูบลง ดวงตาที่เคยมืดสนิทบัดนี้ปิดสนิท ร่างของเขาเอนล้มลงและถูกแรงดูดมหาศาลกระชากปลิวลอยขึ้นสู่รอยแยกมิติที่ดำมืด!
"อาเจีย!!!"
เสียงกรีดร้องที่แผดก้องด้วยความปวดร้าวและตื่นตระหนกดังขึ้น!
เฟิงหลิงเอ๋อร์ ดรุณีน้อยที่เคยถูกเขาโอบเอวหลบไว้เบื้องหลัง บัดนี้นางสลัดความหวาดกลัวต่อรอยแยกมิติทิ้งไปจนหมดสิ้น นางไม่สนใจสิ่งใด ไม่สนใจกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ไม่สนใจความตายที่รออยู่เบื้องหน้า!
นางเผาผลาญโลหิตแก่นแท้ทั้งหมดในร่าง ปราณวิญญาณของนางระเบิดออกผลักดันร่างให้พุ่งทะยานสวนทางกับแรงดูด พุ่งหลาวตามร่างของอาเจียที่กำลังจะลอยหายเข้าไปในความมืด!
"หลิงเอ๋อร์! อย่า!" เฟิงอี้หรานผู้เป็นพี่ชายตะโกนเสียงหลง ทว่าไม่อาจเอื้อมมือคว้าตัวน้องสาวไว้ได้ทัน
ในเสี้ยววินาทีที่ร่างของอาเจียกำลังจะถูกกลืนกินเข้าสู่มิติสูญญากาศ วงแขนที่นุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผา ก็พุ่งเข้ามากอดรัดร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเขาไว้อย่างแนบแน่น!
เฟิงหลิงเอ๋อร์สวมกอดอาเจียจากด้านหลัง นางซุกใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาลงบนแผ่นหลังของเขา ใช้ร่างกายที่บอบบางของตนเองเป็นโล่กำบังวิญญาณให้แก่บุรุษที่นางรัก แม้จะต้องแหลกสลายอยู่ในมิติที่ไร้ซึ่งจุดจบ นางก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากเขาเด็ดขาด!
"ข้าจะอยู่กับท่าน... ไม่ว่าที่ใด..." นางกระซิบแผ่วเบาข้างหูของคนที่ไม่ได้สติ
พริบตานั้น รอยแยกมิติกระชากร่างของอาเจียและเฟิงหลิงเอ๋อร์กลืนหายเข้าไปในความมืดมิด! ตามติดด้วยนาวาทะลวงเมฆาที่ถูกดูดเข้าไปทั้งลำ พร้อมกับร่างของฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น เจ้าสัว เจ้าถุงเงิน และนักพรตหมื่นอีแปะ!
"ซูมมมมมม... แพล็บ!"
ทันทีที่คณะวิปลาสทั้งหมดถูกดูดกลืนเข้าไป รอยแยกแห่งหายนะก็บิดเบี้ยวและสมานตัวปิดสนิทลงอย่างรวดเร็วประหนึ่งบาดแผลที่ถูกเย็บ ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าที่ว่างเปล่าเหนือหุบเขาเพลิงผลาญ และผู้อาวุโสสำนักอัสนีบาตที่บาดเจ็บสาหัส นอนร่วงหล่นอยู่บนยอดเขาด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง!
ชะตากรรมของอาเจียและมิตรสหาย บัดนี้ถูกตัดขาดจากโลกผู้ฝึกตนที่คุ้นเคย พวกเขาถูกเนรเทศเข้าสู่มิติที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ทิศทาง และแสงสว่าง...
สถานที่ที่เหล่าเซียนขนานนามว่า 'แดนเนรเทศสูญญตา'!