เหนือยอดเขาเสียนเพียนซึ่งตระหง่านทมิฬอยู่ใจกลางหุบเขาทางตะวันออกของแผ่นดินต้าจิ่นภายใต้ร่มเงาของหมู่แมกไม้และต้นสนใหญ่ที่อายุหลายร้อยปีคือวิหารผุพังหลังหนึ่งตัวอาคารเก่าแก่ถูกออกแบบอย่างคร่ำครึโบราณบ่งบอกว่าถูกสร้างั้แ่ก่อนราชวงศ์ต้าจิ่นปกครองแผ่นดินทางเหนือถึงแม้ว่าเอกลักษณ์และลวดลายของวิหารไม่ได้จัดว่าวิจิตรตระการหากทว่าแฝงไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในยุคๆหนึ่ง
แสงสนธยาในยามพลบค่ำอาบไล้ยอดเขาและวิหารจนแดงฉานผืนฟ้าเหลืองอร่ามบัดนี้เหลือเพียงเศษเสี้ยวของดวงตะวันที่ใกล้จะลับขอบฟ้า สำเนียงของเหล่าปักษาที่ชวนกันกลับรังดังสะท้อนไปทั่วทั้งป่า
ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้นกายจากโลกภายนอกเชิงเทียนนับร้อยเล่มค่อยๆถูกจุดขึ้นทีละดวง แสงจากเปลวเทียนสะท้อนสิ่งต่างๆภายในห้องให้ส่องประกายแวววาวจับตาฝูเป่าจุดเทียนเล่มสุดท้ายเสร็จก็เดินไปเปิดตู้ไม้สำริด ยกเอากู่ฉินออกมา ค่อยๆวางลงบนโต๊ะหินอ่อนกลางวิหารจากนั้นหยิบผ้าสะอาดออกมาเช็ดถูจนทั่ว เสร็จแล้วก็บรรจงวางนิ้วลงไปบนสายแล้วเริ่มบรรเลงบทเพลง
เสียงฉินที่เริ่มจากแ่เบาจากนั้นค่อยๆดังกังวานขึ้นท่ามกลาง่เวลาโพล้เพล้แทบจะทำให้ยอดเขาเสียนเพียนที่แต่ไรมาก็ไร้ผู้คนอีกทั้งมืดมิดวังเวงแทบจะกลายเป็ดินแดนหลังความตายไปแล้ว
สาเหตุเป็เพราะเสียงกู่ฉินที่ฝูเป่าบรรเลงอยู่นี้ไม่รู้ว่าเป็บทเพลงต้องห้ามหรือเป็วิชาไล่ภูตผีแขนงใดหรือไม่จึงบรรเลงได้โหยหวนร่ำไห้ไร้ซึ่งความหวัง ฟังไปแล้วดูคล้ายกับเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังจะตายอย่างยิ่ง ยิ่งท่อนเร่งจังหวะเร้าทำนองยิ่งแล้วใหญ่สามารถทำให้สัตว์ป่าตัวใหญ่ๆเกิดอาหารคลุ้มคลั่งจนลงไปนอนชักอยู่บนพื้นได้เลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองในรัศมีหนึ่งร้อยลี้จากวิหารศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้หรือต่อให้เป็สิ่งที่ไม่มีชีวิตแต่หากมีจิติญญาและมีหูก็ไม่อาจอยู่ได้เช่นกัน
แน่นอนว่าฝูเป่าไม่เคยรู้ว่าเสียงกู่ฉินของตนจะมีความพิเศษถึงเพียงนี้เขายังคงบรรจงดีดสายกู่ฉินด้วยท่าทางที่ลอกเลียนแบบมาจากยอดปรมาจารย์กู่ฉินของหออิ๋นฮวาลักษณะท่วงท่าที่แสดงอยู่นี้นอกจากจะสง่างามราวกับเทพเซียนแล้วยังให้ความรู้สึกสูงส่งเกินบรรยายอีกด้วย่เวลาเช่นนี้ของเขาหากมีคนหูหนวกผู้หนึ่งผ่านทางมาพบเข้าคงนึกว่าตนมีวาสนาได้มาพบกับเทพเซียนที่แตกฉานในศาตร์ดนตรีผู้หนึ่งเป็แน่
ถัดไปไม่ไกลจากตรงที่ฝูเป่านั่งอยู่นักพัดด้ามจิ้วสีเงินยวงเล่มหนึ่งกำลังกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนขอบหน้าต่าง ประเดี๋ยวมันพลิกตัวกลางอากาศคว่ำหน้าลงไปกับพื้นสักพักก็พลิกตัวหงายหน้ากลับขึ้นมาอีก ทำแบบเดิมซ้ำไปมาอยู่หลายตลบ จนสุดท้ายราวกับทนไม่ไหวอีกต่อไปมันหุบตัวเองดังฉึบ จากนั้นลอยขึ้นจากพื้นพาตัวเองลงไปนอนในกล่องไม้ที่อยู่ด้านข้างก่อนจะตวัดด้ามพัดปิดฝากล่องดัง พรึ่บ!
เสียงความเคลื่อนไหวที่เล็กน้อยทว่าคุ้นเคยอย่างยิ่งนี้ฉุดดึงฝูเป่าออกมาจากภวังค์ของท่วงทำนองชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาแล้วเงยหน้าจากเครื่องดนตรี ใบหน้าที่สะท้อนรูปโฉมแสนธรรมดาหากทว่าอ่อนเยาว์อย่างยิ่งหันไปตามที่มาของเสียงตรงขอบหน้าต่างที่เดิมทีมีพัดเล่มงามวางอยู่บัดนี้หายไปเสียแล้ว ฝูเป่าเลื่อนสายตาไปยังด้านข้างกล่องไม้สีดำที่ปิดสนิทอยู่บ่งบอกว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้น ชายหนุ่มหยุดมือที่กำลังดีดสายไหล่ที่เมื่อครู่ยืดตรงอย่างสง่างามพลันตกลง สายตาที่จ้องมองไปที่กล่องไม้ฉายแววตัดพ้อออกมา
“เอ้อร์ฉิง เ้าไม่ฟังแล้วหรือ” ฝู่เป่าเอ่ยถามเขารีบผุดลุกขึ้นแล้วพุ่งไปที่ข้างหน้าต่าง ชายหนุ่มคุกเข่าลงหน้าโต๊ะแล้วค่อยๆแนบหูเข้ากับกล่องไม้สีซีด“ทำไมเล่าข้าเล่นไม่เพราะหรือ?”
ฝูเป่ายื่นนิ้วไปเคาะเบาๆบนฝากล่องดวงตาเรียวเล็กจ้องเขม็งไปที่กล่องไม้ ส่วนหูก็ยังแนบอยู่บนนั้น หากแต่สิ่งที่อยู่ภายในก็ยังนิ่งเฉยไม่มีทั้งความเคลื่อนไหวและเสียงใดๆตอบกลับมา
ฝูเป่าแบะปากทำท่าทางราวกับเด็กน้อยถูกรังแกเขาเรียกเอ้อร์ฉิงซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้นหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจพอเรียกนานเข้าก็เริ่มจะร้อนใจขึ้นมาจริงๆ น้ำเสียงที่กล่าวออกมาจึงคล้ายกับจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ“เอ้อร์ฉิง...เ้าสนใจข้าหน่อยสิ...ข้า ” ฝูเป่าพูดตัดพ้อยังไม่ทันจบก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้จนต้องรีบหุบปากฉับ แย่แล้วเขาลืมไปเสียสนิทว่าสาวงามที่นอนอยู่ในกล่องไม้รำคาญเสียงสะอื้นของเขาเป็ที่สุด แต่ทว่าฝูเป่ายังไม่ทันจะได้เก็บน้ำตาและท่าทางใจสลายที่ตระเตรียมไว้กลับไปก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อกล่องไม้ที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆแผ่จิตสังหารของเอ้อร์ฉิงออกมา
สำหรับฝูเป่าแล้วจิตสังหารของเอ้อร์ฉิงนั้นเป็ที่หนึ่งในใต้หล้าทุกครั้งที่ได้เผชิญกับคลื่นอารมณ์ของพัดด้ามจิ้วเล่มนี้ฝูเป่ารู้สึกราวกับตนกำลังเผชิญกับคลื่นั์ขนาดใหญ่ที่ทั้งรุนแรงทั้งบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออกอีกทั้งยังร้อนลวกจนฝูเป่าจำต้องะโตัวลอยถอยห่างจากระเบียงไปหลายก้าว ชายหนุ่มกัดปากพลางมองกล่องไม้ตาระห้อยแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีความกล้าจะเดินกลับเข้าไป ได้แต่มองดูจิตสังหารของเอ้อร์ฉิงค่อยๆหลอมกล่องไม้ผุๆจนเหลี่ยมมุมคมกริบแทบจะกลายร่างเป็ดาบเล่มนึงอยู่แล้ว
จบกัน แล้วอย่างนี้จะง้ออย่างไรเล่า?
ฝูเป่ายกแขนเสื้อขึ้นมาบังไอสังหารที่ลอยมาพลางนึกสงสัยจากก้นบึ้งของหัวใจว่าเพราะเหตุใดการดีดฉินเกี้ยวสาวงามของเขาจึงลงเอยในลักษณะนี้ได้?
จิตสังหารของเอ้อร์ฉิงยิ่งมายิ่งรุนแรงเกรี้ยวกราดคลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทุกห้องในวิหาร หากแต่ฝูเป่าก็ยังคงยืนปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนที่ทำเช่นนี้ได้ไม่ใช่เพราะว่าชายหนุ่มมีวรยุทธล้ำเลิศหรือมีกำลังกำลังภายในสูงส่งแต่อย่างใดแต่เป็เพราะว่าความรู้สึกเป็ห่วงเป็ใยที่มีต่อพัดเล่มหนึ่งนั้น ยังทำให้จิตใจร้อนลุ่มยิ่งกว่าจิตสังหารในตอนนี้อยู่หลายขุมหาไม่แล้วมนุษย์ทั่วไปที่มีเืเนื้อจะทนยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
ระหว่างที่ฝูเป่ากำลังไตร่ตรองว่าเพราะเหตุใดเอ้อร์ฉิงจึงฉุนเฉียวถึงเพียงนี้สายตาพลันเหลือบมองออกไปนอกวิหาร ด้านนอกมืดสนิทเพราะตะวันตกดินไปแล้ว แต่ทว่าอากาศยังคงร้อนอบอ้าวทั้งที่เปิดหน้าต่างไว้ทุกบานแต่กลับไม่มีลมแม้แต่น้อย ชายหนุ่มพลันนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้อากาศร้อนยิ่งนักเป็ไปได้ว่าเอ้อร์ฉิงซึ่งไม่ถูกกับความร้อนนักจะรู้สึกไม่ดีขึ้นมา
ถึงฝูเป่าจะไม่รู้แน่ชัดว่าอาวุธิญญาชิ้นอื่นๆเป็เช่นนี้หรือไม่แต่เอ้อร์ฉิงของเขามีอารมณ์ความรู้สึกอย่างแน่นอนอีกทั้งยังมีชีวิตประจำวันของตนเองอีกด้วยเริ่มจากทุกเช้ายังต้องออกจากวิหารไปโบยบินชมนกชมไม้และสูดอากาสบริสุทธิ์ก่อน ่กลางวันจึงค่อยกลับมาเช็ดถูตัวเองด้วยผ้าสะอาดและขนนกตกเย็นมาก็ต้องมานอนชมพระอาทิตย์ตกดินอยู่ริมหน้าต่าง พอตกค่ำก็กลับเข้าไปในกล่องไม้
นี่ต่างจากสาวงามที่รักสวยรักงามและเ้าระเบียบตรงไหน?
คิดถึงตรงนี้ฝูเป่าก็หมุนตัวเดินเข้าไปห้องด้านในสุดของวิหารรื้อค้นอยู่พักหนึ่งก็หยิบหินสีขาวขนาดเท่าสองกำปั้นออกมาในมือของฝูเป่าคือหินโมราขาวซึ่งเป็ของหายากจากเทือกเขาทางเหนือ มีฤทธิ์เย็นถึงขนาดไม่อาจถือได้ด้วยมือเปล่าฝูเป่าจำเป็ต้องใช้ผ้าห่อหลายชั้นจึงหยิบขึ้นมาได้
ฝูเป่าถือหินโมราขาวกลับมายังโถงวิหาร แล้ววางมันลงบนโต๊ะเตี้ยซึ่งอยู่ห่างจากระเบียงหลายคืบก่อนจะเดินไปหาเชิงเทียนที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างหยิบขึ้นมาแล้วเป่าดับไฟ จากนั้นก็เอื้อมมือไปปลดม่านลงใบหน้าอ่อนเยาว์ก้มลงมองกล่องไม้ด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างยิ่ง น้ำเสียงยามที่เอ่ยออกมาก็แสนจะจะรักใคร่หลงใหลแสนจะเอาอกเอาใจ
“เอ้อร์ฉิง หินโมราที่ข้าวางไว้ก้อนนี้เย็นนัก อีกสักพักเ้าจะรู้สึกสบายขึ้นแต่ความเย็นของมันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงเ้าไม่อาจเข้าใกล้มัน หาไม่จะถูกความเย็นแทรกซึมได้เข้าใจหรือไม่” ฝูเป่ากำชับเสร็จก็ยืนรอคำตอบอยู่พักนึง ท่าทางในตอนนี้บ่งบอกชัดเจนว่าถ้าอีกฝ่ายไม่ตกปากรับคำว่าจะระวังเขาจะยืนให้โทสะของเอ้อร์ฉิงเผาตายอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนทั้งนั้น
ผ่านไปครู่นึงก็ยังไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมาทว่าจิตสังหารที่ลุกโชติ่อยู่เมื่อครู่สลายไปบ้างแล้วฝูเป่ายิ้มให้กับปฏิกิริยาของเอ้อร์ฉิงที่เขารู้สึกว่าน่ารักอย่างยิ่งทั้งที่เมื่อครู่ยังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟแต่พออากาศในห้องเริ่มเย็นลงอารมณ์ของเอ้อร์ฉิงก็เย็นตามไปด้วยแล้วจิตสังหารที่สูงท่วมวิหารเมื่อครู่เหลือเพียงม่านจางๆครอบคลุมกล่องไม้เท่านั้น
ว่ากันว่าสตรีชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็งแต่ดูเหมือนฝูเป่าจะไม่มีดวงเื่สตรีเอาเสียเลย เพราะไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหนก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับสาวงามเ้าอารมณ์นางนี้อยู่ร่ำไป
ฝูเป่าขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมจากนั้นย่อตัวลงไปคุกเข่าลงกับพื้นแล้วกระซิบบอกพัดเล่มน้อยที่นอนอยู่ในกล่องไม้ว่า“เอ้อร์ฉิง ข้าจะเข้าไปในเมืองซักหน่อยแต่พรุ่งนี้จะกลับมาให้ทันเวลาน้ำชาของเ้า” ภายในกล่องไม้ยังคงไม่มีเสียงตอบรับเช่นเดิมหากแต่จิตสังหารที่เมื่อครู่ยังมีอยู่บ้างพลันหายไปทั้งหมดแล้วฝูเป่าเห็นแบบนี้ก็ยิ้มขึ้นไปถึงดวงตาเอ้อร์ฉิงที่เป็แบบนี้นับว่ายอมลงให้เขามากแล้ว
หากใครได้มาฟังเื่ราวความรักระหว่างเขากับเอ้อร์ฉิงใน่เวลาที่ผ่านมาจะต้องน้ำตาซึมด้วยความเวทนาสงสารฝูเป่าเป็แน่เพราะนอกจากเื่เล่าจะมีแต่รสขมไม่มีรสหวานแล้วยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเือีกด้วยกล่าวได้ว่าหากเปลี่ยนเป็ชายอื่นคงตัดใจหนีหายไปนานแล้วหากแต่ฝูเป่าก็ยังคงยอมพ่ายแพ้หมดรูปเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา นอกจากไม่เคยปริปากบ่นแล้วยังให้ท้ายตามใจถึงที่สุด
ฝูเป่าค่อยๆยกกล่องไม้สีดำที่ตอนนี้กลับมาเป็กล่องไม้ผุๆดังเดิมแล้วขึ้นมา แล้วค่อยๆวางลงบนหมอนรองสีขาวที่บุด้วยใยฝ้ายอย่างทะนุถทนอม จากนั้นคว้าผ้าโปร่งสีงาช้างมาห่มทับกล่องไม้อีกทีวิหารหลังนี้มีของเยอะฝุ่นก็เยอะตามไปด้วย เขาไม่อยากให้เอ้อร์ฉิงตื่นขึ้นมาแล้วมีฝุ่นติดตามตัวแม้แต่น้อย
ที่บรรพบุรุษเคยกล่าวไว้ว่าคนเปรียบคนยิ่งเปรียบยิ่งน่าโมโห...ตัวอย่างของคำกล่าวที่ว่านี้สามารถดูได้จากพฤติการณ์ของฝูเป่าที่มีต่อเอ้อร์ฉิงและอาวุธอื่นๆในวิหารพอจับมาเปรียบเทียบกันแล้วช่างน่าสงสารและน่าโมโหแทนเหล่าอาวุธเซียนทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่หมายปองของเหล่าจอมยุทธทั่วหล้าในอดีตที่ผ่านมาไม่รู้ว่ามีคนเอาชีวิตมาทิ้งมากมายเพียงใดเพื่อมุ่งหวังจะได้พวกมันแต่เวลานี้เหล่าอาวุธชื่อเสียงสะท้านยุทธภพกลับทำได้แค่นอนนิ่งๆอยู่ในตู้อย่างเงียบงันนานๆครั้งฝูเป่าจะเดินมาปัดฝุ่นซักที