ทะเลสาบแห่งจิตของผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อที่เซิ่งมู่เคยเห็นนั้น มีแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วทุกแห่งหน ทั้งยังมีเกาะแก่งตั้งอยู่มากมาย แม้ทะเลสาบแห่งจิตของเซิ่งมู่จะไม่อาจเทียบรัศมีของหลิวจิ้งเจ๋อได้ ทว่ามันก็สว่างเพียงพอที่จะให้แสงสว่างไปทั่วทั้งเกาะ
บนเกาะของเซิ่งมู่ยามนี้เปรียบเสมือนยอดเขาโล้นเตียนสีเหลือง ดินและต้นหญ้าไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความอุดมสมบูรณ์
เมื่อชายหนุ่มเดินขึ้นมาถึงจุดสูงสุดบนเกาะ เขาพบว่าดวงจิตของตนกำลังเปล่งแสงสีขาวหมุนวนอยู่อย่างช้าๆที่ยอดเขา เมื่อเขานั่งลงและเริ่มรวบรวมพลังปราณจากภายนอกผ่านเส้นทางที่เคยบุกเบิกไว้กับหลิวจิ้งเจ๋อ ดวงจิตนั้นก็ทวีความเร็วในการหมุนมากขึ้น ในระหว่างที่ดวงจิตเซิ่งมู่หมุนเร็วขึ้นแสงที่เปล่งออกมาก็สว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นหญ้าที่ยอดเขาเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองแห้งเป็สีเขียวอ่อน
หลังจากโคจรพลังได้สักพัก เซิ่งมู่เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า แม้จะไม่หนักหนาเท่า่ที่บุกเบิกเส้นทางครั้งแรกกับหลิวจิ้งเจ๋อ แต่เขาก็ยังคงระแวดระวังและตัดสินใจหยุดการโคจรพลังปราณเข้าสู่ดวงจิตไว้เพียงเท่านี้ เมื่อมองไปรอบเกาะ เซิ่งมู่จึงพยักหน้าอย่างพอใจ
“เกาะแห่งดวงจิตของข้าตอนนี้เริ่มมีสีเขียวแล้ว หากทำให้ทั้งเกาะอุดมสมบูรณ์เหมือนท่านาุโหลิวได้ จะถือว่าข้าฝึกขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้วหรือไม่?”
เขากล่าวกับตนเองก่อนจะถอนพลังจิตออกจากจุดไป่ฮุ่ย ทันทีที่รู้สึกตัว เซิ่งมู่พบว่าทั่วทั้งกายเต็มไปด้วยของเหลวสกปรก ทั้งคราบเื คราบเหงื่อ และเมือกสีดำเข้ม เมื่อหันไปมองนาฬิกาบอกยาม เขาก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัว
“ท่านิเจ๋อนัดให้ไปงานเลี้ยงยามโหย่ว นี่เข้ายามโหย่วมาครึ่งชั่วยามแล้ว หลิวจื่ออี้ต้องตำหนิข้าแน่!”
พูดจบเซิ่งมู่รีบตักน้ำราดตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็ชุดผ้าไหมชั้นดีสีขาวสะอาดตาคล้ายชุดบัณฑิตของเย่น่าหลัน แล้วเร่งฝีเท้าออกจากห้องไป
…
ณ ลานใหญ่ซึ่งจัดงานเลี้ยง มีสระบัวและศาลากลางน้ำตั้งตระหง่าน เป็สถานที่เดียวกับที่เซิ่งมู่เคยมาเยือนครั้งแรก
เมื่อไปถึงเขากวาดสายตามองหาิเจ๋อกับหลิวจื่ออี้ ทันใดนั้นก็มีสาวใช้หน้าตาเลอโฉมคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย
“คุณชายท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านกำลังมองหาผู้ใดอยู่หรือเ้าคะ?”
เซิ่งมู่หยิบป้ายเงินที่สลักชื่อิเจ๋อขึ้นมาแสดง
“ข้ามาร่วมงานเลี้ยงของท่านิเจ๋อ มิทราบว่ายามนี้เขาอยู่ที่ใด?” สาวใช้จึงผายมือเชิญ ก่อนจะเดินนำทางเขาไป
ระหว่างเดินเซิ่งมู่จึงพลอยสังเกตสถานการณ์ที่นี่ไปด้วย แม้ผู้คนในวันนี้จะไม่หนาตาเท่าวันแรก แต่ผู้คนในนี้กลับดูสนิทสนมมากกว่าเดิม นอกจากกลุ่มพ่อค้าแล้ว เขายังเห็นผู้ที่แต่งกายคล้ายบัณฑิตและจอมยุทธ์ปะปนอยู่ในงานด้วย
เมื่อถึงศาลากลางน้ำอันคุ้นตา สาวใช้ยอบกายทำความเคารพก่อนจะขอตัวจากไป เมื่อเซิ่งมู่เข้าไปในศาลาจึงพบกับ หลิวจื่ออี้ ิเจ๋อและผู้าุโเฉินเวินอวี้กำลังนั่งสนทนากันอยู่ นอกจากนี้ยังมีบุรุษหน้าตาสดใสในชุดบัณฑิตสีขาว และบุรุษหนุ่มหน้าคมเข้มในชุดฮั่นฝูสีดำ ข้างกายพวกเขามีสตรีในชุดสีครามผู้งดงามนั่งอยู่อีกคนหนึ่ง
ชั่วขณะที่เซิ่งมู่สบตากับสตรีผู้นั้น ทั้งคู่ต่างขมวดคิ้วเข้าหากันโดยมิได้นัดหมาย ทว่าเพียงครู่เดียวเขาก็ละสายตาไปทักทายิเจ๋อ
“ท่านิเจ๋อ ผู้าุโเฉิน ขออภัยข้ามาช้าแล้ว”
ิเจ๋อลุกขึ้นยืนพลางตบอกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“มิเป็ไรๆ มาช้ายังดีกว่าไม่มา ข้าขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือเซิ่งมู่ สหายของหลานสาวข้า! เขาจะร่วมเดินทางไปเมืองอวิ๋นสุ่ยกับพวกเราด้วย”
บุคคลทั้งสามลุกขึ้นทักทายตามมารยาท
บุรุษชุดดำประสานมือเคารพ “สุยอู๋ซิน จากตระกูลสุย
บุรุษชุดขาวคลี่พัดในมือออกพร้อมคารวะ “ไป๋เซียวเฟิง”
เซิ่งมู่ประสานมือตอบกลับ “เซิ่งมู่”
ในขณะเดียวกันเซิ่งมู่ก็หันไปสบตากับสตรีที่ใส่ชุดครามคนสุดท้าย
นางแสดงสีหน้าที่ดูยากจะอธิบายก่อนเอ่ยสั้นๆ “เฉินจื้อเยว่...”
เซิ่งมู่ยิ้มรับและพยักหน้าให้นาง ก่อนไปนั่งข้างหลิวจื่ออี้
“ทำไมเ้ามาช้านัก” หลิวจื่ออี้กระซิบถาม
“ข้าฝึกตำราจิตดั้งเดิมอยู่น่ะ พึ่งหาดวงจิตของท่านปู่เ้าเจอ เลยเสียเวลาบุกเบิกทะเลสาบแห่งจิตไปหน่อย”
หญิงสาวฟังแล้วก็พยักหน้า
“วิชาฝึกพลังจิตที่ท่านปู่ให้เ้าช่างลี้ลับนัก ข้าเคยขอท่านหลายครั้ง แต่ท่านบอกว่ามีเพียงผู้ที่มีจิตแห่งเต๋าหรือจิตเซียนเท่านั้นที่ฝึกได้”
นางกล่าวพลางส่ายหน้าตัดพ้อในโชคชะตาของตน
“แต่ตอนที่ข้ารับวิชานี้มา ท่านผู้าุโบอกว่าเป็เพียงวิชาธรรมดามิใช่หรือ?” เซิ่งมู่ถาม
“เ้าเชื่อจริงๆ รึไง” หลิวจื่ออี้ค้อนมองด้วยหางตา
เซิ่งมู่ได้แต่ยักไหล่ “ข้าเพิ่งรู้จักโลกผู้ฝึกตนได้ไม่ถึงสองเดือนเองนะ”
ระหว่างนั้นเขารู้สึกเหมือนมีคนสะกิดจากด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบไป๋เซียวเฟิงที่กำลังจ้องมองมา
“แม้แต่ในเมืองหลวง ข้าก็ไม่ค่อยพบผู้ฝึกตนสายบัณฑิตมากนัก ไม่ทราบว่าคุณชายเซิ่งถนัดในศาสตร์ใดหรือ?” ไป๋เซียวเฟิงเปิดบทสนทนา
“ท่านหมายถึงเื่ใด?” เซิ่งมู่งงงวย
ไป๋เซียวเฟิงโบกพัดไปมาเบาๆ “ข้าหมายถึงสี่ศาสตร์หลักของบัณฑิตในเชิงซวน... คุณธรรมหลักการ อักษรพู่กัน ดนตรีฉิน และหมากล้อม”
เซิ่งมู่พยักหน้าเข้าใจก่อนจะประสานมือขออภัย “คงต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้ว ข้าไม่ใช่บัณฑิต และไม่ใช่ผู้ฝึกตนด้วยซ้ำ เพียงแต่ท่านปู่ของข้าเป็บัณฑิต ท่านจึงอบรมสั่งสอนข้ามาบ้าง เพื่อให้เข้าเมืองใหญ่ได้อย่างไม่ขายหน้าผู้อื่น”
ไป๋เซียวเฟิงยกยิ้มเล็กน้อย “ท่านปู่ของเ้าช่างประเสริฐนัก”
…
คืนจันทร์เพ็ญ แสงจันทร์นวลตาส่องประกายระยิบระยับบนผิวน้ำ เซิ่งมู่ที่เดินเล่นอยู่ริมสระคล้ายว่านึกอะไรออก จึงนั่งขัดสมาธิริมสระบัว ก่อนจะแบ่งสมาธิเข้าไปในทะเลสาบแห่งจิต
เมื่อกลับเข้ามาบนเกาะในทะเลสาบแห่งจิต เซิ่งมู่เริ่มควบคุมแสงให้ไปรวมศูนย์อยู่จุดเดียวบนท้องฟ้าจนดูคล้ายดวงจันทร์ จากนั้นก็รวบรวมสมาธิบีบเค้นแสงบางส่วนให้ส่องลงมายังพื้นที่ว่างบนเกาะ
ไม่นานนัก สระน้ำเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นคล้ายกับสระบัวที่เขาเพิ่งเห็นมา ทว่าสระบนเกาะแห่งจิตนี้มีเพียงน้ำเพียงน้อยนิดและยังไร้ซึ่งดอกบัว
“เคล็ดการฝึกจิตดั้งเดิมบอกไว้ว่าการจะบรรลุขั้นแรกอย่างสมบูรณ์ ต้องสร้างเกาะจำลองจิตใจตนเองขึ้นมาให้ได้หนึ่งเกาะ สร้างแค่สระบัวเล็กๆ ยังยากลำบากขนาดนี้ หากให้สมบูรณ์ทั้งเกาะต้องใช้เวลาเท่าใดกัน”
ระหว่างเดินสำรวจสระบัวที่สร้างขึ้นใหม่ เซิ่งมู่ก็ลูบคางครุ่นคิดพลางถอนหายใจ
“ค่อยเป็ค่อยไป การสร้างูเาย่อมเริ่มจากกรวดก้อนเล็กๆ ตราบใดที่แสงจันทร์ยังส่องกระทบผิวน้ำ ข้าก็ไม่รู้สึกว่าตนเองอยู่ห่างไกลเกินไปนัก”
เซิ่งมู่ถอนจิตออกมาสู่โลกภายนอก ก่อนจะเปิดปากพูดว่า “แม่นางจื้อเยว่ ให้ท่านรอนานแล้ว”
เฉินจื้อเยว่ที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกลมีสีหน้าสงสัย “เ้าบอกว่าไม่ใช่ผู้ฝึกตนมิใช่หรือ? แล้วเ้าจะดูดซับพลังปราณไปเพื่ออะไร?”
เซิ่งมู่จึงส่ายหน้า “ทุกคนล้วนมีวิธีฝึกฝนของตน แม่นางถามเช่นนี้ไม่เป็การเสียมารยาทไปหน่อยหรือ?”
เฉินจื้อเยว่เพิ่งรู้สึกตัวจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ขออภัย… นิสัยเสียที่แก้ไม่หาย เสียมารยาทแล้วๆ”
เซิ่งมู่จึงหันหลังกำลังจะเดินจากไป แต่เฉินจื้อเยว่ะโรั้งไว้เสียก่อน “เดี๋ยว!” ก่อนที่นางจะโยนถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่งมาให้ “นี่เป็ของตอบแทนเื่เมื่อกลางวัน ข้าเสียมารยาทเกินไป”
เซิ่งมู่จึงถุงผ้าไว้แล้วถามกลับ “เ้าทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าข้าเป็สหายท่านิเจ๋ออย่างนั้นหรือ?”
นางจึงส่ายหน้า “ถึงเ้าจะไม่ใช่สหายของท่านิเจ๋อข้าก็จะหาทางตอบแทนเ้าอยู่ดี ท่านพ่อสอนข้าว่า ยามอยู่นอกตระกูลต้องสำรวมกิริยาจึงเป็สิ่งสำคัญ”
เซิ่งมู่โยนถุงผ้าคืนให้นาง “ข้าไม่ได้เกิดมาในตระกูลใหญ่ เติบโตมาในหมู่บ้านร้านตลาด จะถูกหัวเราะเยาะหรือทำให้เสียหน้าล้วนเป็เื่ธรรมดา สำหรับข้าเื่แค่นั้นไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร”
เฉินจื้อเยว่ขมวดคิ้ว “มีคนให้ของเปล่าๆ เ้ากลับไม่เอารึ?”
“เอาสิ” เซิ่งมู่ยิ้ม “แต่ในเมื่อเป็สหายกันแล้ว เื่เล็กน้อยเพียงนี้จะคิดเื่ตอบแทนไปไย”
คำพูดนั้นทำให้เฉินจื้อเยว่ฉีกยิ้มกว้าง นางยกหมัดคารวะด้วยท่าทางจริงใจ “เฉินจื้อเยว่ ตระกูลเฉินแห่งชิงอวิ๋น”
เซิ่งมู่คารวะกลับ “เซิ่งมู่ บ้านเล็กแห่งเมืองเล็ก”
นางหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “ความหมายดี”
เซิ่งมู่เกาหัว ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเคียงกันคุยกันไปยังศาลากลางน้ำ
…
เช้ายามเหม่า เซิ่งมู่ที่ยืนอยู่ในลานกว้างคนเดียวกำลังศึกษากระบวนท่าวิชาดาบอยู่จึงหยิบกิ่งไม้ใกล้ตัวขึ้นมากวัดแกว่งแทนดาบ
วิชาดาบปราบกบฎ ในอดีตเคยเป็วิชาที่ถ่ายทอดในราชวงศ์สุยของอวิ๋นสุ่ยเท่านั้น ภายหลังเมื่อชิงอวิ๋นล้มล้างราชวงศ์สุยและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นมาแทน ฮ่องเต้แซ่ชิงจึงประกาศให้แจกจ่ายวิชาดาบปราบกบฎให้สามัญชนหาฝึกฝนได้ ในตอนนี้ถึงวิชาดาบปราบกบฎจะเป็วิชาที่หาฝึกได้ แต่วิชาชั้นสูงเช่นนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่ใครจะเข้าถึงได้โดยง่าย
ขณะที่เซิ่งมู่เลียนแบบกระบวนท่าดาบอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังเข้ามาใกล้ เมื่อหันไปมองจึงพบกับสุยอู๋ซินยืนกอดอกลอบมองเขาอยู่
“คุณชายสุย” เซิ่งมู่ทักทาย
“วิชาดาบนี้แต่ก่อนสูงส่งยิ่งนัก การจะได้มิใช่เื่ง่าย จนกระทั่งพวกคนแซ่ชิงเข้ามา ยามนี้เพียงมีห้าร้อยตำลึงทองก็เรียนรู้ได้แล้ว” สุยอู๋ซินเปิดปากเอ่ยพลางถอนหายใจออกมา
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงหยุดมือก่อนจะเอ่ยตอบ “ตำราที่ดีมิใช่ตำราราคาสูงที่ชาวบ้านหยิบจับไม่ได้ แต่เป็ตำราไม่กี่อีแปะที่ให้ชาวบ้านทั่วไปศึกษาและซึมซับ ข้าคิดว่าการทำให้วิชาดาบปราบกบฎเข้าถึงได้ง่าย ถือว่าเป็การถ่ายทอดเจตจำนงดั้งเดิมของท่านสุยโพจวินให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาแก่นแท้ของมันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
สุยอู๋ซินได้ยินดังนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้น “นี่เ้าพยายามจะปลอบใจข้าหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่ยิ้มอ่อน “วิชาดาบปราบกบฎ่แรกอาจฝึกง่ายก็จริง แต่ยิ่งฝึกฝนลึกล้ำมากเท่าใด การจะเข้าถึงวิถีดาบยิ่งต้องใช้จิตใจที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ข้าเชื่อว่าผู้ที่ฝึกฝนวิชานี้จนเชี่ยวชาญ ย่อมััถึงเจตจำนงแห่งดาบของท่านสุยโพจวินในอดีตได้อย่างแน่นอน”
สุยอู๋ซินได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้า “จริงอย่างเ้าว่า ดาบปราบกบฎการจะฝึกฝนให้เชี่ยวชาญไม่ใช่เื่ง่าย เพราะแรกเริ่มวิชานี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดให้แก่เหล่าราชวงศ์ที่ร่ำเรียนตำรามาเฉพาะ วิชาดาบนี้แรกเริ่มเหมือนง่าย แต่หากยิ่งฝึกนานวันเข้าจะยิ่งลุ่มลึกเรื่อยๆ เ้าพูดได้ดี!”
เซิ่งมู่ก้มศีรษะเล็กน้อย “ไม่กล้ารับคำชมจริงๆ”
สุยอู๋ซินจึงเดินเข้ามาใกล้เซิ่งมู่ “สมเป็บัณฑิตผู้ฝึกตนจริงๆ เ้าแซ่ไป๋นั่นแม้จะเป็บัณฑิตเหมือนกัน แต่กลับดูเหมือนตะพาบท่องคัมภีร์ มิได้มีความนึกคิดดั่งเ้า”
เซิ่งมู่ได้ยินก็เอ่ยตอบ “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ใช่บัณฑิตหรือผู้ฝึกตน เป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาที่ชอบอ่านตำราเท่านั้น”
สุยอู๋ซินพยักหน้าเข้าใจ “เ้าเป็ผู้ใช้ดาบเช่นกันรึ?”
เซิ่งมู่ส่ายหน้า สุยอู๋ซินที่เห็นจึงทำหน้าฉงนสงสัย
“ข้าฝึกหมัดเป็หลัก เพียงแต่ผู้าุโที่บ้านข้าเคยพูดไว้ว่า ยุทธภพกว้างใหญ่ การเรียนรู้จุดแข็งจุดอ่อนของวิชาอื่นไว้ ย่อมช่วยให้รับมือได้ง่าย”
สุยอู๋ซินได้ยินดังนั้นจึงร้อง อ้อ! อย่างเข้าใจ “เช่นนั้นเ้าสนใจจะประมือกับข้าหรือไม่? อ่านจากตำราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้รับมือได้ง่ายขึ้นหรอกนะ”
เซิ่งมู่คิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง “ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณชายสุยแล้ว…”
สุยอู๋ซินจึงเรียกดาบของตนออกมาจากแหวนเก็บของ ก่อนจะยกดาบยาวสี่ฉื่อที่ยังเสียบอยู่ในฝักมาทางเซิ่งมู่
เซิ่งมู่จึงถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นเกราะแขนหนังเผิงที่สวมอยู่ทั้งสองข้าง
“จุ๊ๆๆ เ้านี่สมกับที่เป็สหายท่านิเจ๋อจริงๆ หนังเผิงหายากยิ่งกว่ายาก นำมาทำเกราะแขนหนึ่งข้างก็ว่าสิ้นเปลืองแล้ว เ้ากลับมีเป็คู่” สุยอู๋ซินเอ่ยชม “สุยอู๋ซิน ระดับหลอมจิตใจ!”
“เซิ่งมู่ ระดับหลอมเส้นเอ็น!”
สิ้นคำ สุยอู๋ซินจึงฉีกยิ้มและพุ่งตัวเข้าหาเซิ่งมู่อย่างรวดเร็ว
…
ภายนอกโรงเตี๊ยม ขบวนรถม้าสินค้าจอดเรียงรายอยู่ ทุกคันประดับธงสีเขียวสลักอักษร ‘ิเจ๋อ’ ไว้อย่างชัดเจน ในขบวนมีรถม้าทั้งหมดห้าคัน สามคันหลังบรรทุกสินค้าหนักอึ้ง ในขณะที่สองคันหน้าเป็รถม้าสำหรับเดินทางที่ตกแต่งอย่างประณีต
เซิ่งมู่ที่มองเห็นิเจ๋อกำลังควบคุมคนงานอยู่ที่รถหน้าขบวน จึงเร่งฝีเท้าเข้าไปหา
“ขออภัย! ข้ามาช้าแล้ว” เซิ่งมู่กล่าว
“มิเป็ไรๆ ตอนนี้ข้ากำลังให้คนงานขนของขึ้นเกวียนอยู่ เ้าจะขึ้นไปรอบนรถม้าหรือจะรอให้พวกเขาขนของเสร็จก็ได้”
เซิ่งมู่มองกลุ่มคนงานที่กำลังขะมักเขม้น ก่อนหันกลับมาพูดกับิเจ๋อ “คนยิ่งมาก งานยิ่งเสร็จไว ข้าตัดสินใจไปช่วยพวกเขาดีกว่า ถือว่าเป็การฝึกฝนร่างกายไปในตัว” ิเจ๋อจึงพยักหน้าไม่ปฏิเสธ
ด้วยการช่วยเหลือของเซิ่งมู่ ทำให้การขนสินค้าเร็วขึ้นไวกว่ากำหนดครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มที่ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มโชกเดินตามกลุ่มคนงานไปยังบ่อน้ำเพื่อล้างตัว ระหว่างที่กำลังราดน้ำใส่ตัวอยู่นั้นเซิ่งมู่จึงหันไปพบบุคคลคุ้นเคยคนหนึ่ง
“ไม่คิดว่าคุณชายสุยจะมาทำงานเช่นนี้ด้วย” เซิ่งมู่เปิดปากกล่าวกับกับสุยอู๋ซิน
สุยอู๋ซินที่เห็นเซิ่งมู่จึงยกยิ้ม “ข้ามาเพราะเห็นเ้านี่แหละ คราแรกว่าจะทักทายเ้า แต่เ้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแบกหาบไม่สนใจข้า ข้าเลยไม่ได้พูดอันใด”
เซิ่งมู่จึงพยักหน้าให้สุยอู๋ซิน คนเช่นนี้เห็นคราแรกคิดว่าเป็คุณชายใหญ่เ้าสำราญไม่หยิบจับงานหนัก ไหนได้จะไม่ถือตัวเช่นนี้
“เ้าคิดว่าคุณชายอย่างข้าต้องวางโต ไม่ลดตัวลงมาทำงานจับกังใช่หรือไม่?” สุยอู๋ซินพูดไปพลางราดน้ำล้างกายไป
เซิ่งมู่ได้แต่เกาหัวยิ้มแห้งๆ สุยอู๋ซินจึงอธิบายต่อ “เมื่อก่อนอาจจะใช่ แต่ตอนนี้ตระกูลสุยเป็เพียงตระกูลแม่ทัพในชิงอวิ๋น ในกองทัพมีหลายคนที่ไม่ยอมรับพวกข้า สิ่งที่พวกข้าต้องทำคือทิ้งความเย่อหยิ่งตนลงเพื่อซื้อใจพลทหารเ่าั้… แต่มิใช่ว่าทุกคนในตระกูลสุยจะเป็เช่นข้าหรอกนะ”
เซิ่งมู่จึงพยักหน้าให้ ขณะที่คุยกันก็มีมือหนึ่งมาตบบ่าของพวกเขาทั้งสอง “พวกผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเ้านี่มัน… บ้านัก… ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว พวกเ้ายังยืนคุยกันได้อีก…”
เมื่อทั้งคู่หันไปจึงเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งในสภาพเหนื่อยหอบ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเปิดเผยให้เห็นร่างกายที่ค่อนข้างผอมบาง ไน้มัดกล้ามเนื้อที่ถูกฝึกมาอย่างดีต่างจากเซิ่งมู่กับสุยอู๋ซิน
เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “ไม่คิดว่าคุณชายไป๋จะมาช่วยเหลือคนงานเหล่านี้ด้วย”
ไป๋เซี่ยวเฟิงจึงชี้หน้าเซิ่งมู่พลางสูดหายใจเข้าปอด “ข้า… มา… เดี๋ยว… ข้าขอพักก่อน…”
สุยอู๋ซินส่ายหน้าหัวเราะ ก่อนหันไปพูดกับเซิ่งมู่ “เื่ปกติน่ะคุณชายเซิ่ง ไป๋เซี่ยวเฟิงเป็บัณฑิตพิลึกสักหน่อย ชอบช่วยเหลือชาวบ้านโดยตลอด”
ไป๋เซี่ยวเฟิงได้ยินจึงพยายามลุกขึ้นมาปั้นหน้ายิ้มอย่างภาคภูมิ
สุยอู๋ซินจึงพูดต่อ “แต่ผู้ฝึกตนบัณฑิตเช่นเขาไม่ค่อยฝึกกล้ามเนื้อ ช่วยงานทีไรก็มีแต่จะทำให้ช้าลงไปหลายชั่วยาม ก่อนที่จะเดินทางมาเมืองเล็กเป็เพราะไป๋เซี่ยวเฟิงจึงทำให้พวกเราเดินทางช้ากว่ากำหนด หากวันนี้ไม่ได้เ้ามาช่วย ลำพังข้าคนเดียวคงตามเก็บกวาดสิ่งที่เขาทำพังไม่หมดแน่
ไป๋เซี่ยวเฟิงขมวดคิ้ว ก่อนจะหันนิ้วไปชี้หน้าด่าสุยอู๋ซิน “สุยอู๋ซิน! ปากสุนัขนัก! พูดกับพี่น้องตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร? ให้ข้ามีภาพลักษณ์ดีๆ ต่อหน้าคุณชายเซิ่งไม่ได้รึ?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินก็ทำหน้าสงสัย สุยอู๋ซินจึงหันมาบอกเซิ่งมู่ “มารดาของเขาคือไป๋เยี่ยนซวง วีรสตรีจากาอวิ๋นสุ่ย ภายหลังจบาท่านอาหญิงมาแต่งงานกับท่านอาของข้า ภายหลังเกิดเป็คนแซ่ไป๋ ข้ากับเขาจึงถือว่าเป็พี่น้องกันแต่เด็ก”
เซิ่งมู่จึงเปิดปากถามกลับ “ไป๋เยี่ยนซวง… ผู้คิดค้นวิชาหมัดกระเรียนขาวท่องนภาน่ะหรือ?”
สุยอู๋ซินพยักหน้า “เ้าไป๋เซี่ยวเฟิงนี่จึงถือว่าเป็ตระกูลสุยมากกว่าตระกูลไป๋ ข้าเลยเรียกเขาว่าบัณฑิตพิลึกอย่างไรเล่า เพราะตระกูลไป๋ที่แท้จริงไม่มีผู้ใดเพี้ยนอย่างเ้านี่หรอก!”
เซิ่งมู่จึงหัวเราะออกมาเบาๆ