เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 27 : ซากอารยธรรมโบราณ

    ซากอารยธรรมโบราณ
    ใช้เวลาขี่ดาบบินอยู่หลายชั่วโมง หวังเฉินก็มาถึงจุดที่จางเหว่ยบอกต่อเขา จุดนี้อยู่ภายในป่าแถบเสิ่นหยาง รอบด้านมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องลงมา เสียงสัตว์ป่าเห่าหอนสามารถได้ยินมา
    หวังเฉินกระโดดลงเหยียบยืนที่พื้นหญ้า เอาดาบบินมาถือไว้ในมือ
    “มาแล้วหรือสหายหวังเฉิน” จางเหว่ยก้าวเดินออกมาจากหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาอยู่ในชุดปกติธรรมดา ไม่ใช่ชุดของผู้ฝึกตนเหมือนกับที่เคยพบเมื่อหลายวันก่อน
    จางเหว่ยสะพายกระบี่เล่มหนึ่งและดาบบินไว้บนหลัง ซึ่งมันเป็นดาบบินเล่มเดียวกับที่เขาใช้บินไปยังสำนักฌานสมุนไพรสาขาปักกิ่งพร้อมกับหวังเฉินในวันนั้น
    “ย่อมมาแล้ว” หวังเฉินพูด “แล้วซากอารยธรรมโบราณอะไรของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
    “ทางนี้” จางเหว่ยไม่พูดมาก เขารีบเดินนำทางหวังเฉินไป
    ขณะเดินตามจางเหว่ย หวังเฉินก็สอบถามว่าการสำรวจซากอารยธรรมโบราณมีเพียงแค่สองคนหรือ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือคำว่าใช่
    จางเหว่ยอธิบายเหตุผลให้ฟังว่า อย่างที่เขาเคยบอกไป ซากอารยธรรมโบราณแห่งนี้ มีหลายสำนักเคยมาสำรวจและกวาดเอาพวกสมบัติวิเศษไปหมดแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรหลงเหลือ จึงไม่มีใครสนใจอยากที่จะมาสำรวจเท่าไหร่นัก
    ใช้เวลาไม่นาน หวังเฉินก็มองเห็นโบราณสถานแห่งหนึ่งที่ผุพังไปหลายส่วน มันมีขนาดใหญ่โตมากทีเดียว คาดว่าที่นี่สมัยรุ่งเรืองคงเป็นสำนักหรือนิกายผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงอย่างมากแน่นอน
    “เป็นที่นี่” จางเหว่ยพูด แววตาของเขาเป็นประกายเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกอย่างแท้จริงที่เขาจะได้สำรวจซากอารยธรรมโบราณ แม้ว่าเขาจะอยู่ในสำนักระดับกลาง แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่ได้สำรวจซากอารยธรรมโบราณ
    เหตุผลนั้น สืบเนื่องมาจากการสำรวจซากอารยธรรมโบราณนั้นอันตรายเกินไป อาจารย์ของเขาจึงไม่เคยอนุญาต
    อย่างครั้งนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าซากอารยธรรมโบราณที่นี่เคยถูกหลายสำนักสำรวจไปแล้ว อาจารย์ของเขาก็ไม่มีทางที่จะให้มาแน่
    “เข้าไปสำรวจดูข้างในกันเถอะ” หวังเฉินมองไปยังซากอารยธรรมโบราณเบื้องหน้า ก่อนจะก้าวเดินนำเข้าไป
    จางเหว่ยไม่รอช้าอยู่แล้ว รีบสืบเท้าก้าวเดินตามไป
    เมื่อก้าวเดินเข้าไปข้างใน สายตาของหวังเฉินกวาดมองภายในเล็กน้อย พบเห็นสิ่งของหลายอย่างที่ถูกทำลาย รกระเกะระกะไปหมด ส่วนมากเป็นพวกเก้าอี้ไม้ โต๊ะ ดาบ กระบี่
    นอกจากนี้ยังมีโครงกระดูกที่เก่าแก่หลายโครงอยู่ตามพื้น มีทางให้ไปต่อหลายทาง เป็นประตูที่ใหญ่โตและเก่าแก่
    “สุดยอด!” จางเหว่ยตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นภายในซากอารยธรรมโบราณ สาเหตุที่เขาตื่นเต้นเป็นเพราะ เขาเพิ่งเคยได้เห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
    หวังเฉินกวาดสายตามองภายในซากอารยธรรมโบราณอยู่ชั่วครู่ คิ้วของเขาก็เลิกขึ้น หันไปพูดกับจางเหว่ย “มีคนมา”
    ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง ที่หน้าประตูทางเข้าก็ปรากฏชายหนุ่มสองคนก้าวเดินเข้ามา ทั้งสองคนอยู่ในชุดจีนสีดำ ด้านหลังสะพายกระบี่
    ระดับพื้นฐานฝึกตนที่กระจายออกมาจากร่างของคนทั้งสองไม่ธรรมดาสามัญ เพราะเป็นระดับเทียบนภาด้วยกันทั้งคู่ คนหนึ่งระดับเทียบนภาขั้นต้น ส่วนอีกคนหนึ่งระดับเทียบนภาขั้นกลาง ทั้งสองคนอายุล้วนเหยียบเข้าสามสิบทั้งคู่แล้ว
    จางเหว่ยหันมามองคนทั้งสอง นับตั้งแต่วินาทีที่หวังเฉินบอกว่ามีคนมา
    “ชางเจี่ย ชางจิน!” จางเหว่ยอุทานออกมา เป็นที่ชัดเจนว่าเขารู้จักคนทั้งสอง คนทั้งสองมาจากสำนักคว่ำฟ้าแห่งเสิ่นหยาง สำนักคว่ำฟ้าจัดเป็นสำนักระดับกลางเช่นเดียวกันกับสำนักกระบี่ลิขิต
    ด้วยความที่เป็นอัจฉริยะ อายุสามสิบปีกว่าเข้าสู่ระดับเทียบนภา จางเหว่ยจึงเคยได้พบเหล่าอัจฉริยะของสำนักระดับกลางอื่นๆ มาอยู่บ้าง และสำนักคว่ำฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้นอย่างเห็นได้ชัด
    “จางเหว่ย?” ชายหนุ่มผู้มีพื้นฐานฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นต้นขมวดคิ้ว เขามีชื่อว่าชางเจี่ย “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
    ชางจินไม่ได้พูดอะไรออกมา สายตาไม่ได้มองไปที่จางเหว่ย หากแต่มองไปที่หวังเฉิน เขาที่เป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นกลาง ไม่อาจที่จะมองออกถึงพื้นฐานฝึกตนของหวังเฉินได้เลยสักนิด จึงช่วยไม่ได้ที่จะเพ่งความสนใจไปที่หวังเฉิน
    “ข้าเพียงมาสำรวจดูซากอารยธรรมโบราณแห่งนี้” จางเหว่ยตอบคำถามของชางเจี่ย เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง เพราะมันเห็นๆ กันอยู่แล้ว
    ชางเจี่ยขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น “ใครอนุญาตให้เจ้ามาสำรวจ?”
    ได้ยินคำพูดนี้ของชางเจี่ย จางเหว่ยขมวดคิ้วเข้าหากันในทันที “จำเป็นต้องมีใครอนุญาตด้วยรึ? ถึงจะมาสำรวจซากอารยธรรมโบราณที่นี่ได้”
    “จำเป็น” ชางเจี่ยตอบโต้ในทันใด “ที่นี่อยู่ภายในเสิ่นหยาง สำนักคว่ำฟ้าของข้าย่อมเป็นผู้มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คนเข้ามาสำรวจ!”
    “อ้อเหรอ? ทีก่อนหน้านี้มีสำนักผู้ฝึกตนหลายสำนักมาสำรวจ ข้าจำไม่เห็นได้ว่าต้องไปขออนุญาตสำนักคว่ำฟ้าของเจ้า!” จางเหว่ยแค่นเสียงเย็นชาใส่ สีหน้าเองก็เย็นชาขึ้น
    “เจ้า!” ใบหน้าของชางเจี่ยบิดเบี้ยว มันเป็นจริงดั่งจางเหว่ยว่า สำนักผู้ฝึกตนใดๆ ก็ตามที่เข้ามาสำรวจซากอารยธรรมโบราณที่นี่ ไม่มีสักสำนักที่ต้องไปขออนุญาตสำนักคว่ำฟ้า เนื่องจากผู้ที่ค้นพบซากอารยธรรมโบราณแห่งนี้ ไม่ใช่คนของสำนักคว่ำฟ้าแต่อย่างใด
    “น้องเจี่ย พอเถอะ ถ้าพวกมันอยากสำรวจก็ให้พวกมันสำรวจไป” ชางจิน พลันพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
    “เข้าใจแล้วพี่ใหญ่” ชางเจี่ยระงับความโกรธของตัวเองที่มีต่อจางเหว่ยไว้
    “ไปกันเถอะ” ชางจินก้าวเดินผ่านพวกหวังเฉินไป
    “ถือว่าเจ้าโชคดี” ชางเจี่ยถลึงตามองจางเหว่ย ก้าวตามหลังผู้เป็นพี่ชายไป ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยชายตามองหวังเฉินเลยแม้แต่น้อย นี่แน่นอนว่าเป็นเพราะ เขาไม่เห็นหวังเฉินอยู่ในสายตา
    “เหอะ” จางเหว่ยแค่นเสียงเย็นตามหลังชางเจี่ยและชางจินไป หวังเฉินไม่ได้ให้ความสนใจต่อคนทั้งสองแม้แต่น้อย เขาเริ่มที่จะกวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปทั่วทั้งซากอารยธรรมโบราณแห่งนี้ เพื่อที่จะค้นหาสมบัติวิเศษ เผื่อว่ามันจะมีหลงเหลืออยู่
    ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็หรี่ลง เขาได้ค้นพบบางอย่าง ซึ่งยังไม่ถูกตรวจสอบภายในซากอารยธรรมโบราณแห่งนี้ มันเป็นชั้นใต้ดิน
    “น่าสนใจ” หวังเฉินพึมพำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่จะก้าวเดินไปยังประตูบานหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากประตูทางที่พวกพี่น้องตระกูลชางไป
    จางเหว่ยเห็นหวังเฉินเดินไปโดยไม่พูดอะไรต่อเขา เขาก็มีความสงสัยขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะถามขณะเดินตามไป “สหายหวังเฉิน เจ้าจะไปไหน?”
    “สำรวจ” หวังเฉินตอบง่ายๆ
    ไม่ถึงหนึ่งนาที หวังเฉินกับจางเหว่ยก็เข้ามาภายในห้องที่มืดมิดแห่งหนึ่ง ด้วยสายตาของผู้ฝึกตน ทำให้มองเห็นภายในทั้งหมดได้ว่ามันเต็มไปด้วยเศษซากโต๊ะและเก้าอี้ นอกจากนี้ยังมีโครงกระดูกที่เก่าแก่ให้พบเห็นเช่นเดียวกันกับข้างนอก
    “ที่ห้องนี้มีอะไรหรือ?” จางเหว่ยอดไม่ได้ที่จะถาม เนื่องจากเขาไม่พบเห็นสิ่งไหนพิเศษในห้องห้องนี้เลยแม้แต่น้อย
    หวังเฉินไม่ตอบ เขาก้มหน้ามองพื้นที่มุมหนึ่งของห้อง
    จบบทที่ 27