เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 42 : เนตรมัจจุราชเหนือสมุทร และอสนีบาตล้างสายเลือด

    ตอนที่ 42 : เนตรมัจจุราชเหนือสมุทร และอสนีบาตล้างสายเลือด

    หยาดพิรุณที่สาดซัดลงมาจากฟากฟ้าบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหนักอึ้งดุจเข็มเหล็กนับหมื่นเล่มที่ทิ่มแทงทะลุผิวหนัง ภายใต้แรงกดดันแห่งขอบเขต 'วิญญาณยุทธ์' ขั้นสมบูรณ์แบบที่แผ่ซ่านมาจากร่างเงาในชุดคลุมสีเทาหม่นเบื้องบน อากาศรอบบริเวณซากเสากระโดงเรือคล้ายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ผิวน้ำทะเลที่เคยบ้าคลั่งกลับถูกกดทับจนเรียบตึงดั่งผืนกระจกที่แตกร้าว

    อวิ๋นเซียวรู้สึกราวกับมีขุนเขาทั้งลูกกดทับลงบนแผ่นหลัง เส้นลมปราณหลักทั้งสามสายที่ฉีกขาดไปก่อนหน้านี้ส่งความเจ็บปวดร้าวลึกทะลุถึงไขกระดูก ทุกครั้งที่เขาพยายามสูดลมหายใจ เลือดสดๆ จะไหลซึมออกจากมุมปากและจมูก ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน ทว่าจิตใต้สำนึกที่ดื้อรั้นยังคงสั่งการให้เขากัดฟันประคองสติเอาไว้ หากเขาสลบไปในยามนี้ นั่นหมายถึงจุดจบของทั้งเขาและพันซาน

    "แค่ก... ศิษย์พี่..." พันซานที่นอนหมอบอยู่ข้างกายพ่นลิ่มเลือดคำโตออกมา ร่างท้วมของเขาพยายามตะเกียกตะกายเอาตัวมาขวางหน้าอวิ๋นเซียวไว้ด้วยสัญชาตญาณของการปกป้อง แม้ความกลัวจะทำให้ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ทว่าแววตาของสหายอ้วนผู้นี้กลับไร้ซึ่งความลังเล "หนี... ท่านต้องหนีไป... ข้าจะถ่วงเวลามันไว้เอง..."

    "หุบปากเสีย เจ้าหมูโง่... ลำพังแค่ยืนยังทำไม่ได้ คิดจะถ่วงเวลาผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณยุทธ์งั้นหรือ" อวิ๋นเซียวเค้นเสียงด่าทอแผ่วเบา ทว่ามือที่สั่นสะท้านกลับเอื้อมไปดึงชายเสื้อของพันซานไว้แน่นเพื่อมิให้สหายทำเรื่องโง่เขลา นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาช้อนขึ้นจ้องมองหน้ากากเหล็กรูปยักษ์ตาเดียวที่ลอยอยู่กลางเวหาอย่างไม่ลดละ

    "ช่างเป็นมิตรภาพที่น่าสมเพชเสียนี่กระไร..." เสียงแหบพร่าดุจใบเลื่อยสีกระดูกดังสะท้อนก้องเข้ามาในห้วงจิตของทั้งสอง ร่างเงาในชุดคลุมเทาค่อยๆ ลอยต่ำลงมา รังสีสังหารสีดำสนิทแผ่กระจายออกมารอบกายคล้ายปีกแห่งความตาย "ข้ามิอยากเสียเวลาดับลมหายใจมดปลวกเช่นพวกเจ้า ส่งโลงคริสตัลที่เจ้าขโมยไปคืนมาเสีย 'ภาชนะที่ล้มเหลว' สิ่งนั้นหาใช่ของที่ขยะจากตระกูลอวิ๋นเช่นเจ้าจะแตะต้องได้"

    คำว่า 'ภาชนะที่ล้มเหลว' และ 'ขยะจากตระกูลอวิ๋น' กระแทกเข้าสู่โสตประสาทของอวิ๋นเซียวดุจค้อนอัสนีบาต มันรู้ตัวตนของเขา! และที่สำคัญ มันเรียกเขาว่าภาชนะที่ล้มเหลว... แสดงว่าตระกูลอวิ๋นหลักรู้เรื่องการทดลองของนิกายเงากลืนดารามาตั้งแต่ต้น และการส่งเขามาอยู่ที่เมืองเมฆาคล้อยก็เป็นเพียงการทิ้งเศษซากที่ไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ?! ความโกรธแค้นที่ลุกโชนขึ้นในใจแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว

    "ต้องการโลงนั่นงั้นหรือ..." อวิ๋นเซียวแสยะยิ้ม รอยยิ้มที่อาบไปด้วยคราบเลือดนั้นดูคลุ้มคลั่งและดุดันจนแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณยุทธ์ยังต้องขมวดคิ้ว "ของพรรค์นั้น... ข้าบดขยี้มันทิ้งไปแล้วพร้อมกับเศษซากเรือของพวกเจ้า!"

    "รนหาที่ตาย!"

    มัจจุราชสวมหน้ากากตวาดลั่นด้วยความโทสะ ฝ่ามือที่เหี่ยวย่นดุจกิ่งไม้แห้งตวัดวูบลงมาเบื้องล่าง พริบตานั้น ปราณมารสีดำทะมึนควบแน่นกลายเป็นฝ่ามือยักษ์ขนาดหลายสิบจั้ง แหวกทะลุเมฆพายุพุ่งตรงลงมาหมายจะบดขยี้เสากระโดงเรือและร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองให้แหลกเป็นจุล แรงกดดันจากฝ่ามือมารทำให้ซากไม้เริ่มปริแตก โครงกระดูกของอวิ๋นเซียวส่งเสียงลั่นกรอบแกรบราวกับจะแหลกสลาย

    ทว่าในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง อวิ๋นเซียวมิได้หลบหนี เขารู้ดีว่าด้วยสภาพร่างกายในยามนี้ ต่อให้มีปีกมังกรก็มิอาจหนีพ้นวิถีการโจมตีระดับวิญญาณยุทธ์ได้ ในเมื่อไม่มีปราณหลอมภพเหลือให้ใช้ เขาก็จะใช้ 'วิถีค่ายกล' ที่พึ่งพิงพลังแห่งธรรมชาติแทน!

    ชายหนุ่มอาศัยเลือดสดๆ ที่ไหลทะลักออกจากบาดแผลของตนเอง ตวัดนิ้ววาดอักขระเต๋าโบราณลงบนผิวโลหะของเสากระโดงเรืออย่างรวดเร็วรุนแรง มันคือ 'ค่ายกลล่ออสนีบาต' ค่ายกลระดับต่ำที่ใช้สำหรับการหลอมอาวุธ ทว่าเมื่อมันถูกเขียนขึ้นด้วย 'แก่นโลหิตที่มีสายเลือดมังกรบรรพกาล' ผสมผสานกับสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยพายุคลื่นแม่เหล็กกลางสมุทร ผลลัพธ์ของมันย่อมมิใช่สิ่งสามัญ!

    "พันซาน... กลั้นหายใจ!" อวิ๋นเซียวตวาดลั่นพร้อมกับทาบฝ่ามือลงบนอักขระสีเลือด รีดเร้นพลังชีวิตเฮือกสุดท้ายกระตุ้นการทำงานของค่ายกล

    ครืนนน!! เปรี้ยงงงง!!!!

    ทันทีที่ค่ายกลทำงาน ท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมิดพลันสว่างวาบประดุจกลางวัน อสนีบาตสีม่วงคล้ำนับสิบสายที่สะสมพลังงานอยู่ในเมฆพายุถูกดึงดูดด้วยกลิ่นอายมังกรบรรพกาลและอักขระเต๋า พวกมันพุ่งทะยานลงมาสอดประสานกันเป็นเสาอสนีบาตยักษ์ขนาดมหึมา ฟาดเปรี้ยงลงมาที่เสากระโดงเรือตรงจุดที่อวิ๋นเซียวอยู่พอดิบพอดี!

    เสาอสนีบาตสายนี้รุนแรงเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสรรค์สร้าง มันพุ่งทะลวงฝ่ามือมารสีดำของหน้ากากยักษ์จนแตกกระจายเป็นไอควัน ก่อนจะฟาดกระหน่ำลงมาใส่ซากเรือ มวลน้ำทะเลรอบด้านถูกความร้อนมหาศาลระเหยกลายเป็นไอในพริบตา คลื่นกระแทกจากการระเบิดซัดร่างของยอดฝีมือชุดเทาให้ผงะถอยหลังไปหลายก้าว ม่านพลังคุ้มกันระดับวิญญาณยุทธ์ของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

    ทว่าผู้ที่รับผลกระทบหนักที่สุดย่อมเป็นอวิ๋นเซียว การใช้ร่างกายตนเองเป็นสายล่อฟ้าคือการฆ่าตัวตายชัดๆ กระแสไฟฟ้าอันเกรี้ยวกราดไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรที่บอบช้ำ แผดเผาผิวหนังจนไหม้เกรียม ความเจ็บปวดเหนือจินตนาการกระชากสติของเขาจนแทบขาดสะบั้น หากมิใช่เพราะ 'วิชากายาหลอมมังกร' ที่ปกป้องอวัยวะภายในไว้ ร่างของเขาคงกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ทว่าการเดิมพันด้วยชีวิตครั้งนี้... ซื้อเวลาให้พวกเขาได้สำเร็จ!

    "อ๊ากก! เจ้าเด็กบัดซบ!" เสียงคำรามด้วยความเจ็บใจดังมาจากเบื้องบน

    เมื่อกลุ่มควันและไอน้ำจางลง อวิ๋นเซียวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนซากไม้ที่แตกกระจาย ฝืนปรือตาขึ้นมองผลลัพธ์ แรงระเบิดเมื่อครู่ทำลายม่านพลังของศัตรูไปได้ชั่วขณะ และสะเก็ดอสนีบาตได้ฟาดเข้าที่ใบหน้าของมันจนหน้ากากเหล็กรูปยักษ์ตาเดียวเกิดรอยร้าว... ก่อนจะแตกเพล้งร่วงหล่นลงสู่ผืนน้ำ!

    ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากถูกเปิดเผย แสงสายฟ้าที่แลบปลาบสะท้อนให้เห็นใบหน้าวัยกลางคนที่มีรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านคิ้วซ้าย ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าสำหรับอวิ๋นเซียวแล้ว ใบหน้านั้นกลับทำให้หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมความเจ็บปวด

    "ผู้อาวุโสสาม... อวิ๋นเจิ้ง..." อวิ๋นเซียวครางชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

    ผู้อาวุโสคุมกฎแห่งตระกูลอวิ๋นสาขาหลัก ผู้ที่เคยยืนยันคำตัดสินขับไล่เขาออกจากตระกูล บัดนี้กลับสวมชุดคลุมของนิกายเงากลืนดารา และกลายเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์! ความจริงข้อนี้ตอกย้ำข้อสันนิษฐานที่น่าสยดสยองที่สุด ตระกูลอวิ๋นมิใช่เพียงแค่ถูกนิกายเงาฯ ชักใย แต่มันคือผู้สมรู้ร่วมคิดในการสร้าง 'ภาชนะ' เพื่อสังเวยให้แก่จอมมารมาตั้งแต่แรก!

    "ในเมื่อเจ้าเห็นใบหน้าของข้าแล้ว... ก็จงลงไปเป็นผีเฝ้าสมุทรเสียเถอะ!" อวิ๋นเจิ้งคำรามลั่น จิตสังหารระเบิดออกจนผืนน้ำรอบด้านสั่นสะเทือน มันยกมือขึ้นหมายจะปลิดชีพเด็กหนุ่มทั้งสองให้สิ้นซากในคราเดียว

    ทว่าก่อนที่พลังมารจะถูกปลดปล่อย รอยสักรูปเจดีย์บนหน้าอกซ้ายของอวิ๋นเซียวพลันเปล่งแสงสีม่วงแดงออกมาอย่างรุนแรง มันมิใช่พลังของอวิ๋นเซียว ทว่ามันคือการ 'สั่นพ้อง' ของโลงคริสตัลที่อยู่ในมิติเจดีย์ กับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปใต้ก้นสมุทร!

    ครืนนนน!!!

    ผืนทะเลตะวันออกที่เคยถูกบีบอัดพลันปริแตกออก กระแสน้ำวนขนาดยักษ์รัศมีกว่าร้อยจั้งก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหันใจกลางจุดที่เรือรบอับปาง แรงดึงดูดอันมหาศาลและลึกลับเกินกว่าที่พลังระดับวิญญาณยุทธ์จะต้านทานได้ กระชากซากปรักหักพัง รวมถึงร่างของอวิ๋นเซียวและพันซานให้จมดิ่งลงสู่ห้วงลึกที่มืดมิดในชั่วพริบตา

    อวิ๋นเซียวดิ้นรนในกระแสน้ำที่เย็นเฉียบ สติของเขาเริ่มดับวูบ ทว่าก่อนที่ดวงตาจะปิดลง ท่ามกลางความมืดมิดของก้นมหาสมุทร เขากลับเห็นแสงสีเงินยวงสว่างเรืองรองขึ้นมา มันคือโครงสร้างของ 'ซากวิหารบรรพกาล' ขนาดยักษ์ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากวิหารแห่งนั้น คล้ายคลึงกับกลิ่นอายของ 'อาจารย์เซวียนหยวนหมิงเยว่' ไม่ผิดเพี้ยน!

    สถานที่แห่งนี้คือที่ใด? และความลับอันใดที่หลับใหลอยู่ใต้เกลียวคลื่นแห่งความตายนี้กันแน่... ภัยคุกคามเบื้องบนยังไม่ทันจางหาย ปริศนาใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่ากลับกำลังอ้าปากรอรับพวกเขาอยู่เบื้องล่าง!


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน