นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 344 คนที่น่าหงุดหงิดที่สุด

        ตอนที่ 344 คนที่น่าหงุดหงิดที่สุด

         

         

        “ถ้ายังไม่สะดวกให้เรามาวันอื่นก็ได้นะคะ” ไพลินกล่าวยิ้ม ๆ พูดตามมารยาทและบทบาทของหน้ากากสำหรับเข้าสังคมของเธอ

         

        “ดี ไว้มาทีหลัง” มนตรากลับตอบห้วนสั้น ปิดประตูใส่หน้าของไพลินอย่างรวดเร็ว ไพลินยืนอึ้ง หน้ากากองค์หญิงที่ผู้คนรักแตกกระจายอย่างรวดเร็ว

         

        วันนี้เธอนัดเขาไว้แล้วแท้ ๆ! เธอแค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับปิดประตูใส่หน้าเธอ!

         

        มือหนึ่งของไพลินง้างขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอรีบลดมือข้างนั้นลงอย่างรีบร้อน หายใจเข้าออกเพื่อสงบสติอารมณ์ เธอพยายามปั้นเสียงของตนอย่างเต็มที่ให้มันไม่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด

         

        “งั้นวันพรุ่งนี้ได้มั้ยคะ? เราเองก็ต้องเลื่อนนัดอื่นเหมือนกัน” เธอเอ่ยปากพลางเคาะประตูอีกครั้ง แม้น้ำเสียงจะใจเย็นหากคำพูดนั้นแฝงความไม่พอใจไว้เล็กน้อย ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าที่มนตราจะตอบกลับมา “เข้ามา”

         

        ความเปลี่ยนแปลงของมนตราทำให้องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว แม้กระนั้นเธอก็เลือกที่จะผลักประตูเข้าไป เธอเองก็มีเวลาไม่มากนักเช่นกัน ภายในอาคารแห่งนี้คือโต๊ะและชั้นหนังสือหลายสิบโต๊ะที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ บนโต๊ะทุกตัวมีหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยลายมือและข้อมูลมหาศาลวางแผ่หลาเอาไว้

         

        ชั้นหนังสือได้รับการจัดวางด้วยหมวดหมู่อย่างละเอียด อุปกรณ์หน้าตาประหลาดมากมายที่เต็มไปด้วยสารเหลวหลากสีเดือดปุด ๆ อยู่หลายมุมของห้อง หลายชิ้นไพลินนั้นรู้จักดี มันคืออุปกรณ์สำหรับการทดลอง จำนวนของพวกมันในห้องนี้ทำให้ไพลินประหลาดใจไม่น้อย แค่เท่าที่เธอเห็นก็มีอุปกรณ์สำหรับการทดลองหลายสิบชนิดแล้ว และทั้งหมดนั่นคือของมนตราทั้งสิ้น

         

        เธอเคยผ่านตาสิ่งเหล่านี้มาบ้างจึงพอจะทราบว่าราคาของแต่ละชิ้นนั้นสูงแค่ไหน การที่มนตรามีมากถึงเพียงนี้แสดงให้เห็นว่าหอสมุดนั้นให้ความสำคัญกับเขาเพียงไร

         

        “ขอโทษด้วย เมื่อกี้กำลังทดลองติดขัดอยู่” มนตราที่เดินกลับไปจดจ่อที่โต๊ะพูดกับไพลินโดยไม่หันหน้ามามอง แม้จะน่าหงุดหงิดแต่การปฏิบัติเช่นนี้เธอนั้นพบเจอมาเยอะแล้ว

         

        “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ตอบรับคำขอของเรา หวังว่าจะไม่รบกวนเวลาของคุณมากไปนะคะ” ไพลินเปลี่ยนทั้งสีหน้าและน้ำเสียงอย่างรวดเร็ว เธอนั้นโดนดูถูกมาตลอดชีวิต เพียงการปั้นหน้าแต่งคำชมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยาก

         

        “อืม รบกวนสุด ๆ เลย แต่เพราะอาจารย์สั่งมาเลยต้องรับ” มนตราตอบห้วน ไม่สนใจมองใบหน้ายิ้มแย้มของไพลินเลยแม้แต่น้อย

         

        พุท โธ นิ่งไว้ไพลิน นิ่งไว้ รอยยิ้มของเธอแข็งค้างไปอีกครั้ง

         

        “แต่เรื่องที่เธอแลกเปลี่ยนก็น่าสนใจดี ข้อมูลสมบัติเกี่ยวกับศาสตร์หม่นหมองที่เรียกว่า ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกสินะ” มนตราเงยหน้าขึ้นมามองหน้าไพลิน ในประกายตาราวกับปลาตายของเขาแฝงไว้ด้วยความใคร่รู้อันแสนบริสุทธิ์

         

        แม้นิสัยของเขาจะดูน่าหงุดหงิดไปบ้าง แต่แววตาไร้ความประสงค์ร้ายใด ๆ นั้นทำให้ไพลินยิ้มออก เธอพบเจอคนมามาก ตั้งแต่พวกหน้าไหว้หลังหลอกไปจนถึงพวกที่ดูถูกเธออย่างเปิดเผย ในตอนแรกเธอนั้นคิดว่ามนตราเป็นอย่างหลัง แต่ดูแล้วเธอจะเข้าใจผิดไป

         

        มนตราไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด เขาแค่สันดานเสียโดยกำเนิดเท่านั้น

         

        “อื้ม ตามที่ตกลงเลยค่ะ ขอเพียงเราได้ข้อมูลที่ต้องการเท่านั้น” ไพลินยิ้มกว้าง ราคาของข้อมูลที่เธอต้องการคือวัตถุสลักคำ ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึก ตัววัตถุสลักคำชิ้นนี้คือผลลัพธ์จากศาสตร์หม่นหมองซึ่งมนตรานั้นกำลังศึกษาเรื่องนี้โดยตรง

         

        “เกี่ยวกับวัตถุดิบหายากสินะ เธอที่มีเส้นสายทั้งกับกลุ่มการค้าอิสึกะและราชวงศ์กลับยังไม่รู้จัก กำลังพยายามหาอะไรอยู่กันแน่?” มนตราก้มหน้าลงกลับไปหมกมุ่นกับงานของตนต่อ

         

        “เป้าหมายหลักของเธอตอนนี้ยังไงก็ต้องเป็นตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ แต่สมบัติที่หายากระดับนั้นจะให้นำไปเกี่ยวข้องกับศึกชิงตำแหน่งก็มีหลายทางจนเกินไป ทั้งใช้เป็นข้อต่อรองสร้างพันธมิตรเพิ่ม เป็นภารกิจราชวงศ์ หรือไม่ก็หาเพื่อสนับสนุนบุคคลในฝักฝ่ายของตน”

         

        “ข้อต่อรองสร้างพันธมิตรสำคัญก็จริงแต่เธอดูรีบร้อนผิดปกติ คงไม่ใช่ ภารกิจราชวงศ์เป็นไปได้สูง แต่ฉันไม่คิดว่าทางราชวงศ์จะมอบภารกิจแบบนั้นหรอก แต่ก็เป็นไปได้”

         

        “ดูจากความรีบร้อนจริงจังคงต้องสำคัญมาก ให้เดาก็คงเพื่อสนับสนุนคนในฝักฝ่ายนั่นแหละ สมบัติหายากระดับนั้นคนที่คุ้มค่าในฝักฝ่ายของเธอก็ต้องเป็นพวกมหาตระกูลทมิฬมัจฉา มือดีที่สุดของเธอ เพชฌฆาต หรือไม่ก็คนที่น่าจะใช่ที่สุด ไอ้ขี้แย”

         

        “สมบัติสำหรับพัฒนาร่าง? ส่งเสริมการเรียนรู้คำ? หรือเป็นวัตถุดิบรังสรรค์สมบัติล่ะ? นั่นสินะ จะข้อไหนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ไอ้ขี้แยมีนัดเข้าแข่งงานประลองของจักรวรรดิมาลาไคนี่นา” มนตราร่ายยาวโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษในมือแม้แต่น้อย มือของเขาเขียนข้อมูลจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับสิ่งที่เขาพูดลงไปในกระดาษ

         

        เอาเรื่องเลยนี่ สมแล้วที่นิทานชมนักชมหนา ไพลินยิ้มมุมปาก ความสามารถทั้งด้านการวิเคราะห์และการแยกประสาทของมนตราประทับใจเธออย่างแท้จริง

         

        “ไอ้ขี้แย?” ไพลินติดใจคำนี้ไม่น้อย เมื่อดูจากบริบทแล้วไอ้ขี้แยสมควรหมายถึงนิทาน ไพลินนึกอยู่ครู่เดียวก็เข้าใจ ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

         

        การพบเจอครั้งแรกระหว่างนิทานและมนตราสมควรเป็นที่หมู่บ้านเขาวัว ในตอนนั้นนิทานกำลังเปราะบางเป็นที่สุด ยิ่งตอนที่ไพลินไปคุยกับนิทานหลังจากมนตรา ตาของเขายังคงแดงก่ำอยู่เลย ไม่ต้องสงสัยว่าเขาแอบหนีออกมาร้องไห้คนเดียวแล้วมนตราดันไปเจอเข้า

         

        “เหมาะกับหมอนั่นสุดยอดเลย!” ไพลินหัวเราะร่วน ช่วงหลังมานี้นิทานชื่อเสียงโด่งดังไปไกล เขามีฉายาเท่ ๆ มากมายที่คนจำนวนมากตั้งให้เพราะอานิสงส์ของปีกแห่งผืนฟ้า นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินฉายาเช่นนี้

         

        “นี่ ไปล้อคนอื่นแบบนั้นไม่ดีนะ ถึงพวกเธอจะสนิทกันก็ไม่ควรไปล้อปมของคนอื่นแบบนั้น” มนตราขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษบนโต๊ะ ไพลินนั้นคิดว่ามนตราเพียงแกล้งเธอแต่สีหน้าของเขากลับจริงจัง แม้แต่มือก็ยังหยุดเขียนงาน

         

        “คุณเป็นคนเรียกเองนะคะ?” ตรรกะแบบไหนเนี่ย?

         

        “ฉันไม่ได้เรียกไอ้ขี้แยในแง่ของการล้อ แต่ฉันเรียกเพราะนั่นเป็นภาพจำแรกระหว่างฉันกับมัน” มนตราส่ายหน้า “การร้องไห้ไม่ใช่สิ่งที่น่าอับอาย ดังนั้นเธอไม่ควรเอาเรื่องนี้มาพูดเล่น”

         

        “เสียงร้องไห้น่ะคือเสียงแห่งชีวิต เสียงแรกที่สิ่งมีชีวิตเปล่งออกมาหลังการกำเนิดก็คือเสียงร้องไห้ ไม่มีอะไรดีต่อการปลอบโยนจิตวิญญาณเท่าการร้องไห้อีกแล้ว”

         

        “ไว้ถ้าฉันได้เจอไอ้ขี้แยอีกรอบจนจำชื่อมันได้แล้วฉันจะหยุดเรียกเอง”

         

        มนตรากล่าวอย่างจริงจังจนไพลินอึ้งไม่น้อย เมื่อพูดถึงเรื่องเช่นนี้มนตรากับไร้ซึ่งท่าทีรำคาญเบื่อหน่าย ไพลินยิ้มน้อย ๆ “เราผิดเองค่ะ”

         

        “ก็ดี ตกลงจะถามอะไรก็ว่ามา” มนตราเมื่อเห็นว่าไพลินขอโทษแล้วจึงพยักหน้า “ถ้าฉันวิเคราะห์ถูกจริง ๆ งั้นพวกเธอก็เหลือเวลาไม่มากแล้วก่อนงานประลอง”

         

        “ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าและศิลาแม่เหล็กบรรพกาลค่ะ คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับพวกมันบ้างมั้ย?” ไพลินกลับเข้าเรื่อง เธอรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทั้งสองสิ่งที่เธอได้รับมาจากทั้งไม่นานมานี้และก่อนหน้าเป็นกระดาษปึกใหญ่ มอบให้แก่มนตราที่กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว

         

        ข้อมูลจากก่อนหน้านั้นมีเพียงข้อมูลเกี่ยวกับเทวทูตแห่งท้องฟ้าในคัมภีร์เปลือกไม้ชำระที่เลโอและไลล่ากล่าวถึงเท่านั้น เธอเพียงเสริมเพิ่มเข้าไปจากข้อมูลของเพชฌฆาตและนิทาน

         

        ทางด้านนิทานนั้นได้รับข้อมูลที่เหมือนจะเป็นชิ้นเป็นอันหากก็ยังไม่อาจยืนยันได้ แท่นแม่เหล็กบรรพกาลนั้นเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน หลังจากทราบเรื่องจากนิทานเธอเองก็ไปตรวจสอบในห้องสมุดของราชวังแต่ก็ไม่พบสิ่งใด

         

        สายข่าวของเธอตรวจสอบประวัติและสถานะของโฟเรลอย่างละเอียด ตัวโฟเรลนั้นเป็นนักผจญภัยระดับบุษราคัมที่เคยทำภารกิจของสมาคมนักผจญภัยหลายครั้งแล้ว เขาเป็นหนึ่งในดาวรุ่งคนสำคัญของสมาคมในปัจจุบัน

         

        ทั้งเรื่องฝีมือ ความสามารถ และสถานะเผ่าจิตวิญญาณที่หายากทำให้นักผจญภัยหลายคนรู้จักเขา เธอตัดสินว่าเขานั้นเชื่อถือได้ ดังนั้นเรนเดลจึงได้เดินทางไปเกาะลูนพร้อมกับโฟเรลเพื่อตรวจสอบแท่นแม่เหล็กบรรพกาลเพิ่ม

         

        ทางด้านเพชฌฆาตนั้นได้ข้อมูลที่สำคัญกว่ามากแถมยังชัดเจนยิ่ง เธอรู้ถึงตำแหน่งของขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าแล้ว ปัญหาในตอนนี้คือวิธีการได้รับมันมา

         

        มหาตระกูลเอเทล เพราะเรื่องที่สุสานของขุนนางพันธุ์ผสมทำให้มหาตระกูลเอเทลและเธอนั้นอยู่กันคนละฝั่งโดนสิ้นเชิง การจะนำขนปีกนั้นออกมาจากมหาตระกูลเอเทลนั้นเธอต้องใช้วิธีที่ไม่ว่าจะตรวจสอบอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ และเธอยังคิดไม่ออกถึงวิธีดังกล่าว

         

        สายสัมพันธ์เดียวที่พอจะมีกับตระกูลเอเทลนั้นคือนิทานกับซอเด็ต เธอแอบคิดว่าหากให้นิทานเป็นฝ่ายติดต่อไปหาซอเด็ตเพื่อเรื่องนี้จะดีหรือไม่ แต่นึกไปแล้วเธอก็ปฏิเสธความคิดนี้ไป เรื่องอะไรปีกแห่งผืนฟ้าจะต้องช่วยเหลือคู่แข่งของเธอ

         

        ดังนั้นเธอจึงต้องใช้วิธีอื่นเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเทวทูตแห่งท้องฟ้า โฮโจที่เดินทางไปยังนครเฟเบิลเพื่อพูดคุยกับผู้สูงศักดิ์เฟกอลนั้นยังไม่ติดต่อกลับมา บางทีเพื่อปกปิดข้อมูลโฮโจอาจเลือกเดินทางโดยการใช้เรือโดยสารแทนข่ายอาคมเพื่อให้ง่ายต่อการปลอมแปลงเหตุผล

         

        ดังนั้นเธอจึงเหลือเพียงแหล่งข้อมูลสุดท้าย มนตรา ยอดอัจฉริยะด้านการวิเคราะห์และวิจัยแห่งหอสมุดตรงหน้า

         

        “ไม่เคยได้ยิน” มนตราตอบเรียบสั้น พังภาพวาดฝันขององค์หญิงไพลินในพริบตา แต่ก่อนที่ไพลินจะพูดอะไรเพิ่มเติมมนตราก็พูดเสริมขึ้นก่อน “ถ้าชื่อตรง ๆ แบบนั้นไม่เคยได้ยิน แต่ชื่อที่คล้าย ๆ กันเคยได้ยินมาบ้าง”

         

        มนตรากวาดตาอ่านข้อมูลที่ไพลินจัดเตรียมมาให้ เขาวงไปยังคำว่า แท่นแม่เหล็กบรรพกาลและผู้สูงศักดิ์เผ่าซือบาส

         

        “ฉันเคยได้ศึกษาเรื่องของผู้สูงศักดิ์ในอดีตท่านนี้มาบ้าง แต่ไม่เคยรู้หรอกว่าสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นมาหลังจากนั้นเรียกว่าเทวทูตแห่งท้องฟ้า”

         

        “ส่วนศิลาแม่เหล็กบรรพกาลฉันไม่เคยได้ยิน แต่ตอนศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของเผ่าใต้บาดาลตอนนั้นผู้อาวุโสพูดถึง 43เสาค้ำสมุทร ในตอนนั้นเธอจำไม่ได้มากแต่เธอพูดชื่อออกมา 12เสา เสาที่ 27 มีชื่อว่าแท่นแม่เหล็กบรรพกาล” มนตราชี้ไปยังสองจุดพร้อมทั้งอธิบาย

         

        “ฉันได้รู้มาแค่นั้น ไม่ได้รับทั้งตำแหน่งหรือข้อมูลเพิ่ม ผู้อาวุโสพวกนั้นปิดปากเงียบกริบเพราะงั้นข้อมูลจึงน้อยเกินไป ถ้าเธอสามารถหาตำแหน่งของเสาอื่นมาให้ได้บางทีฉันอาจหาตำแหน่งของเสาต้นที่เหลือได้ แต่ไม่รับปาก”

         

        “ส่วนขนปีกนั่นถ้ามีข้อมูลเกี่ยวกับเทวทูตแห่งท้องฟ้ามากกว่านี้ฉันอาจจะช่วยหาคำตอบที่อยู่ปัจจุบันของพวกมันได้ แต่ยากกว่าหาตำแหน่งเสามาก เพราะงั้นเธอหาวิธีเอามาจากตระกูลเอเทลเองเร็วกว่า”

         

        เบื้องหลังภาพฝันที่พังทลายคือสายรุ้งงดงาม

         

         


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน