หลังจากที่ทุกคนได้วางกลยุทธ์เรียบร้อย ก็ครบเวลาหนึ่งชั่วโมงพอดี ผู้อาวุโสของตระกูลโอวหยางหนึ่งได้กล่าวเพิ่มเติมว่า
“ในการประลองครั้งนี้นอกจากคะแนนการล่าแล้ว มีกฎว่าห้ามสังหารกันเองโดยเด็ดขาด บทลงโทษจะเหมือนกับการล่าสัตว์อสูรอนุรักษ์ กฎอื่นๆ นั้นจะสามารถอ่านได้ในป้ายเหล็ก การประลองล่าสัตว์อสูรจะดำเนินการทั้งหมดสิบวัน ในการประลองนั้นจะมีค่ายกลค่ายดูการเคลื่อนไหวของพวกเจ้า
และยังห้ามติดต่อกับผู้อาวุโสในตระกูลของตัวเองโดยเด็ดขาด" เพราะว่าตระกูลโอวหยางจะถ่ายทอดเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านค่ายกล หากผู้อาวุโสที่อยู่ด้านนอกดูสถานการณ์ของกลุ่มอื่น แล้วแจ้งต่อบุตรหลานหรือศิษย์ของตนเอง อาจทำให้เกิดการจ้องแย่งชิงผลงาน ผ่านการโกงได้ เพราะการนับคะแนนนั้นจะนับจากซากของสัตว์อสูร จึงสามารถเกิดการแย่งชิงซากศพได้
หากเป็นการแย่งชิงปกติย่อมไม่ผิดกฎของการแข่งกัน แต่ว่าหากมีการบอกตำแหน่งของกลุ่มอื่นการภายนอกนั้นไม่อาจทำได้
"และในแผ่นป้ายเหล็กของแต่ละคนจะมีค่ายกลของตระกูลโอวหยางกำกับไว้ หากพวกเจ้ากล่าวว่า จบการประลอง ยอมแพ้ หรือ ถอนตัว ผู้ที่ถือป้ายขณะนั้นจะถูกส่งมายังประตูเคลื่อนย้ายทันที แต่ผู้ที่ใช้ค่ายกลนี้จะถูกถอดออกจากการแข่งขันครั้งนี้ทันที ส่วนของรางวัลนั้นจะมีดังต่อไปนี้
อันดับห้าสิบเอ็ดถึงหนึ่งร้อยอันดับแรก จะได้รับโอสถทะลวงปราณระดับสี่ จำนวนเท่ากับจำนวนคนในกลุ่ม
อันดับสามสิบเอ็ดถึงห้าสิบ จะได้รับโอสถทะลวงปราณระดับสี่ และอาวุธวิเศษระดับสาม จำนวนเท่ากับจำนวนคนในกลุ่ม
อันดับยี่สิบเอ็ดถึงสามสิบ จะได้รับโอสถทะลวงปราณระดับห้า และอาวุธวิเศษระดับสี่
อันดับสิบเอ็ดถึงยี่สิบ จะได้รับโอสถทะลวงปราณระดับห้า และอาวุธวิเศษระดับห้า
อันดับสี่ถึงสิบ จะได้รับโอสถทะลวงปราณระดับหกและอาวุธวิเศษระดับหก
อันดับสองและสาม จะได้รับโอสถทะลวงปราณระดับเจ็ดและอาวุธวิเศษระดับเจ็ด
อันดับหนึ่ง จะได้รับอาวุธวิเศษระดับเจ็ดและโอสถเพลิงชำระวิญญาณ”
เสียงฮือฮา ดังขึ้นทันทีที่ประกาศรางวัลของอันดับที่หนึ่ง เพราะโอสถเพลิงชำระวิญญาณนั้นเป็นโอสถที่จะสามารถสกัดได้จากการใช้เพลิงแห่งฟีนิกซ์ของราชวงศ์โชติช่วงเท่านั้น โดยความสามารถของ โอสถเพลิงชำระวิญญาณ คือหากผู้ในที่ดูดซับพลังของมันนั้นจะสามารถทะลวงระดับแปดชนชั้นราชันได้อย่างแน่นอน และ โอสถเพลิงชำระวิญญาณยังมีความสามารถแฝงคือการคงรูปวิญญาณหากผู้ที่ดูดซับโอสถเพลิงชำระวิญญาณถูกสังหารจนตายจะสามารถคงดวงวิญญาณไม่ให้สลายไป ทำให้สามารถหาวิธีคืนชีพได้อีกครั้ง
บนโลกใบนี้มีแต่ชนชั้นราชันขึ้นไปเท่านั้นที่หากถูกสังหารจะสามารถคงรูปดวงวิญญาณไม่ให้สลายไปตามธรรมชาติ การจะทะลวงเข้าสู้ชนชั้นราชันนั้นจึงจำเป็นจะต้องทำให้ระดับขั้นของดวงวิญญาณแกร่งแข็งเทียบเท่าระดับร่างกายจึงจะสามารถทะลวงชนชั้นราชันได้
แต่ผู้ฝึกยุทธ์บนโลกลมปราณเน้นการฝึกระดับร่างกายไม่เน้นการฝึกระดับดวงวิญญาณจึงทำให้มีชนชั้นจอมยุทธ์จำนวนมากไม่อาจทะลวงชนชั้นราชันได้ หากได้กินโอสถเพลิงชำระวิญญาณที่จะสามารถยกระดับดวงวิญญาณได้ก็จะสามารถเข้าสู้ระดับราชันได้อย่างแน่นอน รางวัลของอันดับที่หนึ่งนั้นจึงสามารถความแตกตื่นเป็นอย่างมาก
“เป็นอย่างที่คิดเมื่อประกาศของรางวัลอันดับที่หนึ่งนั้นแม้แต่พวกตระกูลระดับสูงยังจ้องตาเป็นมัน” ประมุขตระกูลมู่หรงกล่าว
“แม้แต่ข้ายังอยากได้เลย..ไม่ต้องกล่าวจึงพวกตระกูลระดับสูงอื่นๆ เลย เสียดายที่สี่มหาตระกูลนั้นถูกสั่งว่าห้ามส่งทายาทลงแข่งขัน” ประมุขตระกูลถังกล่าว
“แต่ข้ารู้สึกว่าสายเลือดของตระกูลถังก็มีคนที่เข้าร่วมด้วยไม่ใช่หรือ” ประมุขตระกูลมู่หรงกล่าวกับประมุขตระกูลถัง
“เด็กนั้น จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถดึงพลังสายเลือดของตระกูลถังออกมาได้ ไม่อาจนับเป็นคนตระกูลถังได้” ประมุขตระกูลถังกล่าว
..
..
“เริ่มงานประลองล่าสัตว์อสูรได้"” เสียงของผู้อาวุโสตระกูลโอวหยางดังขึ้นกลบเสียงของทุกคนที่กำลังตื่นเต้นกับของรางวัลทันทีที่ได้ยิน เหล่าผู้เยาว์ทั้งหมดก็ได้เดินไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายทันที ย้ายกลเคลื่อนย้ายของตระกูลโอวหยางนั้นรูปแบบของประตูมิติ ที่เชื่อมประตูขนาดใหญ่กับประตูขนาดเล็กหลายๆ อันรอบเทือกเขาหมื่นอสูร
“พวกเราไปกันเถอะ” อูหลินเฟิงกล่าวจากนั้นทั้งกลุ่มก็ได้เข้าสู่ค่ายกลเคลื่อนย้ายทันที
เมื่อได้ผ่านประตูเคลื่อนย้ายมากลุ่มของอูหลินเฟิงก็ได้เข้าสู่ชายขอบของเทือกเขาหมื่นอสูรทันที เมื่อเดินออกจากประตูคนทั้งหมดก็ได้สำรวจบริเวณที่กลุ่มของตัวเองอยู่
“ตอนนี้เราอยู่ที่บริเวณชายขอบก่อนเข้าสู่เขตชั้นแรก ของเทือกเขาหมื่นอสูร ข้าคิดว่าถ้าเราอยากได้คะแนนมากก็จำเป็นต้องเข้าสู้บริเวณเขตที่สองเพื่อเข้าไปล่าสัตว์อสูรระดับห้า ส่วนเขตที่สามขึ้นไปจากระดับของกลุ่มเราไม่ควรที่จะเข้าไปอย่างยิ่ง” อูหลินเฟิงกล่าว
เทือกเขาหมื่นอสูรนั้นเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรที่ใหญ่ที่สุดของทวีปลมปราณฟ้าหากนับเพียงรัศมีความกว้างก็กินพื้นที่มากกว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตร แบ่งเป็นเจ็ดเขตจากระดับความอันตราย เขตที่หนึ่งนั้นคือเขตนอกสุดของเทือกเขาหมื่นอสูร ส่วนเขตที่เจ็ดก็คือส่วนที่อยู่ใจกลางของเทือกเขาและยังเป็นเขตที่อันตรายสำหรับมนุษย์อย่างมาก
เขตที่หนึ่งนั้นจะสามารถพบเจอสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงสี่ส่วนระดับที่สองดันจะสามารถพบระดับห้าหรือหกได้ทั่วไป แต่หากเป็นเขตระดับสามก็สามารถที่จะพอเจอสัตว์อสูรระดับเจ็ดได้ กลุ่มของอูหลินเฟิงนั้นมีความสามารถที่จะเข้าไปได้เพียงเขตระดับสองเท่านั้น เขตระดับหนึ่งหรือเขตแรกนั้นจะมีความกว้างประมาณสามร้อยกิโลเมตรส่วนระดับสองนั้นจะมีระยะประมาณเจ็ดร้อยเมตร
“หากต้องการเข้าสู่เขตระดับสอง หากเราเดินเท้าต่อให้เร่งความเร็วขนาดไหนก็จะใช้เวลาอย่างน้อยสี่หรือห้าวัน" กวนซ่างซีกล่าว
"เช่นนั้นเราก็เดินทางไป ล่าสัตว์อสูรตามทางที่พบรวมถึงค้นหาทรัพยากรพวกสมุนไพรหากเราพบระหว่างทาง หากต้องการทำคะแนนให้ดีนั้นควรที่จะล่าเพราะระดับขั้นสี่ขึ้นไปเท่านั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลามากเกินไป” จงหมิ่นกล่าว
“เช่นนั้นเราก็รีบเข้าไปกันเถอะ” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นก็ได้เดินนำคนทั้งหมดเข้าสู้เทือกเขาหมื่นอสูร เขาได้ส่งฮุยฮุย (อินทรีย์ขนเทา) บินขึ้นฟ้าไปทันที เขายังใช้วิชามายารวมถึงซ่อนจิตเพื่อซ่อนตัวของฮุยฮุยที่บินอยู่บนฟ้าเพื่อไม่ให้ถูกนักล่ากลุ่มอื่นล่า จากความเข้าใจผิดอีกทั้งยังสามารถซ่อนตัวฮุยฮุยจากสัตว์อสูรประเภทนกตัวอื่นได้ด้วย
“เออ คุณชายอูเจ้าคะ” ในขณะที่กำลังเดินทางในเทือกเขาหมื่นอสูรเขตขั้นแรกนั้นจู่ๆ เสวี่ยหานเอ๋อร์ก็ได้ทักอูหลินเฟิง
“มีอะไรงั้นหรือ คุณหนูเสวี่ย”
“ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนูก็ได้เจ้าค่ะ ใต้ต้นไม้ตรงนั้นเหมือนจะมีสมุนไพรลมปราณอยู่เจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ได้ชี้ไปยังต้นไม้ที่บอก
“ตรงไหนหรือ” อูหลินเฟิงได้ลองให้หั่วอีลองใช้จมูกดมดูแต่ว่าหั่วอีกลับไม่ได้กลิ่นสมุนไพรที่ว่าเลย
“ตามข้ามาได้เลยเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์ได้นำทางคนทั้งหมดมาถึงต้นไม้ที่ตนบอก “ใต้ต้นไม้ต้นที่เจ้าค่ะ”
“โฮ่ง โฮ่ง” เมื่อเข้ามาใกล้หั่วอีถึงร้องบอกอูหลินเฟิงว่าได้กลิ่นของสมุนไพร
“คุณชายลี่ ท่านของให้ปราณปฐพีสัมผัสใต้ดินดูได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าว
“ได้” เมื่อได้รับคำสั่งลี่เจียงได้ใช้มือส่งลมปราณปฐพีของตนประสานเข้ากับพื้นดิน “ข้าเจออะไรบางอย่างแล้ว ลึกมาก” เมื่อได้เจอบางสิ่งนั้นลี่เจียงได้โคจรลมปราณปฐพีชักนำให้ดินนั้นค่อยดันสิ่งที่เจอขึ้นมา
“โสมศิลา! ดูจากปราณที่ออกมาอย่างน้อยๆ จะต้องสองพันปีขึ้นไป ถือเป็นสมุนไพรระดับห้าเลยทีเดียว” กวนซ่างซีกล่าวอย่างตะลึง
“โสมศิลา มักเกิดภายในชั้นดินที่ลึกอย่างมากเพื่อดูดซับพลังจากพื้นดินทำให้โสมศิลานั้นมีลมปราณปฐพีแฝงไว้จำนวนมาก แต่ด้วยความลึกนั้นทำให้เป็นสมุนไพรที่หาได้ยาก” อูหลินเฟิงกล่าวเสริม จากนั้นก็มองไปยังเสวี่ยหานเอ๋อร์อย่างตะลึง เพราะกว่าที่หั่วอีจะรู้ว่าใต้ต้นไม้นี้มีสมุนไพรอยู่จะต้องเข้ามาใกล้มาก แต่ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์กลับสามารถบอกได้ว่าตรงนี้มีโสมศิลาอยู่ทั้งๆที่เมื่อครู่อยู่ไกลจากตรงนี้มากนัก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน”อูหลินเฟิงถาม
“ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ว่าตั้งแต่เกิดข้าสามารถรับรู้ถึงสมุนไพรที่มีลมปราณได้ ข้าจึงใช้วิธีนี้หาเงินและหาสมุนไพรลมปราณมาฝึกฝนลมปราณของข้าเจ้าค่ะ”
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ หาเจ้าสามารถหาสมุนไพรตั้งแต่ระดับสองขึ้นไปให้พวกเราได้ หากว่าพวกเราคนไหนต้องการสมุนไพรพวกนั้นพวกเราจะจ่ายเป็นเงินให้กับเจ้า ดีหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวข้อเสนอ แม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวแต่อูหลินเฟิงคิดว่าควรใช้การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกับนาง สัญชาตญาณของเขาบอกว่าจะต้องทำดีกับคนผู้นี้ให้มากที่สุด
“จริงหรือเจ้าคะ ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” เสวี่ยหานเอ๋อร์รับคำของอูหลินเฟิงจากนั้นคนทั้งหมดก็ได้ออกเดินทางต่อ ส่วนโสมศิลานั้นลี่เจียงได้ทำขอไป เพราะเขาเป็นผู้ใช้ปราณปฐพีโสมศิลาจึงเป็นทรัพยากรที่เขาต้องการ โดยที่ลี่เจียงได้จ่ายเงินให้กับเสวี่ยหานเอ๋อร์ แม้ว่าลี่เจียงจะเสนอราคาให้เท่ากับราคาตลาดแต่ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์กับขอรับเพียงหนึ่งในสิบจากราคาจริงเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าเป็นคำขอบคุณที่ให้เข้าร่วมกลุ่ม
หลังจากนั้นเรียกได้ว่าความสามารถพิเศษของเสวี่ยหานเอ๋อร์ทำงานอย่างต่อเนื่อง นางสามารถค้นหาสมุนไพรให้กับกลุ่มได้มากกว่าสิบชนิด บางชนิดนั้นเป็นสมุนไพรที่สามารถซ่อนลมปราณหรือกลิ่นอายของตัวเองได้ แต่ก็ยังถูกเสวี่ยหานเอ๋อร์หาเจอ เรียกได้ว่านางเป็นดาวนำโชคเรื่องสมุนไพรลมปราณของกลุ่มเลยทีเดียว
“ขออภัยคุณหนูเสวี่ย...ที่ข้าเคยดูถูกท่าน ไม่อยากให้ท่านเข้าร่วมกลุ่มในทีแรก” กวนซ่างซีได้กล่าวขึ้นมาหลังจากเห็นความสามารถของเสวี่ยหานเอ๋อร์
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะคุณหนูกวนข้าเข้าใจ ท่านไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนูก็ได้เจ้าคะ ข้าเป็นเพียงบุตรหลานจากตระกูลไร้อันดับเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าขอเรียกเจ้าว่าหานเอ๋อร์แล้วกัน ส่วนเจ้าสามารถเรียกข้าว่าพี่หญิงซ่างซีได้” กวนซ่างซีกล่าว หลังจากได้รู้จักและเห็นความสามารถของเสวี่ยหานเอ๋อร์แล้วนั้น กวนซ่างซีกลับชื่อชอบเสวี่ยหานเอ๋อร์อย่างมาก
“เจ้าค่ะ ท่านพี่หญิงซ่างซี”
..
..
จบตอน