จูเกาเซวียนผุดลุกขึ้น หยิบเสื้อนอกมาสวมให้เรียบร้อย เดินออกจากกระโจมพักไปยังกระโจมบัญชาการเพื่อขอพบแม่ทัพใหญ่ในทันที
แม่ทัพลู่ถูกปลุกให้ลุกจากเตียงมาต้อนรับ เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เอ้อร์หวงจื่อมาพบกระหม่อมยามนี้ มิทราบมีข่าวใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองเดินเข้าไปภายในกระโจม มองเงาตะเกียงไหววูบวาบครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาถามแม่ทัพลู่เสียงขรึม “ท่านจำตอนที่ชาวนอกด่านเล็ดลอดเข้ามาในกำแพงครานั้นได้หรือไม่”
แม่ทัพลู่ชะงักก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “จำได้แม่นทีเดียว ตอนนั้นพวกเราวางกำลังปิดล้อมวัดฝูซานไหลอยู่สามวัน รอคอยให้พวกมันเผยตัวอยู่ในเงามืด ยังดีที่สามารถรวบแหจัดการพวกมันไว้ได้ก่อนที่มันจะได้ก่อการใหญ่”
จูเกาเซวียนเอ่ยเสียงต่ำ “สองปีมานี้พวกมันเริ่มก่อกวนชายแดนอย่างหนักอีกครั้ง ส่วนใหญ่เป็คาราวานพ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายนอกด่าน สิ่งที่ปล้นไปได้คืออาหารและสมุนไพรเป็ส่วนใหญ่ ท่านเคยคิดหรือไม่ว่ามันค่อนข้างบังเอิญ ครั้งก่อนมีคนในคอยช่วยพาพวกมันเข้าเมือง หากครั้งนี้มีคนในคอยส่งเสบียงให้พวกมันโดยตั้งใจเล่า...จะเกิดอะไรขึ้น ?”
แม่ทัพลู่ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดไตร่ตรองเงียบ ๆ เพียงอึดใจเดียวก็เงยหน้าขึ้นประสานมือกล่าว “กระหม่อมเข้าใจแล้ว จะเรียกประชุมเดี๋ยวนี้เพื่อปรับกลยุทธ์ใหม่อีกครั้ง”
เมืองเป่ยจิง สองเดือนต่อมา
คิมหันต์ปีนี้มีร้านเสื้อร้านหนึ่งโด่งดังขึ้นมาท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด ‘รุ่ยจิ่งฟาง’ แทบจะกลายเป็ร้านที่ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับกวนอี้โหรว ผู้อยู่เื้ัความสำเร็จครั้งนี้ก็คือพระชายาองค์ชายรอง
แบบเสื้อที่พระชายาแซ่ซูสวมใส่นั้นมีโดดเด่น แปลกใหม่ ทว่าไม่ทิ้งความสง่างาม
หน้าร้านรุ่ยจิ่งฟางมีรถม้าจอดเรียงกันไม่ขาดสาย สตรีที่สวมอาภรณ์ตัดเย็บประณีตจากผ้าไหมชั้นดีผลัดกันเดินเข้าออก เสียงกระซิบถามถึง “ลายที่ยังไม่ซ้ำใคร” ดังแทรกขึ้นมาไม่ขาดสาย
พนักงานในร้านแทบไม่มีเวลาได้หยุดพัก
ด้านหลังบานประตูห้องรับรองที่อยู่บนชั้นสองของร้านยามนี้มีแขกสูงศักดิ์ผู้หนึ่งนั่งอยู่ ซูอันหนิงนั่งจิบชาที่พนักงานของร้านนำมารับรอง ใบชาคุณภาพปานกลาง ทว่าความกระตือรือร้นในการต้อนรับอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม
เมื่อเดือนก่อนนางสั่งให้ไฉ่ป้าน[1]ซื้อผ้าจากร้านผ้าหลายแห่งเพื่อดูคุณภาพพื้นฐานของผ้าในร้านต่าง ๆ ยกเว้นกวนอี้โหรว นางพบว่าผ้าจากร้านรุ่ยจิ่งฟางมีคุณภาพปานกลางไปทางสูง ราคาเหมาะสมสำหรับการผลิตขายในจำนวนที่ไม่มากจนเกินไป
หลังจากพบปะพูดคุยกับเ้าของร้านโดยตรง นางแทบไม่ต้องโน้มน้าวให้มากความ เพราะผลตอบรับจากงานที่กวนอี้โหรวลอกไปคราวก่อน ก็คือตัวอย่างความนิยมของแบบเสื้อที่นางคิดค้นขึ้น
รุ่ยจิ่งฟางเห็นตัวอย่างจากเหตุการณ์นั้น เมื่อซูอันหนิงมาหาถึงที่พวกเขาย่อมมองเห็นโอกาสและอ้าแขนรับด้วยความยินดี ผู้ดูแลร้านจึงเชิญเฒ่าแก่เนี้ยมาคุยด้วยตนเอง สุดท้ายซูอันหนิงจึงได้ตกลงธุรกิจกับรุ่ยจิ่งฟางสำเร็จ
เพราะเสื้อผ้าต้องเปลี่ยนใหม่ทุกฤดู ความงามของอาภรณ์แต่ละฤดูย่อมแตกต่างออกไป และรุ่ยจิ่งฟางก็มองเห็นสิ่งนี้
“หวงจื่อเฟยมาวันนี้มีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้เ้าคะ” เฒ่าแก่เนี้ยรุ่ยยิ้มถาม
ซูอันหนิงวางถ้วยชาลงช้า ๆ ตอบว่า “ที่มาวันนี้ก็เพื่อพูดคุยเื่ชุดในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ได้เวลาที่รุ่ยจิ่งฟางต้องหาวัตถุดิบแล้ว”
รุ่ยฮูหยินเลิกคิ้ว เอ่ยถามอย่างสงสัย “แต่ตอนนี้ยังเป็กลางฤดูร้อนอยู่เลย เราจะผลิตชุดฤดูหนาวแล้วหรือเ้าคะ”
“่ที่ร้อนที่สุดวัตถุดิบฤดูหนาวย่อมราคาถูกที่สุด หากรอให้ถึงฤดูใบไม้ร่วง…ก็สายเกินไปแล้ว” กล่าวจบนางก็ยกมือขึ้น ลี่หนานจึงส่งเทียบรายการของที่ต้องใช้ให้เฒ่าแก่เนี้ย วัสดุที่จำเป็ถูกเขียนเอาไว้ในนั้นทั้งหมด
“รายการขนสัตว์เหล่านี้ รีบซื้อไว้มากหน่อยจะดีที่สุด”
รุ่ยฮูหยินกวาดสายตาอ่านรายการของแล้วต้องพยักหน้า “จริงด้วยเ้าค่ะ รายการของเหล่านี้เมื่อใกล้ฤดูหนาวจะเริ่มหายาก ราคาก็จะสูงขึ้นมาก ข้าน้อยจะให้เหล่าอู๋เริ่มหาวัตถุดิบตามรายการั้แ่ตอนนี้เลย”
ซูอันหนิงพยักหน้า “มีมากหน่อยย่อมไม่ขาดทุน...” นางกล่าวอย่างมีความนัยแววตาเปื้อนยิ้ม
เมื่อตกลงธุรกิจเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยลา “เช่นนั้นข้ากลับก่อน หากมีคำถามอะไรฮูหยินก็ไม่ต้องเกรงใจ ส่งคนไปหาข้าที่จวนองค์ชายได้เลย”
รุ่ยฮูหยินพยักหน้า รีบลุกขึ้นยืน “ข้าน้อยจะไปส่งหวงจื่อเฟยที่ประตูด้วยตัวเองเพคะ”
ซูอันหนิงถือพัดรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีความโปร่งบางสามารถมองทะลุเห็นโครงหน้าผู้ใช้อย่างเลือนรางเวลา ยกขึ้นมาปิดใบหน้าลวดลายปักเครือเถาเข้าชุดกับลายปักบนปลายแขนเสื้อคลุมฤดูร้อน ทั้งเรียบหรูและงามสง่า
ยามที่ทั้งคู่เดินมาหยุดที่ประตูทางเข้า กว่านซื่อของกวนอี้โหรวซึ่งอยู่เยื้องกันทางฝั่งตรงข้ามกำลังส่งแขกสูงศักดิ์ออกจากร้านพอดี สายตาสองฝั่งสานสบ ฝั่งนั้นชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยอบกายแล้วหมุนตัวเข้าร้านไป
รุ่ยฮูหยินขมวดคิ้วพึมพำเบา ๆ “สตรีที่เพิ่งออกจากร้านกวนอี้โหรวเมื่อครู่...”
ซูอันหนิงหันมาถามด้วยความใคร่รู้มากกว่าจะสนใจจริงจัง “นางคือใครหรือ”
รุ่ยฮูหยินกลับสะดุ้งใ “ข้าน้อยอาจมองผิดไปเ้าค่ะ เห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นอาจจะจำผิดไป”
ซูอันหนิงประคองชายแขนเสื้อขณะยกพัดขึ้นมาปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้มบาง “อ้อ…” เสียงรับคำบางเบาราวกับไม่ใส่ใจ
เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วจึงได้หันมาถามลี่หนาน “สตรีที่เพิ่งออกจากร้านกวนอี้โหรว คือคุณหนูจางใช่หรือไม่”
ลี่หนานอึกอักไม่กล้าสบตา ชางอิงจึงตอบแทน “ใช่เ้าค่ะ”
ซูอันหนิงลูบขอบพัดเบา ๆ กล่าวอย่างเนิบช้า “ข้าความจำเสื่อม...คนที่ข้าควรรู้จักมายามนี้กลับจำไม่ได้เสียแล้ว พวกเ้าคิดว่ากำลังช่วยข้าหรือกำลังปิดหูปิดตาข้ากันแน่”
ลี่หนานคุกเข่าลงบนพื้นรถม้าก้มหน้ารับผิดทันที “บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ บ่าวแค่สงสารคุณหนู หากจดจำเื่เ่าั้ไม่ได้อาจจะดีกว่า...”
ซูอันหนิงประคองนางขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “เอาละ...ข้ารู้ว่าพวกเ้าต่างหวังดี จากนี้ไปเื่ใดก็ตามที่ข้าหลงลืมไปแล้วพวกเ้าต้องเตือนความจำให้ข้า อย่างเื่คุณหนูจาง ยามนี้ข้ากับนางอาจกำลังต่อสู้กันอยู่โดยที่ข้าไม่รู้ตัว ข้าอาจไม่ได้มองนางเป็ศัตรูแต่ผู้ใดจะรู้นางวางข้าในฐานะใด พวกเ้ากลับเอาแต่ปกปิด หากวันใดข้าถูกศัตรูลวงไปขายก็คงจะช่วยเขานับเงินโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยสินะ”
“บ่าวจดจำไว้แล้วเ้าค่ะ ต่อไปบ่าวจะรายงานหวงจื่อเฟยทุกเื่” ลี่หนานรับคำ
จู่ ๆ รถม้าก็หยุดกะทันหัน คนในรถไม่ทันระวังต่างล้มไปด้านหน้า ทั้งนายหญิงและสาวใช้ต่างกอดประคองกันไว้ในอ้อมแขน
เสียงต่อสู้ดังขึ้นจากด้านนอก
ซูอันหนิงเปิดม่านออกหวังจะดูสถานการณ์ด้านนอก ทันใดนั้นไอเย็นเยียบก็แล่นวาบเข้ามาตามรอยแยกของผ้าม่าน กระบี่คมกริบแทงเข้ามาในรถม้าอย่างฉับพลัน
ปลายกระบี่แหลมเจือกลิ่นอายสังหาร ซูอันหนิงยกพัดขึ้นรับตามสัญชาตญาณพร้อมเอนกายหลบ กระบี่นั้นแทงทะลุพัดเข้ามาปลายกระบี่หยุดห่างจากลำคอด้านข้างของนางเพียงเสี้ยวเดียว
ไม่รู้ว่ามือของนางเคลื่อนไหวไปเองได้อย่างไร บิดพัดหมุนอย่างคล่องแคล่ว พลิกเอาใบกระบี่ให้เปลี่ยนทิศทางแล้วกักมันไว้ไม่ให้ขยับ สองฝ่ายยื้อยุดในลักษณะตรึงกันอยู่ มือที่ถือพัดของนางสั่นไม่หยุด ขอบพัดที่ทำจากงาช้างเริ่มปริแตกทีละน้อยไม่ต่างจากเรี่ยวแรงของนางที่ลดลงทีละนิด
คนมองนางอย่างประหลาดใจก่อนจะกระชากกระบี่กลับ โครงงาช้างรับแรงไม่ไหวในที่สุดก็แตกกระจายออก ซูอันหนิงถลาตามแรงกระชากพุ่งเข้าชนกับขอบหน้าต่างอย่างแรง
รถม้าสั่นะเืรุนแรง นางเจ็บจนจุกขยับร่างไม่ได้ไปชั่วขณะ
ตอนนั้นเองที่กระบี่ถูกแทงเข้ามาอีกครั้ง !
นางประคองไหล่เบิกตากว้าง หัวใจหล่นวูบ ปลายกระบี่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ ซูอันหนิงเอนร่างหลบแต่ไม่อาจปัดป้องได้ดังใจนึก
แต่ก่อนที่ปลายกระบี่จะมาถึงตัว ร่างของมือกระบี่ก็ถูกใครคนหนึ่งถีบกระเด็นออกไปอีกทาง เหอไห่ะโเข้ามายืนข้างรถม้าเอ่ยถามด้วยสีหน้าตึงเครียด “หวงจื่อเฟยาเ็หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก นับั้แ่กระบี่แรกถูกแทงเข้ามาจนถึงตอนนี้เป็ชั่วระยะเวลาเพียงสิบลมหายใจเท่านั้น
ลี่หนาน ชางอิงรีบเข้ามาพยุงผู้เป็นาย ซูอันหนิงกุมไหล่ด้วยมือสั่นระริก ปอยผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ นางฝืนส่ายหน้าทั้งที่ลมหายใจติดขัด
เหอไห่พยักหน้าก่อนจะะโเข้าใส่คนร้ายอีกครั้ง เสียงต่อสู้ดังต่อไปอีกครู่หนึ่ง เมื่อคนร้ายเห็นว่าแผนการล้มเหลว ไม่อาจเข้าใกล้รถม้าได้อีกจึงล่าถอยไป ไม่นานเสียงกีบเท้าม้ากลุ่มใหญ่ก็ดังใกล้เข้ามา
“กองทหารรักษาเมืองอารักขาหวงจื่อเฟย !”
[1] ผู้รับหน้าที่จัดซื้อของเข้าจวน