“ฉันไม่เคยเห็นกระต่ายในดวงจันทร์ ไม่ว่าใครชี้ให้ดูหรืออธิบายอย่างไรฉันก็ไม่เข้าใจ...” เ้าของร้านพูดขึ้นกับหญิงสาววัยรุ่นในชุดนักศึกษาซึ่งจ้องมาอย่างไม่วางตาจากฝั่งตรงข้าม เด็กสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวสูงสำหรับบาร์ ฝั่งของลูกค้า เ้าของร้านมักเรียกมันเช่นนั้น
“...แต่พออายุ 27 ฉันก็คิดว่าฉันอาจจะเห็น แม้จะพอทำใจยอมรับว่านั่นคือกระต่ายได้แล้ว แต่ฉันก็คิดว่าถ้าไม่เคยมีใครเคยบอกมาก่อนฉันคงไม่มีทางเห็นว่ามันคือกระต่ายแน่ ๆ และก็ไม่รู้ว่ากระต่ายที่ฉันเห็นคือกระต่ายแบบที่คนอื่นเห็นหรือเปล่า เพราะที่เขาบอกกันว่ามันกำลังตำข้าวบ้าง อะไรบ้าง ฉันคิดว่าเห็นแค่หูเท่านั้น”
“ตอนนี้ล่ะคะ?” เด็กสาวถามขึ้น ข้าวสวยร้อนอ่อนนุ่มกลิ่นหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วร้าน เมื่อมองออกไปทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่จะเห็นภาพถนนสายเก่าแก่แสนวุ่นวาย ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สว่างไสวตัดกับท้องฟ้ามืดมิด แม้จะเป็เวลาตี 4 แต่ร้านขายข้าวสารฝั่งตรงข้ามมีคนเดินเข้าออกตลอดเวลา รถบรรทุกจอดอยู่หน้าร้าน แรงงานจับกังแบกกระสอบป่านเข้าออกพัลวัน แม้จะบอกว่าเป็ร้านขายข้าวสาร แต่ธัญพืชมากมายถูกส่งตรงมาจากต่างแดนทำให้ถนนเส้นนี้พลุกพล่านตลอดเวลาแม้ในยามวิกาล
เ้าของร้านยังไม่ตอบคำถาม บทสนทนาที่เริ่มต้นจากคำที่ว่า ‘วันนี้พระจันทร์สวยจังนะ’ ชะงักลงเล็กน้อยเพราะต้องใช้เวลารวบรวมความคิด เธอเปิดฝาหม้อหุงข้าว ตักข้าวใส่จานก้นลึก ไข่ดาวสองฟองกำลังส่งเสียงกรุบกริบอยู่ในกระทะเหล็ก ขอบนอกเริ่มเป็สีทองกรอบฟู ไข่แดงกำลังเริ่มเหนียวข้น เ้าของร้านบรรจงใช้ตะหลิวตักน้ำมันร้อน ๆ ราด้าของไข่ดาวอยู่สองสามครั้ง จากนั้นจึงสะเด็ดน้ำมันและวางมันลงบนข้าวสวยที่พึ่งตักขึ้นมา
“ฉันเลิกสนใจมันแล้วล่ะ...” เ้าของร้านตอบลูกค้าผู้ซึ่งอยู่ตรงหน้า วางข้าวไข่ดาวลงตรงหน้าเธอ ขวดซอสถั่วเหลืองและน้ำปลาถูกหยิบขึ้นมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ “...ถ้าเป็แต่ก่อน ฉันคงเลือกที่จะทำแต่สิ่งที่คนอื่นชื่นชม และการที่ฉันไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็นมันทำให้ฉันรู้สึก...แปลกแยก โดดเดี่ยว...แต่ตอนนี้ฉันไม่สงสัยในตัวเองเพียงเพราะฉันไม่เห็นกระต่ายหรอก บางครั้งฉันก็เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นเหมือนกัน เื่ปกติธรรมดาจะตายไปไม่ใช่หรือ”
หญิงสาวอ่อนวัยผู้เป็ลูกค้ายิ้มบาง ๆ และไม่มีคำตอบกลับ เธอเหยาะซอสถั่วเหลืองลงบนไข่ดาวฟองหนึ่ง ปล่อยให้มันไหลลงไปบนข้าวด้านซ้าย จากนั้นใช้ปลายช้อนกดลงไปตรงไข่แดงเหนียวข้น ปล่อยให้ไข่แดงไหลเยิ้มลงไปในข้าว ข้าวหอมมะลิร้อน ๆ ซึมซับซอสกลิ่นหอมรสเค็มปนหวานและไข่แดง ก่อนเธอจะตักมันเข้าปากไปพร้อมกับไข่ขาวกรอบ ๆ
ลูกค้าคนสุดท้ายของวันนี้ไม่พูดหรือตั้งคำถามอะไรอีก เธอกินมันคำแล้วคำเล่า จนไข่ดาวฟองแรกหมดไป พร้อมกับข้าวครึ่งหนึ่ง จากนั้นเธอจึงหยดน้ำปลาลงไข่ดาวฟองที่เหลือ จิ้มช้อนลงไปตรงไข่แดง และปล่อยให้กระบวนการต่าง ๆ เป็ไปเช่นเดียวกับไข่ดาวฟองแรก
เ้าของร้านมองเด็กสาวที่เคยเต็มไปด้วยความฝันและความหวังนั่งทานข้าวไข่ดาวธรรมดา ลูกค้าคนนี้มีชีวิตมาก่อนเธอ และจบชีวิตลงก่อนหน้าเธอจะเกิดมาบนโลกนี้กว่าสิบปี ดวงิญญาของนักศึกษาสาวคนนี้คงวนเวียนอยู่ที่ไหนสักแห่งอยู่นานกว่าจะแวะมาที่ร้านของเธอ ใจนึกก็สงสัยว่าหากเธอคนนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกของคนเป็ เด็กหญิงคนนี้จะสร้างอะไรให้แก่โลกใบนั้นได้บ้าง ครอบครัวของเธอจะรู้สึกอย่างไรตอนที่รู้ว่าเด็กสาวที่พวกเขาเชื่อมั่นว่ากำลังได้ดีต้องจากไปเพราะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อท่ามกลางเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากมาย
ไม่นานก็ต้องสลัดความคิดนั้นออกไป นักศึกษาคนนี้ไม่มีทางกลับไปบนโลกใบเดิมในฐานะ คนเป็ ได้อีกแล้ว
“คุณรู้ไหมคะว่าข้าวไข่ดาวแบบนี้ต้องทำเองเท่านั้นถึงจะได้กิน ถ้าไปสั่งแม่ค้าทำให้ออกมาแบบนี้เขาคงได้โยนตะหลิวใส่แน่ ๆ” นักศึกษาสาวกล่าว ดวงตาของเธอแน่วแน่ ชัดเจน ไม่ไหวติงราวกับถูกเติมเต็มช่องว่างด้วยไข่ดาว คำพูดยียวนแต่ใบหน้านิ่งเฉยราวกับกำลังออกเดินทางไปในความทรงจำอีกครั้ง “พวกเขาทำเหมือนไข่ดาวไม่สำคัญ มีแต่คนที่เข้าใจเท่านั้นที่รู้ว่าไข่ดาวดี ๆ คือกับข้าว ไม่ใช่เครื่องเคียงกับผัดกะเพรา”
นักศึกษาสาววางช้อนลง ลุกยืนขึ้นและกล่าวขอบคุณ กระโปรงยาวจนถึงหน้าแข้งเต็มไปด้วยเศษหญ้า
“ฉันเคยคิดว่าฉันจะเปลี่ยนโลก เพื่อน ๆ ของฉันเชื่อว่าพวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม พวกเขาคิดว่ามีพลังนั้น ฉันร่วมต่อสู้กับพวกเขาทั้ง ๆ ที่จริงแล้วฉันแทบไม่เห็นทางออก ในหมู่ผู้คนที่เชื่อในสิ่งแตกต่างออกไปฉันแปลกแยก และในหมู่ผู้คนที่เชื่อในแบบเดียวกัน ฉันเองก็ยังแปลกแยก ฉันสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อทั้ง ๆ ที่ไม่เชื่อว่ามันเป็ไปได้...” เธอกล่าวเป็ประโยคสุดท้ายราวกับ้าอธิบายบางอย่างให้กับใครสักคนฟัง
“การต่อสู้แบบนั้นแหละที่กล้าหาญที่สุดไม่ใช่หรือ สาวน้อย”
ใช่ คนที่ต่อสู้เพื่อความเชื่อ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันเป็ไปได้หรือเปล่า แต่เมื่อเชื่อว่าสิ่งนั้นดีต่อผู้คน เธอก็พร้อมที่จะแลกสละแม้กระทั่งชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อความเป็ไปได้และความหวังอันเล็กน้อยว่าทุกคนจะได้อยู่ในโลกที่ดีขึ้นกว่าเดิม...เธอกล้าหาญจริง ๆ
นักศึกษาสาวยิ้ม
“คุณทำไข่ดาวได้อร่อยมาก”
“ฉันแค่ทำไปตามสิ่งที่เธอ้าน่ะ” สิ่งที่เธอโหยหา ในกรณีนี้คือการได้เป็คนเรียบง่าย โดยไม่ต้องแบกรับอะไรอีกต่อไป เหมือนตอนที่เธอยังทำแค่ทอดไข่ดาวในห้องครัวของบ้านไม้เก่า ๆ ที่ต่างจังหวัด ก่อนที่เธอจะได้เข้ามาในกรุงเทพและพบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเธอ หลังจากนั้นความฝันและความหวังคือสิ่งที่เธอแบกไว้ในฐานะนักเปลี่ยนแปลง และจบชีวิตลงในฐานะผู้ที่พยายาม
ฉันแค่อยากให้เธอได้กินของอร่อย เพราะนี่คือสิ่งที่ความตายก็จะพรากมันไปจากเธอไม่ได้ เ้าของร้านคิด
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
เ้าของร้านพยักหน้าและยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้เคยต้อนรับเหล่าิญญาที่เป็นักศึกษาและเนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษดินและหญ้าหลายครั้ง พวกเขาล้วนดูเต็มไปด้วยความเชื่อบางอย่างที่แบกมาจากโลกก่อนหน้า แต่แล้วความเชื่อนั้นก็ถูกดับไปราวกับเปลวเทียนที่ไร้ความสำคัญในวันที่หลอดไฟนีออนสว่างไสวอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขาทั้งเศร้าโศก ทั้งสงสัยในคุณค่าของชีวิตและความตายของตัวเองและจนกว่าิญญาเ่าั้จะสงบสุข สิ่งที่เ้าของร้านต้องทำคืออาหารจานแล้วจานเล่า
ดวงิญญาของนักศึกษาเ่าั้ได้เรียนรู้บางอย่างผ่านอาหารของเ้าของร้านเสมอ โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาทำได้อีกแล้วหลังจากนี้ เป็หน้าที่ของคนที่ยังอยู่ที่จะเลือกว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตที่ตนเองถือครองอยู่นั้นทำสิ่งใดหรือไม่ทำสิ่งใดต่อไป
“ขอบคุณเธอด้วยเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้ที่เกิดขึ้นโดยเสียเปล่า ความตายก็ด้วย” เ้าของร้านกล่าว จากนั้นจึงก้มหัวให้ลูกค้าเพื่อบอกลา
นักศึกษาสาวมองไปรอบ ๆ ร้านอาหารเล็ก ๆ ขนาดเพียง 24 ตารางเมตร ซึ่งเป็จุดพักสุดท้ายก่อนที่ดวงิญญาอย่างพวกเขาจะตัดสินใจว่าจะก้าวผ่านประตูบานไหนไป ระหว่างประตูหน้าร้านเพื่อกลับไปโลกของคนเป็ ในฐานะิญญาพเนจร หรือประตูสีเขียวมะกอกที่อยู่ด้านซ้ายมือของเคาน์เตอร์บาร์ เพื่อเดินทางไปในโลกหลังความตายตามวิถีที่ควรจะเป็เมื่อคนเราตายไปแล้ว ผนังร้านเป็ไม้สีเข้ม มีเก้าอี้ตั้งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์เพียง 3 ตัว ด้านขวาของเคาน์เตอร์เป็กระจกใสบานใหญ่ที่มีโซฟาและโต๊ะทานอาหารหนึ่งชุดตั้งอยู่ชิดกับกระจก เป็พื้นที่สำหรับความสงบใจเมื่อลูกค้า (หรือตัวเ้าของร้านเองในบางครั้ง) ไม่อยากจะสบตาหรือพูดคุยกับใครทั้งนั้น ซึ่งหากมองจากนอกร้านแล้ว กระจกใสบานนี้ก็เป็เพียงผนังไม้สีซีดเพราะโดนแดดฝนเท่านั้น ช่างเหมาะแก่การทำตัวเป็ถ้ำมองเสียจริง เ้าของร้านคิด
ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งกำลังเดินผ่านไปมาบนถนนเส้นนี้เห็นสถานที่อบอุ่นแห่งนี้เป็เพียงโรงนาเก่า ๆ ที่ประตูไม้บานใหญ่ถูกใส่โซ่คล้องกุญแจอันใหญ่เอาไว้นานเกินกว่าจะรู้ได้ เธอชอบที่จะนั่งสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาจากตรงนี้
ผนังไม้ด้านนอกเต็มไปด้วยป้ายประกาศที่ตัวหนังสือเลือนราง ป้ายโฆษณาที่เริ่มแห้งกรอบป้ายหนึ่งบอกว่า ‘บริการเงินด่วน! ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องมีทรัพย์สิน เพียงแค่บัตรประชาชนใบเดียว!’ ส่วนล่างของป้ายประกาศเป็เบอร์โทรศัพท์ที่ถูกตัดไว้เป็ริ้วสำหรับผู้ที่สนใจเงินด่วนจะสามารถดึงเบอร์โทรเ่าั้ใส่กระเป๋าเสื้อแล้วเดินจากไปได้อย่างสะดวกสบาย และยังมีป้ายที่บอกว่า ‘รับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์ ทำงานเป็กะได้ บุคลิกดี มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตว์ วุฒิ ม.3 ขึ้นไป สนใจติดต่อ...’ ซึ่งมีคนบางคนใช้ปากกาขีดทับ ว์ ในคำว่า ซื่อสัตว์ และเขียน ย์ ลงไปแทนเพื่อแก้ไขตัวสะกดของคำว่า ซื่อสัตย์ ให้ถูกต้อง
ประตูโลกหลังความตายถูกปิดเบา ๆ เ้าของร้านละสายตาจากภายนอกหันไปทางต้นเสียง นักศึกษาสาวออกไปผ่านประตูสีเขียวมะกอกบานนั้น ข้าวไข่ดาวจานนั้นคือคำตอบที่ใช่สินะ เ้าของร้านคิด
“คุณตาคะ...” เ้าของร้านะโเข้าไปหลังร้าน ชายชราเดินกระย่องกระแย่งออกมาจากห้องเก็บวัตถุดิบ
“ช่วยเอาเปลือกไข่นี่ไปใส่ปุ๋ยหมัก...” เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นชายชราใช้มือลูบไปตามประตูตู้เก็บวัตถุดิบเพื่อพยายามใส่กลอนประตู “เอ่อ...ฉันทำเองดีกว่าค่ะ”
เ้าของร้านกล่าวขอบคุณ มันเป็คำพูดติดปากของเธอเสมอ นาฬิกาบนผนังตีบอกเวลาตีห้า เธอเก็บเปลือกไข่ใส่ตะกร้าพร้อมกับเปลือกมันฝรั่ง ก้านผักแก่ ๆ ที่ถูกตัดออก และลูกแอปเปิลบอบช้ำสองลูกซึ่งคุณตาทำมันหล่นขณะหอบแอปเปิลห้าลูกออกมาจากห้องเก็บวัตถุดิบเพื่อเตรียมทำพายไส้แอปเปิลให้ลูกค้าคนก่อนหน้า เขาเหยียบมันเข้าลูกหนึ่งและเตะมันกระแทกกำแพงอีกลูกหนึ่ง โชคดีที่ทางเดินหลังร้านแคบพอที่ผนังจะเป็ที่พิงหลังทำให้คุณตาไม่ล้มลงไป เ้าของร้านใจนแทบสิ้นสติเมื่อเห็นคุณตาเซไปในตอนแรก แต่เขาบอกห้วน ๆ อย่างรำคาญใจในท่าทีของเธอว่า “ฉันคงไม่ตายอีกครั้งหรอกน่า” เธอจึงได้ตั้งสติและหัวเราะออกมา พลางคิดในใจว่า ตาแก่คนนี้ช่างขี้หงุดหงิดเสียกระไร
ประตูหลังร้านถูกเปิดออกไปเผยให้เห็นลานกว้างที่มีหญ้าเขียวขึ้นเป็หย่อม บ้านไม้ยกสูงตั้งอยู่ใต้ต้นประดู่ที่กำลังออกดอกเหลืองงามอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ขอบฟ้าเริ่มกลายเป็สีน้ำเงิน เ้าของร้านเทขยะสดลงไปในถังหมักปุ๋ยแบบฝังดินยกเว้นแอปเปิลสองลูก ด้านใต้ของถังมีรูระบายให้เศษซากที่ย่อยสลายแล้วซึมลงไปในดินและหล่อเลี้ยงแปลงผักเล็ก ๆ ของเธอโดยไม่เสียเปล่า
ประตูบานเดิมที่เ้าของร้านพึ่งเดินออกมาถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอจับลูกบิดหมุนไปทางซ้าย 3 ครั้ง จนปรากฏลายสลักรูปวัวขึ้นตรงกลางลูกบิด เสียงคลิก ทำให้รู้ว่าลูกบิดเข้าที่ เมื่อผลักเข้าไปโรงนาหลังใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ม้าแคระและวัวกำลังเคี้ยวหญ้าอยู่ในราง เธอวางตะกร้าลงและชูลูกแอปเปิลขึ้น ม้าแคระและแม่วัวละสายตาจากรางหญ้า พวกมันทำปากขมุบขมิบขอให้ป้อนแอปเปิลให้มัน เมื่อแบ่งแอปเปิลให้ม้าแคระและวัวแล้ว เ้าของร้านจึงคว้าตะกร้าและหันหลังเพื่อเดินกลับออกไป แกะสามตัวและเ้าหมูสีชมพูลายด่างประสานเสียงร้องระงมประท้วงที่มันไม่ได้ของบำเรอบ้าง
“คราวหน้านะ” เ้าของร้านเปิดประตูออกไปสู่ลานกว้างเช่นเดิม เธอปิดประตูและหันหน้าเข้าหาประตูอีกครั้งพลางหายใจเข้าลึก ๆ และยืนนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง นึกถึงครั้งแรกที่เธอพบว่าประตูนี้เป็ทางเข้าไปในร้านอาหารของเหล่าิญญาผู้หลงทางเมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นเธอยังไม่เห็นแม้กระทั่งกระต่ายบนดวงจันทร์ นับประสาอะไรกับการที่จะคิดว่ามีร้านอาหารอยู่ในโรงนา และมีผู้ช่วยเป็ิญญาแก่ ๆ เพียงแค่ต้องหมุนลูกบิดไปทางขวาเจ็ดรอบ
เสียงคลิกของลูกบิดดังขึ้นนำพาประตูสู่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ระหว่างความเป็และความตายกลับมาอีกครั้ง ตรงลูกบิดปรากฏรูปช้อนและส้อมขึ้นมาแทนที่รูปวัว เ้าของร้านผลักประตูเข้าไป ร้านอาหารที่เชื่อว่าของอร่อยจะทำให้ทั้งคนเป็และคนตายสงบสุข ได้กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าดังเดิม
แสงอาทิตย์ลอดเข้ามาทางหน้าต่างด้านหลังร้าน การที่ร้านหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทำให้ดวงิญญาที่มาทานที่ร้านใกล้รุ่งสางรู้สึกไม่กดดันมากนัก นาฬิกาบอกเวลา 5.45 ได้เวลาเตรียมปิดร้านอาหารของดวงิญญาแห่งนี้แล้ว
“คุณตาคะ...ปิดร้านกันเถอะค่ะ”