อารามปู้สื่อความจริงตั้งอยู่ไม่ห่างจากหมู่ตึกพันอักษรหากเดินทางด้วยรถม้า ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนก็บรรลุถึง
ฟางเสวี่ยเฟยไม่มีรถม้า ดังนั้นได้แต่ใช้วิชาตัวเบาโลดลิ่วไปอย่างไม่หยุดยั้ง
มันเลาะแนวป่าเข้าสู่ทางเดินเท้า ถึงอย่างไรการเดินตามเส้นทางเดินเท้าย่อมสะดวกรวดเร็วกว่าลัดเลาะในป่าอย่างแน่นอน อีกทั้งยังอาจสืบข่าวความเคลื่อนไหวของหมู่ตึกบูรพาได้ด้วย
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งครุ่นคิด ยิ่งร้อนรุ่มใจ เหตุใดกระบี่ของพี่น้องตระกูลหลินจึงตกอยู่ในมือบุรุษชุดดำทั้งห้า?
น้องจวี๋ฮวากับน้องอิงฮวาถูกจับหรือ!
ประมุขหมู่ตึกตระกูลฟาง คิดประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้ประสบมาเริ่มต้นจากกลุ่มคนลึกลับ ซึ่งต้องการจับตัวพี่น้องตระกูลหลิน ณ ศาลาพักนอกเมือง
บุรุษชุดดำผู้เป็นหัวหน้าขบวนคนนั้น มองแวบเดียวก็ดูออกว่าต้องมิใช่มีพลังฝีมือธรรมดาสามัญ มันเป็นบุคคลลึกลับคนที่หนึ่ง!
เรือของหมู่ตึกบูรพาซึ่งถูกชิงไป หัวหน้าพรรคมังกรวารีดำผู้ต่อสู้กับท่านโยชิอิ และพี่ไป๋เฮ่อได้อย่างสูสี มันเป็นบุคคลลึกลับคนที่สอง!
ผู้ลอบเข้ามาทำร้ายปู้เอี้ยนต้าซือ ใช่เป็นบุคคลลึกลับคนที่หนึ่งและคนที่สองหรือไม่? ถ้ามิใช่ก็ต้องมีบุคคลลึกลับคนที่สาม!
อีกทั้งยังมีมือกระบี่ชุดดำทั้งห้า พลังฝีมือพวกมันมิได้ด้อยไปกว่ามือกระบี่อันดับต้น ๆ ในยุทธจักรเลย แม้พวกมันฝีมือสูงเยี่ยมแต่การเอาชนะพี่น้องตระกูลหลิน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายคาดว่าต้องมีผู้ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง หรือยังมีบุคคลลึกลับคนที่สี่!
หรือบุคคลลึกลับทั้งสี่ แท้จริงเป็นบุคคลเดียวกัน!
เป็นไปไม่ได้หากพี่น้องตระกูลหลินจะถูกมอมยาหรือพลังฝีมือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องครั้งนี้ร้ายกาจกว่าดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าตระกูลหลิน
ปู้เอี้ยนต้าซือ ท่านโยชิอิ พี่น้องตระกูลหลิน ล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับต้น ๆของยุทธจักร ไฉนเกิดเหตุเภทภัยขึ้นพร้อม ๆ กัน?
กรณีเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกัน หรือเป็นเพียงความบังเอิญ?
ฟางเสวี่ยเฟยหนอ...ฟางเสวี่ยเฟย โลกนี้ไหนเลยมีเหตุบังเอิญคล้องจองติดต่อกันปานนี้!
เรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับตระกูลซ่างกวน อย่างริวจิคาดเดาหรือไม่?
ใช่นางเป็นคนล่อให้มันออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้คนร้ายลงมือหรือไม่?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันควรทำอย่างไร!
เรื่องประดานี้กลับไม่มีเบาะแส ให้สืบค้นแม้แต่น้อย...
การค้นหาร่องรอยปู้เอี้ยนต้าซือ ท่านโยชิอิ พี่น้องตระกูลหลินต้องหวังพึ่งความสามารถ บัณฑิตไร้ร่องรอยแล้ว
เหตุการณ์เฉพาะหน้ารีบด่วน ซึ่งมันต้องไปกระทำก่อนคือเร่งรุดไปสกัดริวจิที่หมู่ตึกพันอักษร มิให้กงจื่อแห่งหมู่ตึกบูรพาก่อเหตุสร้างเรื่องจนลุกลามใหญ่โต
ความจริงมันไม่คิดยุ่งเกี่ยว เรื่องราวในยุทธจักรอีกแล้วแต่ความเข้าใจผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินไป หากไม่ยับยั้งไม่ทราบต้องมีผู้คนล้มตายมากมายเท่าไร ยิ่งมันมีส่วนบกพร่อง ก่อให้เกิดเรื่องขึ้นยิ่งต้องยื่นมือเข้าแก้ไข
ฟางเสวี่ยเฟยสลัดความคิด ออกจากสมอง เร่งโคจรลมปราณโลดแล่นรุดไปหมู่ตึกพันอักษร ด้วยระดับความเร็ว ราวอาชาโผนทะยาน
หลังเดินทางอีกหลายชั่วยาม จนใกล้พลบค่ำมันจึงพบเรื่องประหลาดประการหนึ่ง...
บนทางเท้าเบื้องหน้า ปรากฏรถม้าคันใหญ่กำลังแล่นอยู่ทั่วตัวรถคลุมผ้าปกปิดภายในมิดชิด รอบรถคุ้มกันด้วยบุรุษฉกรรจ์ราวสิบกว่าคนมองแวบเดียวก็รู้ว่า เป็นชาวยุทธ์มีฝีมือติดตัวทั้งสิ้น ดูจากการตกแต่งรถม้าคล้ายเป็นขบวนคหบดีหรือขุนนางสำคัญ
เหตุนี้เองจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด?
ปกติขบวนคหบดีหรือเหล่าขุนนาง ไหนเลยยินยอมเดินทางตามเส้นทางเล็กแคบเช่นนี้?
คนเหล่านั้นชมชอบใช้ถนนสายใหญ่ เนื่องเพราะพวกมันนิยมให้ผู้คนชื่นชมความโอ่อ่าร่ำรวยของพวกมัน ทางเล็กแคบปราศจากผู้สัญจรเช่นนี้พวกมันไม่เคยชมชอบเสมอมา
จะอย่างไร นี่มิใช่เรื่องซึ่งมันต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวยังคงเร่งรุดเดินทางจะดีกว่า...
ถึงคิดเช่นนั้น การจะผ่านผู้คนขบวนนี้กลับมิง่ายดาย
เนื่องเพราะเส้นทางนี้ เป็นทางเดินเท้าสายเล็กรถม้าคันใหญ่วิ่งเพียงคันเดียว ย่อมเกือบเต็มทางแล้ว ไหนจะยังมีขบวนผู้คนนับสิบอีกมันจะผ่านไปได้อย่างไร?
หากเป็นเจ็ดปีก่อน มันคงพุ่งทะยานฝ่า คนกลุ่มนี้อย่างไม่ไยดีแต่ในเวลาเช่นนี้ ย่อมมิควรก่อเรื่องราวใด มันมีงานเร่งด่วนรออยู่
ฟางเสวี่ยเฟยคิดเลาะแนวป่าข้างทาง แล้วอ้อมไปทะลุเบื้องหน้าขบวนหากทะลุไปข้างหน้าได้ ก็จะทิ้งผู้คนขบวนนี้ไปไกลโข คิดดังนั้นประมุขตระกูลฟางโผกายเข้าในแนวป่าข้างทางทันที
ขณะร่างปราดเปรียว กำลังพลิ้วผ่านรถม้าคันใหญ่ ประสาทหูที่ว่องไวพลันได้ยินเสียงผู้คนสนทนาแผ่วเบา ลอดออกจากรถม้าคันนั้น
สุ้มเสียงซึ่งดังออกจากรถม้า ทำให้เลือดในกายบุรุษหนุ่มเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะน้ำแข็ง!
เพราะหนึ่งในสุ้มเสียงนั้น เป็นของจอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ!
พี่ไป๋เฮ่อไฉนอยู่ในรถม้าคันนั้น? มันฟังผิดพลาดหรือไม่?
ฟางเสวี่ยเฟยรีบชะลอความเร็ว เปลี่ยนเป็นวิ่งขนาบไปกับรถม้าเงี่ยหูฟังการสนทนาของผู้ซึ่งอยู่ภายใน
ผู้คนในรถม้ายังคงสนทนากันต่อไป
สุ้มเสียงเหี้ยมหาญของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวว่า
“เจ็ดปีแล้ว...ท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย...”
เสียงแหลมเล็ก เสียดแก้วหูของบุรุษอีกคนขัดขึ้น
“ตอนนี้ท่านสมควร ตอบคำถามเราได้แล้ว หรือเจ็ดปีที่ผ่านมาไม่เพียงพอให้ท่านหาข้อแก้ตัว!”
บุรุษเจ้าของเสียงเหี้ยมหาญกล่าวว่า
“ท่านหมิง มิต้องรีบร้อนเกินไป เมื่อถึงหมู่ตึกพันอักษรความจริงจะกระจ่างอย่างแน่นอน”
บุรุษเจ้าของเสียงแหลมเล็กกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเพียงเกรงว่า ระหว่างเดินทางคนผู้นี้ จะมีลูกเล่นอะไรซ่อนอยู่อีก”
บุรุษเสียงเหี้ยมหาญ กล่าวน้ำเสียงภาคภูมิใจยิ่ง
“มันถูกหมัดสัตตบรรพตของข้าพเจ้า มิใช่เบา ท่านไม่ควรวิตกจนเกินไป”
สุ้มเสียงทุ้มกังวานอีกเสียงหนึ่ง แทรกขึ้นอย่างอ่อนแรงว่า
“ที่ท่านไป๋กล่าว มิเกินเลยไปจริง ๆ พลังหมัดสัตตบรรพต สำนักคุนหลุนช่างร้ายกาจยิ่ง”
คราวนี้ฟางเสวี่ยเฟย ได้ยินเสียงบุรุษผู้นั้นอย่างชัดเจนมันถึงกับโพล่งออกมาอย่างแตกตื่น!
“พี่ไป๋เฮ่อ!”
จากการสนทนา ประมุขตระกูลฟางทราบชัด อี่ไป๋เฮ่อถูกกลุ่มคนเหล่านี้กุมตัวไว้ฟังจากสุ้มเสียงแสดงว่าได้รับบาดเจ็บมิใช่เบา ตอนนี้มันไม่คำนึงถึงสิ่งใดแล้วโผร่างทะยานขึ้นเหนือยอดไม้สูง พลิ้วกายลิ่วอ้อมขบวนผู้คน ลงมาดักหน้ารถม้าคันใหญ่ทันที
บุรุษฉกรรจ์สิบกว่าคนต่างตะลึงงัน ต่อการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของบุรุษหนุ่มแปลกหน้า พวกมันชักอาวุธออกมาตระเตรียมครบมือ ประกายกระบี่คมดาบวูบวาบขึ้นในฉับพลัน
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ผู้ที่พวกท่านกุมตัวอยู่ในรถ เป็นสหายข้าพเจ้า”
บุรุษฉกรรจ์เหล่านั้นสบตากันวูบ พวกมันไม่กล่าวสิ่งใด ต่างกระชับอาวุธในมือแยกย้ายกันเข้าล้อมกรอบ เตรียมกลุ้มรุมฟางเสวี่ยเฟยทันที
เสียงหัวร่อแฮะ ๆ ดังจากบุรุษเสียงเล็กแหลม
“น่าสงสารเจ้าหนุ่ม กล้าทะเล่อทะล่า ขวางทางพวกเรา ฟังจากสุ้มเสียงมันยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ไม่น่าเอาชีวิตมาทิ้งในวันนี้เลย”
บุรุษเสียงเหี้ยมหาญ กลับกล่าวน้ำเสียงจริงจัง
“ดูท่าบุรุษผู้นั้น คงมีฝีไม้ลายมือมิใช่ย่อยไม่อย่างนั้นคงไม่สอดมือซึ่งหน้าเช่นนี้ เราท่านอาจต้องเตรียมตัว ยืดเส้นยืดสายไว้บ้าง”
บุรุษเสียงแหลมแผดหัวร่อจนดังลั่น
“จะอย่างไรยังมีเวลาเหลือเฟือ ผู้คนที่เราคัดเลือกร่วมขบวนมาด้วยล้วนเป็นมือดี...”
ฉับพลัน! ภายนอกบังเกิดเสียงวัตถุกระทบพื้นดัง ‘ตึบ ๆ’ เป็นระยะ...
อี่ไป๋เฮ่อกล่าวขัดขึ้นเนือย ๆ
“ข้าพเจ้ากลับคิดว่า ได้เวลาพวกท่าน จำต้องยืดเส้นยืดสายบ้างแล้ว...”
“พวกท่านที่อยู่ภายใน ขอให้ส่งตัวพี่ไป๋เฮ่อให้ข้าพเจ้าด้วย” ประมุขตระกูลฟางกล่าววาจาอีกครั้งน้ำเสียงยังปกติ ราวเมื่อครู่ไร้เรื่องราวใด
เสียงเหล่าชายฉกรรจ์ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันทั้งสิบกว่าคน เงียบหายไปแล้ว...
ภายนอกรถม้า ปราศจากสุ้มเสียงใดทั้งสิ้น...
คราวนี้ไม่มีเสียงลอดออกมา จากรถม้าคันใหญ่เนิ่นนาน...
จนเวลานี้ ประตูรถคันใหญ่ค่อยเปิดออก บุรุษร่างสูงใหญ่อายุราวสามสิบเศษผู้หนึ่ง ก้าวลงจากรถอย่างไม่รีบร้อนมันย่อมมิใช่จอมยุทธ์กระบี่เหล็กอี่ไป๋เฮ่อ
ฟางเสวี่ยเฟยไม่ทราบ คนผู้นี้เรียกว่าอะไร
“ท่านคือ...”
บุรุษร่างสูงใหญ่ ยืนมือไขว้หลังอย่างทระนง ท่าทางเหี้ยมหาญดวงตากลมโตเป็นประกาย คิ้วดกหนา โหนกแก้มนูนสูง แสดงชัดพลังภายในของมันย่อมต้องแกร่งกร้าวไม่น้อย สีหน้าเคร่งเครียด เหนือริมฝีปากไว้หนวดเรียวงามเน้นขับให้บุคลิกภูมิฐานยิ่ง มันแต่งกายด้วยชุดต่วนเนื้อดี ที่เอวยังห้อยหยกขาวแผ่นใหญ่ชิ้นหนึ่งมองไปคล้ายคหบดีร่ำรวย
ประกายตาเจิดจ้า จ้องมองฟางเสวี่ยเฟยอย่างดูแคลนแน่ละสารรูปของฟางเสวี่ยเฟย เวลานี้มอซออย่างยิ่ง ทั้งยังเหม็นกลิ่นสุราเต็มตัวไม่ต่างจากขี้เมากลางท้องถนน บุรุษผู้นั้นหันมอง เหล่าชายฉกรรจ์บริวารนับสิบซึ่งบัดนี้นอนแน่วนิ่งอยู่เกลื่อนพื้น แค่นหัวร่อในลำคอ
บุรุษร่างสูงใหญ่กล่าวเสียงเหี้ยมหาญกังวาน
“ทารกน้อยผู้นี้ ดูเหมือนมีอยู่ท่าสองท่า”
เสียงแหลมเล็กขัดหูดังขึ้น
“ท่านไป๋ มิทราบท่าสองท่านั้น เป็นอย่างไร”
บุรุษอีกผู้หนึ่งร่างผอมเกร็ง ก้าวตามลงจากรถม้าร่างมันซูบผอมเหมือนคนอมโรค หน้าตายิ่งซูบซีดไร้สง่าราศี คล้ายคนแก่ชราทว่าท่วงท่าอันกระฉับกระเฉง กลับบ่งบอกว่า อายุมิควรเกินสี่สิบเศษดวงตาทั้งคู่ลึกโตแวววาว ซ่อนประกายคมกริบ
มันแต่งกายด้วยชุดหรูหรา ยิ่งกว่าบุรุษร่างสูงใหญ่แซ่ไป๋เสียอีกเสื้อผ้าแพรวพราวไปด้วยกระดุมทอง ฝักกระบี่ในมือประดับอัญมณีเม็ดใหญ่เจ็ดเม็ดบนด้ามกระบี่ยังฝังอัญมณีอีกสองเม็ด!
บุรุษแซ่ไป๋มองเหล่าบริวารบนพื้นอีกครั้ง กล่าวว่า
“ดูเหมือนเป็นวิชาฝ่ามือชนิดหนึ่ง...ระดับความหนักหน่วง แม่นยำ รวดเร็วไม่เลวจริง ๆ สามารถสยบเหล่าบริวารของเราได้ ในกระบวนท่าเดียวนี่คลับคล้ายฝ่ามือปัญญาบารมีของเส้าหลิน...แต่น่าประหลาดนัก...”
เสียงแหลมเล็กยังคงไต่ถาม
“ฝ่ามือปัญญาบารมี แม้ยอดเยี่ยมมิแปลกปลอม กลับไม่ใช่วิชาลึกลับอันใดศิษย์ซึ่งนับว่าฝีมือกล้าแข็งของเส้าหลิน ส่วนใหญ่ต้องรู้จักวิชานี้ไฉนท่านจึงว่าน่าประหลาด”
บุรุษแซ่ไป๋กล่าวอย่างครุ่นคิด
“ทั้งพลังทั้งความแม่นยำ คลับคล้ายฝ่ามือปัญญาบารมีอย่างยิ่งแต่เหตุใดเวลาลงมือกลับไร้สุ้มเสียง มันฟาดฝ่ามือใส่ผู้คน สิบกว่าคนอย่างหนักหน่วงแต่เราท่านกลับไม่ได้ยิน แม้เสียงฝ่ามือแหวกอากาศ ข้อนี้ดันไปคล้ายวิชาหัตถ์สำลีของสำนักอู่ตัง...น่าแปลกจริง ๆ”
บุรุษแซ่หมิงหัวเราะคึกคะนอง เสียงแหลมแสบแก้วหู
“เจ้าหนุ่มคนนี้คงฝึกวิชาหมาแมวสามขามาไม่น้อย ยกมันให้ข้าพเจ้าเป็นไร?”
บุรุษแซ่ไป๋หัวเราะเสียงดัง
“ในเมื่อท่านหมิงกล่าวเช่นนี้ ข้าพเจ้าไหนเลยกล้าขัด”
ฟางเสวี่ยเฟยทราบแล้ว บุรุษร่างสูงใหญ่แซ่ไป๋ ใช่ ‘ไป๋เถี่ยเยี่ยน’ หรือไม่?
มันทราบว่าสิบปีหลังนี้ สำนักคุนหลุนมีมือดีเกิดขึ้นหลายคนคนหนึ่งซึ่งโดดเด่น จนขึ้นชื่อคือไป๋เถี่ยเยี่ยน
ศิษย์สำนักคุนหลุน ล้วนมีปมเด่นที่วิชากระบี่ คนภายนอกจึงไม่ค่อยรู้ว่าวิชาหมัดของสำนักคุนหลุน ยอดเยี่ยมร้ายกาจอย่างยิ่ง เรียกว่าหมัดสัตตบรรพตทว่าวิชานี้ฝึกฝนยากลำบาก ทั้งใช้เวลานานโข ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีคนฝึกปรือนัก
ไป๋เถี่ยเยี่ยนกลับฝึก หมัดสัตตบรรพตจนช่ำชองอานุภาพพลังหมัดไพศาลดุจขุนเขาจริง ๆ