เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 33: เจรจาซื้อเพลท

     

            เมื่อเปิดเผย

            ความลับที่ถูกเฮียฮั้วล้วงลูกไปหมดเปลือกแล้วเป็นที่เรียบร้อยภานุวัฒน์ก็ยังนั่งคุยกับเถ้าแก่เจ้าของโรงพิมพ์ต่ออีกสักพักในเรื่องของราคารับซื้อเพลท

             

            ที่ถึงแม้เฮียฮั้วจะยืนยันว่าสองครอบครัวกำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว(?)จะให้ไปเก็บเงินค่าขยะกับคนกันเองนั้นมันไม่สมควรเมื่อเป็นอย่างนั้นทิดวัฒน์จึงยืนยันเช่นกันว่าตนไม่สบายใจที่จะรับเอาของจากคนอื่นมาขายฟรีๆ อย่างนี้ และตอนนี้เขาก็ไปติดต่อขอซื้อเพลทจากโรงพิมพ์แห่งอื่นมาบ้างแล้วสองสามแห่งหากเฮียฮั้วยังยืนกรานจะไม่เก็บเงินเขาจริง ๆ ทิดวัฒน์ก็จะไปซื้อเพลทจากโรงพิมพ์พวกนั้นแทนจะไม่รับซื้อจากโรงพิมพ์เฮียฮั้วอีก

             

            เจ้าของโรงพิมพ์ถูกยื่นคำขาดแบบนั้นก็ถึงกับคอตกหากทิดวัฒน์ไม่ยอมมาซื้อเพลทที่นี่แล้วยัยหนูพลับพลึงก็จะไม่ได้เจอหน้าพี่ลูกพลับบ่อยๆ น่ะสิ ถ้าไม่รู้จักผูกพันกันตั้งแต่เด็ก ๆ ต่อไปหากลูกพลับไปถูกใจสาวอื่นพลับพลึงน้อยของเฮียฮั้วคงจะต้องอกหักแน่ๆ

             

            เฮียฮั้วคิด ๆ ดูแล้วเขาไม่มีทางทนเห็นลูกสาวเสียใจนั่งร้องไห้น้ำตาตกได้อย่างแน่นอน

             

            เอาเถอะ! สิบสองบาทก็สิบสองบาทได้เงินมาก็เอาไปคืนให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของเพลทซะแล้วต่อไปเวลาตีราคางานพิมพ์เขาจะเสนอลูกค้าไปเลยว่าถ้าทิ้งเพลทหลังพิมพ์เสร็จจะมีการลดราคาค่าพิมพ์ให้เป็นพิเศษเฮียฮั้วจะได้ขายเพลทพวกนั้นให้ทิดวัฒน์ได้อย่างสบายใจไม่ต้องมาคอยโอนเงินคืนให้กับลูกค้า ตัดปัญหาเรื่องการถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงเพลทไปได้อย่างสบายใจ

             

            เมื่อตกลงเรื่องการซื้อขายเพลทได้แล้วเรียบร้อยเฮียฮั้วยังให้รายชื่อโรงพิมพ์ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของพันธมิตรโรงพิมพ์ต่าง ๆ กับภานุวัฒน์มายาวเป็นหางว่าว

             

            ไตเติ้ลเห็นลิสต์พวกนั้นแล้วก็ให้นึกถึงสมุดโทรศัพท์ของตนเองเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่นก่อนที่ประเทศจะก้าวเข้าสู่ยุคโทรศัพท์มือถือ

             

            ในช่วงก่อนที่คนจะใช้โทรศัพท์จดจำเบอร์นั้นพวกสมุดโทรศัพท์แบบแม่เหล็กนับว่าฮิตมากมันเป็นแผ่นยางแม่เหล็กเหมือนกับพวกแม่เหล็กติดตู้เย็น มีสองแผ่นหัวและท้ายช่วงตรงกลางคือกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ยาว ๆ พับสลับฟันปลาพอดึงแม่เหล็กออกมาด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งก็จะร่วงลงพื้นโดยดึงกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ออกมาเป็นเส้นยาวๆ

             

            ในช่วงวัยนั้นเขารู้สึกว่าการที่มีเบอร์โทรศัพท์เขียนอยู่เต็มด้านหน้า-หลังของสมุดโทรศัพท์แม่เหล็กแบบนี้มันเป็นอะไรที่เท่มากๆ เหมือนกับว่าเราดังมากเป็นเด็กวัยโจ๋โก้เก๋สุดจ๊าบกว้างขวางที่มีเพื่อนฝูงอยู่เต็มไปหมด

             

            แต่ก็นะ…ด้วยความวัยรุ่นจะรู้จักผู้คนอะไรใครได้มากมายมีเพื่อนให้จดเบอร์โทรศัพท์เกินสิบคนนั่นก็โคตรจะสุดยอดแล้ว

             

            แต่พอมาเห็นลิสต์รายชื่อโรงพิมพ์พร้อมเบอร์โทรที่เฮียฮั้วให้มาก็อดที่จะนึกถึงสมุดแม่เหล็กพวกนั้นไม่ได้จริงๆ

            ลองจดเบอร์พวกนี้ลงในสมุดโทรศัพท์แม่เหล็กดูสิรับรองว่าเต็มสองหน้า เผลอ ๆ อาจจะต้องใช้ถึงสองเล่มเลยด้วยซ้ำ

             

            “ทิดวัฒน์ลองไปคุยดูพวกนี้วงการเดียวกับเฮียทั้งนั้น เพลทพวกนี้มันก็ขยะไปขอซื้อก็ถือว่าจะได้ช่วยเขาเคลียร์พื้นที่ของโรงพิมพ์ไปด้วย”

             

            “บางที่ก็น่าจะไกลอยู่นะครับ”ไตเติ้ลพูดพลางคิดคำนวณระยะทางอยู่ในใจ

             

            เขาไม่ได้พบเจอกับเบอร์โทรศัพท์แบบเลขเจ็ดตัวมานานหลายปีแล้วแต่ก็พอจะระลึกชาติได้อยู่บ้างว่าเบอร์โทรศัพท์บ้านในยุคนี้จะแบ่งแยกโซนที่อยู่กันด้วยเลขรหัสสามตัวหน้า

             

            ชายหนุ่มจำไม่ได้หรอกว่าเลขสามตัวหน้ารหัสไหนเป็นที่อยู่ในย่านไหนแต่เขาก็พอดูออกได้จากเลขรหัสหน้าสามตัวที่แตกต่างกันในหลาย ๆ โรงพิมพ์ จึงคิดว่าโรงพิมพ์ในลิสต์รายชื่อนี้หลายแห่งน่าจะอยู่ไกลเกินกว่าที่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างของวัดจะวิ่งไปถึงได้

             

            “เรื่องนั้นทิดไม่ต้องห่วง โรงพิมพ์มีพิกอัปเฮียให้ยืม… เอ๊ย! ให้เช่าก็ได้แต่ทิดต้องนัดวันยืมไม่ให้ตรงกับช่วงที่โรงพิมพ์ต้องส่งของให้ลูกค้านาไม่อย่างนั้นมันจะยุ่ง ว่าแต่ทิดขับรถเป็นไหม?”

            ทีแรกเฮียฮั้วจะเสนอให้ยืมแต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าทิดวัฒน์เวอร์ชั่นฟื้นจากความตายมีนิสัยไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่นหากอยากจะคบกันให้ยืดยาวก็ควรทำอะไรให้มันชัดเจนไปเลยจะดีกว่า

             

            “ผมขับได้อยู่ครับ แต่ยังไม่มีใบขับขี่”ภานุวัฒน์ตอบ

             

            อันที่จริงหากเป็นเจ้าเดชาอะไรนั่นน่ะบอกได้เลยว่าขับรถไม่เป็นอย่างแน่นอนถึงได้ไม่มีใบขับขี่แต่พอดีในร่างนี้คือไตเติ้ล เขาขับรถก่อนตายมาแล้วอย่างยาวนานตั้งสามสิบกว่าปีถึงเวลานี้จะให้หลับตาขับยัง… ไม่ได้เลย ขืนทำงั้นก็อุบัติเหตุกันพอดีคนขับรถเป็นมีใครที่ไหนจะกล้าหลับตาขับรถกันฟะ ถ้าไม่หลับในอ่ะนะ

             

            “งั้นดีเลย ไปสอบใบขับขี่มาซะ ทำงานจะได้คล่องตัวยืมรถเฮียไปสอบก็ได้ รถเก๋งไม่ใช่พิกอัป ของเฮียเอง อันนี้ให้ยืมเลย ไม่ต้องเช่า”

            เฮียฮั้วเสนอแนะถ้าให้ยืมไปสอบแค่วันเดียวแบบนี้ทิดวัฒน์น่าจะโอเคอยู่

             

            สอบใบขับขี่?

             

            ตอนนี้ปี พ.ศ.2538ยังเป็นช่วงที่สามารถมีใบขับขี่ตลอดชีพได้อยู่นี่นะไตเติ้ลจำได้แม่นมากว่าในชีวิตก่อนตอนที่เขาไปสอบใบขับขี่ตอนนั้นดันเป็นช่วงพอดีกับที่รัฐบาลยกเลิกใบขับขี่แบบตลอดชีพสอบได้ใบขับขี่มาแล้วก็ต้องต่ออายุทุกห้าปี โดนจับไปนั่งอบรมด้วยการดู VTR กฎจราจรง่อง ๆ ใหม่จนรากงอกไปสามชั่วโมงกว่าจะถึงตอนทดสอบสมรรถภาพ ต้องเดินเรื่องเอกสาร ต่ออายุใบขับขี่ทีใช้เวลาเป็นวันๆ วุ่นวายที่สุด

             

            “งั้นผมขอรันคิวไปรับเพลทจากโรงพิมพ์ที่วันนี้ไปเจรจากันมาให้ครบก่อนนะครับหลังจากนั้นคงต้องยืมรถเฮียไปสอบจริง ๆ เพราะรถของกรมขนส่งนั้นสภาพ…”

             

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตอนเฮียสอบเฮียใช้รถของกรมเจอคันที่ประตูแยกส่วนกับตัวรถสอบผ่านมาได้กับสภาพรถแบบนั้นนี่ยังตกใจตัวเองอยู่เลยตอนสอบด่านรถติดบนสะพานนี่กลัวครัชค้างจะแย่ ฮ่า ๆ ๆ” เฮียฮั้วหัวเราะชอบใจ

             

            ฟังอีกฝ่ายเล่าแล้วไตเติ้ลแทบจะถึงบางอ้อมิน่า…ล่ะ ว่าทำไมคนที่สอบใบขับขี่ในยุคนี้ถึงได้ใบขับขี่แบบตลอดชีพก็ถ้าสอบผ่านกับรถสภาพแบบนั้นมาได้มันก็ไม่น่าจะต้องหวาดหวั่นว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรกับชีวิตได้อีกแล้วล่ะมั้ง

             

            สาเหตุที่คิดว่าจะยืมรถของเฮียฮั้วไปสอบนั้นก็เพราะว่าในชีวิตก่อนเมื่อปี256X เขาเคยได้ยินข่าวลือมาอยู่บ้างว่ารถสอบของกรมขนส่งในสมัยก่อนนั้นสภาพแย่มากเท็จจริงแค่ไหนไม่รู้ แต่ก็เผื่อว่าสมัยก่อนที่พูดถึงกันนั้นจะรวมถึงปี 2538เอาไว้ด้วย ไตเติ้ลจึงคิดว่าขอยืมรถเฮียฮั้วเอาไว้ก่อนก็น่าจะปลอดภัยกว่าแต่พอได้ยินอีกฝ่ายเล่าประสบการณ์จริงที่เจอมากับตัวแล้ว…

             

            อื้อออหือออ หนักกว่าที่คิสสสส์จริง ๆ

             

            “ป๊ะป๋าหิวไหมครับ ลูกพลับเอาผัดไทยมาให้”

            เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยแทรกเข้ามาอย่างมีมารยาทเฮียฮั้วและทิดวัฒน์หันไปดู เห็นเจ้าตัวเล็กแง้มประตูเหลือบหน้าเข้ามาสำรวจภายในห้องว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง

             

            “ป๊ะป๋ากำลังหิวเลยล่ะครับ”

            ไตเติ้ลตอบเด็กชายและทันทีเจ้าตัวเล็กก็วิ่งพรวดเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่นทั้ง ๆ ที่มีถุงผัดไทย น้ำและขนมอยู่ในมือ

             

            “เอ้า ๆ ระวังน้ำหก”เฮียฮั้วปรามทั้งหน้าตายิ้มแย้ม

             

            “มีน้ำกับขนมด้วยครับ”

            เด็กชายยื่นถุงอาหารส่งให้พ่อและพออีกฝ่ายรับไปสองมือน้อย ๆ ที่ว่างภาระแล้วก็เกาะหมับ กอดพ่อของตนแน่นอีกครั้ง

             

            “หนูลูกพลับไม่เจออาป๊าแป๊บเดียวคิดถึงป๊าขนาดนี้เลยเร๊อะ”เฮียฮั้วแซวทั้งหัวเราะเสียงดัง

            คิดถึงยัยหนูพลับพลึงอยากให้โตมาเป็นเด็กอ้อนพ่ออย่างเจ้าลูกพลับนี่จริง ๆ

             

            “ลูกพลับรักป๊ะป๋า”เด็กชายพูดท้้งที่ยังกอดพ่อไม่ยอมปล่อย

             

            “ป๊ะป๋าก็รักลูกพลับนะครับ” ไตเติ้ลตอบพร้อมกับลูบหัวลูกชายเบา ๆ

             

            เขาเคยเรียนรู้มาจากบทความหน้าโซเชี่ยลในโลกเดิมว่าทุกครั้งที่ลูกบอกรัก คนเป็นพ่อแม่จะต้องบอกรักกลับทุกครั้งมันจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย สบายใจ

             

            ว่าเด็ก ๆ นั้นเป็นที่รักของพ่อแม่มากมายขนาดไหน.

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน