ณ ดงว่านอสรพิษ
มู่เชียนกำลังก้มหน้าขุดว่านอสรพิษออกจากดินด้วยความระมัดระวัง เสี่ยวจิ้งเฝ้ามองสาวน้อยหน้าตามอมแมมด้านข้างอย่างเบื่อหน่าย ด้านหน้าของเทพอสูรตัวน้อย… อสรพิษแสงจันทร์กว่ายี่สิบตัว พากันขดหางอย่างสงบเสงี่ยมหมอบนิ่ง มองเผินๆราวกับเป็รูปสลักไร้ชีวิต
“เป็ไงล่ะ งานง่ายๆได้เงินสบายกลับไม่เอา ชื่นชอบความลำบากหรือไร ?”
“เอาเถิด ถือว่าข้าโง่ก็แล้วกัน หน่อภูติพฤกษานั่นก็มิได้สลักสำคัญอันใด สำนักของพวกเรามีภูติพฤกษาโตเต็มวัยอยู่แล้ว ไยไม่แบ่งปันให้คนขาดแคลนเล่า ที่สำคัญ ข้ามีเ้าเป็ผู้ช่วยที่แสนเก่งกาจ ยังจะมีงานใดที่ลำบากอีก” มู่เชียนเอ่ยเอาใจ พลางพยักเพยิดหน้าไปยังฝูงอสรพิษแสงจันทร์ที่ขดตัวอยู่เบื้องหน้าเสี่ยวจิ้ง
ัเทพเชิดหน้ารับคำยกยอไว้อย่างภาคภูมิใจ ทว่าครู่หนึ่งเขาพลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ดวงตาสีแดงมองปราดไปทางป่ารกครึ้มด้านซ้าย
‘ตามมาสังเกตการณ์หรือ ?’ ปราณสีดำทมิฬของเ้าหมอนั่นอยู่ห่างเป็ลี้เขาก็ยังรู้สึกได้
ไอ้ ‘นายท่าน’ ผู้นั้น ดูอย่างไรก็เป็ลูกหลานเ้าคนชั่ว ‘เยว่ิ’ ชัดๆ ! ยิ่งเห็นหน้าตาเ็าเป็น้ำแข็งหมื่นปีนั่น ก็ยิ่งรู้สึกคันไม้คันมืออยากซ้อมคนสักครั้ง ทว่า...เพียงคิดถึงความรู้สึกยามดวงตาสีเทากวาดมองมา เทพอสูรตัวน้อยก็เริ่มใจสั่นหนาวเยือกไปทั้งร่าง
ปราณบ้านั่น…. เขาเกลียดมันจริงๆ !!
ดวงตาสีเทาลึกล้ำมองตามร่างเด็กสาวในชุดสีเขียวเรียบง่ายมาพักใหญ่ ใบหน้าแสนธรรมดายามมอมแมมยิ่งน่าสมเพชจนทนดูแทบไม่ได้ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ใจเขากลับรู้สึกสงบยามมองดวงหน้านี้มากกว่าใบหน้าที่ประทินโฉมงดงาม และกิริยาอันเปี่ยมไปด้วยมารยาทของหญิงสาวตระกูลสูงในแคว้นต้าเยว่เสียอีก
มุมปากของเด็กสาวประดับด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี นางกำลังขุดหาสมุนไพรในดงไม้เตี้ยๆ เมื่อพบสิ่งที่้าก็หยิบขึ้นมาปัดๆสำรวจชื่นชม แล้วบรรจงเก็บใส่ถุงผ้าใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆ จากนั้นก็เริ่มขุดใหม่อีกครั้ง ท่าทางที่ทำงานจนมือเป็ระวิงนั้นดูเพลินตาเป็ที่สุด
โดยไม่รู้ตัว…ภายในร่างของเยว่เทียนหง…ทะเลแห่งความมืดอันบ้าคลั่งก็พลันสงบลง ความรู้สึกร้อนรนอยากทำลายล้างที่เขาพยายามสะกดกลั้นมาตลอดหลายปีก็คล้ายจะเบาบางไปด้วย ภาพของเด็กสาวในดงสมุนไพรให้ความรู้สึกสงบใจ จนเขาไม่คิดอยากถอนสายตา ขณะที่ผู้ติดตามข้างกายเอ่ยรายงานสถานการณ์เท่าที่ทราบให้เขาฟังไปเรื่อยๆ
“ในดงนั้นมีอสรพิษแสงจันทร์หลายสิบตัว ปกติแล้วบริเวณนี้นับเป็หนึ่งในจุดที่อันตรายที่สุดของป่าทมิฬ ไม่น่าเชื่อว่ากลับทำอะไรแม่นางน้อยคนนี้ไม่ได้เลย”
“นางมีแผ่นป้ายศิษย์ของหมู่ตึกพฤกษา คาดว่ามาเพื่อปฏิบัติภารกิจสำนัก อาจมาตามหาว่านอสรพิษนั่นกระมัง”
“ปกติแล้วแม้หมู่ตึกพฤกษาค่อนข้างมีชื่อเสียงในด้านศาสตร์แห่งสัตว์อสูร แต่ว่าสัตว์อสูรของแม่นางน้อยนั่นจะร้ายกาจเกินไปหรือไม่ ?!”
“ข้าเห็นด้วย กิ้งก่าตัวเล็กนั่น ไม่เพียงสยบัพฤกษาได้ ยังสามารถสยบอสรพิษแสงจันทร์ขั้นปราชญ์อสูรได้อย่างง่ายดาย…หรือว่าสัตว์อสูรในของหมู่ตึกพฤกษาจะร้ายกาจเช่นนี้ทุุกตัว ”
กลุ่มผู้ติดตามพากันวิจารณ์ถึงเด็กสาวตรงหน้า มีเพียงบุรุษร่างผอมบางที่เฝ้ามองสายตาของนายเหนือหัวด้วยสายตากึ่งพิจารณากึ่งประหลาดใจ
ชายผู้นี้ลักษณะคล้ายบัณฑิต ที่แท้เขาก็คือผู้ที่ใช้ม่านพลังได้คล่องแคล่วที่สุดผู้นั้น แต่ไรมา ‘ฟู่หลิง’ ถือตัวว่ารู้ใจนายเหนือหัวเป็ที่สุด และตอนนี้สายตาของฝ่าานั้นก็บ่งชัดว่าสนใจเด็กสาวนางนั้นเป็พิเศษ นั่นเป็เื่ประหลาดยิ่ง
หลังเหลือบมองร่างบางในดงสมุนไพรด้านหน้าอีกครั้ง ฟู่หลิงจึงตัดสินใจเอ่ยปาก
“ฝ่าา … กระหม่อมมีความเห็นหนึ่ง”
“ว่ามา” เสียงทุ้มนิ่งเอ่ย ทั้งที่ดวงตายังไม่ละจากหญิงสาวแสนธรรมดาผู้นั้น
“สัตว์อสูรที่มีความพิเศษเช่นนี้ หากได้มาไว้ในจะเป็ประโยชน์ต่อพวกเราอย่างมาก อีกทั้งเด็กสาวผู้นั้น ทั้งที่มีธาตุผสมปนเปไม่ต่ำกว่าหกธาตุ แต่ระดับการฝึกตนกลับถือว่ารวดเร็วยิ่งนัก เหมาะสำหรับการศึกษาปราณโอสถ ...อนาคตนางจะเป็ผู้เยียวยาที่ยิ่งใหญ่แน่นอน.... พวกเราถือโอกาสชักชวนนางให้มาติดตามฝ่าา รับใช้แคว้นต้าเยว่ดีหรือไม่พะย่ะค่ะ ?”
“……” ดวงตาสีเทาเปล่งประกายวูบไหว ก่อนจะหลุบตาลงคล้ายใคร่ครวญอะไรบางอย่าง ขุนพลดาบใหญ่ข้างกายพลันเอ่ยสนับสนุนขึ้นเช่นกัน
“ฝ่าา คนเก่งเยี่ยงนี้ เป็ประโยชน์ต่อแคว้นของเราจริงๆ และที่สำคัญ หากเด็กสาวคนนี้มาเป็คนของเรา การจะตอบแทนนางย่อมสามารถทำได้โดยง่าย”
“แต่นางเป็คนแคว้นต้าหนาน นางจะเต็มใจหรือ?” ชายสวมผ้าคาดหน้าผากเอ่ยแย้ง
“โธ่! แคว้นระดับล่างเช่นนี้จะเทียบกับต้าเยว่เราได้อย่างไร?”ชายที่อ่อนวัยที่สุดเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจอย่างมาก “ข้าเชื่อว่าเพียงเอ่ยปาก นางย่อมตอบรับด้วยความยินดี”
เยว่เทียนหงเหลือบดวงตาคมกล้าขึ้นมองหญิงสาวที่กลางดงอสรพิษอีกครั้ง รับรู้ถึงความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แวบกลับเข้ามาในร่างก็ยิ่งหวั่นไหว....
“...สืบเื่ของนางมาก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ”
เสร็จภารกิจจากดงว่านอสรพิษ ระหว่างทางกลับมายังสำนัก มู่เชียนได้แวะเก็บรวบรวมสมุนไพรที่อยู่ในภารกิจอื่นๆเพิ่มเติมมาตลอดทาง โดยสาวน้อยนำเอาสมุนไพรทั้งหมดเก็บไว้ในกำไลมิติ
เสี่ยวจิ้งบอกว่ามิติของกำไลนั้นพิเศษเป็อย่างมาก เนื่องเพราะภายในกำไลมิตินั้นปราณธรรมชาติมีมากกว่าภายนอกถึงสิบเท่า ส่วนสมุนไพรพวกนี้ยิ่งทิ้งไว้ด้านนอกนานก็ยิ่งสูญเสียคุณประโยชน์ไป เก็บไว้ภายในกำไลมิติจะเหมาะสมกว่า เมื่อนำออกมาใช้จะได้สดใหม่ราวเพิ่งเด็ดจากต้น
ตลอดหลายวัน หากไม่นับการเผชิญหน้ากับัพฤกษาใน่แรกและปัญหาที่เกิดจากพืชมีพิษบางชนิดแล้ว มู่เชียนแทบไม่พบอุปสรรคใดๆระหว่างทางเลย ไม่เพียงปลอดภัยสบายดีทุกอย่าง ยังสามารถแวะอาบน้ำชำระกายผลัดเปลี่ยนชุดใหม่โดยมีเสี่ยวจิ้งคอยเฝ้ายามให้อย่างสบายใจอีกด้วย
เวลาสามวันผ่านไป มู่เชียนกลับถึงสำนักในที่สุด เด็กสาวมุ่งหน้าไปพบผู้เฒ่าเหอที่หอภารกิจ แล้ววางสมุนไพรในถุงขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะต่อหน้า สีหน้าเช่นผู้ประสบความสำเร็จของนางทำให้ชายชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่าฮ่า … ยายหนูมู่ เ้านี่โลภมากจริง หรือเพราะมิอาจเข้าไปหาสมุนไพรในชั้นลึกของป่าทมิฬได้จึงเก็บเอาสมุนไพรรอบนอกมามากมายถึงเพียงนี้ ?” ผู้เฒ่าเหออาศัยประสบการณ์คาดเดาระดับของในถุงออกมา “ไม่ต้องห่วงต่อให้เป็สมุนไพรพื้นฐาน ข้าจะรับไว้เป็กรณีพิเศษ....หวังเพียงเ้าไม่เก็บต้นหญ้ามาเพราะเข้าใจผิดว่าเป็สมุนไพรก็พอ”
มู่เชียนหลุดหัวเราะออกมา ...รู้ดีว่าแม้นางจะเก็บต้นหญ้ามาจริงๆ ผู้เฒ่าผู้นี้ก็คงช่วยนางอยู่ดี เด็กสาวจึงตั้งใจหยอกเย้าผู้าุโจิตใจดีผู้นี้เล่นสักครั้ง
“หากเป็ว่านอสรพิษทั้งหมดเล่า ท่านจะให้อะไรข้า?” ประโยคนี้ทำให้ผู้เฒ่าเหอหัวเราะหนักกว่าเดิม
“ได้ๆ ว่านอสรพิษใช่หรือไม่ ? ฮ่าฮ่าฮ่า.....หากเป็ว่านอสรพิษทั้งหมดล่ะก็ ข้าจะ…” พูดไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงเปิดประตูเรือนดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านผู้เฒ่าเหอ ข้ากลับมาแล้ว … !!”
มู่เชียนหันกลับไปมองก็เห็นเป็ชายหนุ่มตาสีฟ้า ท่าทางร่าเริงที่ชื่อโม่เจี้ยน อดีตศิษย์สายนอกท้ายกระดานผู้นั้น ่ก่อนได้ยินว่าเขาสามารถประลองเอาชนะศิษย์ลำดับที่เหนือกว่าได้หลายครั้ง จนกลายเป็ที่เลื่องลือ จัดเป็คู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจผู้หนึ่งในการประลองคัดเลือกศิษย์สายในเลยทีเดียว
คราวนี้เขาก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นกัน ท่าทางตื่นเต้นของเขาดูเหมือนว่าคงได้ของล้ำค่ามาเป็แน่
“ข้าได้ว่านอสรพิษมาด้วย!!” เขาเอ่ยพร้อมชูว่านอสรพิษต้นเล็กๆที่ค่อนข้างเหี่ยวเฉาในมือขึ้น น้ำเสียงชายหนุ่มมีความร้อนรนและภาคภูมิใจ ด้วยเพราะว่านอสรพิษเพียงหนึ่งต้นนั้นมีมูลค่าเทียบเท่าสมุนไพรอื่นๆถึงหลายร้อยต้น
แม้จะเป็ว่านอสรพิษต้นเล็กๆ เพราะขึ้นอยู่ตรงชายขอบของดงว่านอสรพิษ ทว่าสำหรับผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเพียงลำพังอย่างเขา การเก็บมันมาได้โดยไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อยนับเป็เื่ที่น่าชื่นชมอย่างมาก
“หืมม…?” ท่านผู้เฒ่าเหอตาลุกวาบ จ้องมองไปยังว่านต้นเล็กๆต้นนั้นแล้วก็รู้สึกยินดียิ่งนัก ว่านอสรพิษเป็สมุนไพรที่สำนักกำลัง้าอย่างมาก แต่กลับมิใคร่มีใครเก็บกลับมาได้...
เหอชงยิ้มตาหยีแล้วเอ่ยกับโม่เจี้ยนอย่างอารมณ์ดี “รอเดี๋ยว ข้าเสร็จเื่ยัยหนูมู่เชียนแล้วจะทำการแลกเปลี่ยนให้เ้า”
โม่เจี้ยนหันมองนาง เห็นเพียงเด็กสาวหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่งยืนอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ลักษณะคล้ายกำลังส่งมอบภารกิจ ในมือเด็กคนนั้นถือถุงใบใหญ่มาก เห็นได้ชัดว่าคงเป็สมุนไพรไร้ราคา ทว่าดูจากปริมาณแล้ว คงใช้เวลาตรวจสอบนานมาก ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางลำบากใจ
“ว่านอสรพิษนี้มีค่ายิ่ง.…ทั้งยังอยู่กับข้ามาเกือบสามวันแล้ว ท่านก็รู้ว่ายิ่งนานไปประสิทธิภาพของมันจะยิ่งลดลง…ไม่ทราบ..ศิษย์น้องท่านนี้ … เอ่อ..”
ยิ่งนานคุณค่ายิ่งลดลง คำนี้ทำให้ท่านผู้เฒ่าเหอลังเลทันใด มู่เชียนมองพวกเขาก็นึกเห็นใจ... ใช่ว่าทุกคนจะมีกำไลมิติเช่นนาง
“ตรวจของศิษย์พี่โม่ก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้าไม่ถือสา”
เหอชงมองมู่เชียนด้วยความชื่นชอบกว่าเดิม ขณะที่โม่เจี้ยนรีบยื่นว่านอสรพิษเข้ามาตรงหน้าแล้วหันไปยิ้มให้เด็กสาวหน้าตาธรรมดาที่แสนมีน้ำใจผู้นี้
“ขอบคุณศิษย์น้อง มู่เชียนใช่หรือไม่ ?” เมื่อครู่เขาได้ยินเหอชงเอ่ยชื่อนางจึงจำได้ ชายหนุ่มมองประเมินหญิงสาวร่างเล็กอีกครั้ง ใบหน้าธรรมดา ปราณธาตุผสมหลากหลาย ทว่าการฝึกตนกลับอยู่ในระดับครึ่งก้าว 7 ดาว คงจะเป็ผู้ฝึกตนสายปราณโอสถที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ... ทั้งนิสัยก็อ่อนน้อม ใจกว้าง น่าคบหา
“ข้าโม่เจี้ยน ศิษย์สายนอกลำดับที่ 15 ยินดีที่ได้พบ”
“คารวะศิษย์พี่ … เอ่อ … บอกตามตรงข้าเองก็จำลำดับของตนเองไม่ได้ ” เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆ. ไม่คิดปฏิเสธมิตรภาพของศิษย์พี่ผู้นี้ แน่นอนว่าเขาเก่ง…ทว่าสาเหตุแท้จริงเป็เพราะนิสัยตรงไปตรงมาและรอยยิ้มจริงใจนั่นต่างหาก
‘เ้าใจอ่อนอีกแล้ว ?’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยคำพูดค่อนแคะอยู่ในตัวของนาง ก่อนจะหันไปพิจารณาศิษย์ร่วมสำนักของนายสาวอย่างพอใจ ‘หน้าตาดี พร์ก็ไม่เลวเลย ’
‘เกี่ยวอะไรกับหน้าตาเล่า..สมุนไพรของเขาสภาพแย่แล้วต่างหาก !’ มู่เชียนเอ่ยปัดอย่างไม่ใส่ใจ ‘อีกอย่าง หากจะเอ่ยถึงเื่หน้าตา …’
ใบหน้าหล่อเหลาเกินผู้ใดในใต้หล้าก็โผล่ขึ้นมาในจินตนาการของนาง…หลังจากพบบุรุษผู้นั้น โลกของนางก็เปิดกว้างขึ้นมาก มนุษย์ทุกคนบนโลกสำหรับนางล้วนกลายเป็หน้าตาพื้นๆเท่านั้น
หากโม่เจี้ยนผู้ที่ได้รับฉายาว่า ‘ฤดูร้อนแห่งยงหนาน’ รู้ว่าถูกหญิงสาวหน้าตาธรรมดาอย่างไม่อาจจะธรรมดาได้กว่านี้ นิยามว่าเขาเป็ชายหนุ่มหน้าตาพื้นๆ คงทำหน้าไม่ถูกเป็แน่
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองคนยังคงสนทนาเื่สัพเพเหระกันต่ออีกครู่หนึ่งอย่างถูกคอ ยิ่งได้คุยโม่เจี้ยนยิ่งรู้สึกชื่นชอบ ศิษย์น้องที่สุภาพ อ่อนน้อม และมีอารมณ์ขันผู้นี้ เข้าสำนักมาหลายปี ศิษย์ชายก็ป่าเถื่อนดุดัน ศิษย์หญิงก็เ้าเล่ห์วางท่า ไม่มีศิษย์พี่น้องคนไหนที่เขาพูดคุยด้วยได้อย่างสนุกสนานและสบายใจเช่นนี้มาก่อนเลย
เมื่อท่านผู้เฒ่าเหอตรวจรับสมุนไพรและมอบหินปราณให้โม่เจี้ยนเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มได้รับหินปราณถึงสิบชิ้น จึงหยิบหนึ่งส่งให้มู่เชียนทันที
“ศิษย์น้องอย่าได้ถือสา ข้าขอมอบหินปราณนี้ให้เ้า แทนการแสดงความขอบคุณ และเป็สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ”
“ศิษย์พี่มิจำเป็ต้องทำเช่นนี้ ข้าเองมีส่วนของข้าแล้ว”
โม่เจี้ยนยิ้มพลางเหลือบตามองสมุนไพรถุงใหญ่ของนาง คาดว่าสมุนไพรทั้งถุงนั่น อาจแลกได้เพียงหินปราณแค่ก้อนเดียวเท่านั้น เห็นเด็กสาวไม่โลภมากก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมอย่างมาก ชายหนุ่มยิ้มตาหยีจนเห็นเขี้ยวที่มุมปากทั้งสองข้าง ไม่ใส่ใจคำปฏิเสธของนาง มือชายหนุ่มคว้ามือบางข้างหนึ่งเอาไว้แล้ววางหินปราณก้อนนั้นลงไปตรงๆ
‘อืม มือเด็กคนนี้นุ่มนิ่ม ให้ความรู้สึกสบายไม่น้อยเลย’ ในขณะที่โม่เจี้ยนนึกพึงพอใจในััจากมือเล็กนั้น ผู้เฒ่าเหอพลันะโเสียงดังขัดจังหวะความคิดของเขาไป
“เดี๋ยว…. นี่มันว่านอสรพิษทั้งถุงเลยนี่นา ทั้งยังสดใหม่อย่างยิ่ง !!!”