อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วกอดไหล่กันเดินออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปเมื่อออกจากประตูก็เกรงว่ากู่เชียนเยว่จะตามมาอีก
ถนนตงซื่อไม่ได้ห่างจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มากนักและไม่นับว่าใกล้คุกหลวง หลิวหยวนและตู้โจวหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่เพราะกลัวการแก้แค้นของแม่นางเยว่แต่ทั้งสองคงไม่มีใครนึกถึงว่าแม่นางเยว่จะอยู่ห่างจากพวกเขาแค่หนึ่งพันห้าร้อยเมตรเท่านั้น
อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วแวะเข้าโรงพนันก่อนโรงพนันในเมืองฟางกู้ล้วนเป็นของตระกูลเกาทั้งนั้น การตกแต่งดีมาก เพียงแต่ค่อนข้างจะมืดไปสักหน่อยสำหรับโรงพนันที่นี่ น้อยครั้งที่จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันเกิดขึ้น ทุกคนชื่นชอบการพนันและส่วนใหญ่ก็มีของเดิมพันที่ไม่เลว
ทั้งสองเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ คนหนึ่งปลอมตัวเป็นชายแก่ผมขาวอีกคนปลอมเป็นชายหนุ่มหาบของขาย จากนั้นก็หลบสายตาของผู้เฝ้าโรงพนัน กระโดดออกไปทางหน้าต่าง
“อันเจิงทำไมข้าถึงรู้สึกว่าแต่งกายแบบนี้ดูผิดปกติ”
“เป็นอะไร?”
“ข้ามีร่างกายกำยำแต่กลับปลอมเป็นชายหนุ่มหาบของขาย? ข้าว่าปลอมเป็นองครักษ์ดีกว่าหรือเป็นคนเฝ้าประตูอะไรทำนองนี้ ต่อให้จะเป็นงานที่ออกแรงแต่ก็ดูเหมาะสมกว่า”
“อย่างนั้นเจ้าก็เอาหาบมา”
อันเจิงรับหาบมาจากตู้โซ่วโซ่ว “งั้นข้าจะแกล้งเป็นคนแก่ที่มาขายของส่วนเจ้ามาซื้อของแล้วไม่จ่ายเงิน จากนั้นก็รังแกข้า เราแกล้งทะเลาะกันเสียงดังหน้าบ้านของเซี่ยวซวนดูซิว่าหลิวหยวนกับตู้โจวจะออกมาหรือไม่ ตอนนี้เขาทั้งสองก็เหมือนนกแตกรังแค่ต้นหญ้าสั่นไหวพวกเขาก็หวั่นใจแล้ว หากพวกเขาออกจากบ้านหญิงคนนั้นก็ดี แล้วเราค่อยตามไปลงมือที่อื่น”
ตู้โซ่วโซ่วถาม “ฆ่าเลยหรือ?”
อันเจิงส่ายหน้า “เจ้าอย่าทำอะไรวู่วามและทำเกินไปได้หรือไม่ฆ่าคนจะแก้ปัญหาได้หรือ?”
“อย่างนั้นจะทำอย่างไร?”
“ฆ่าทิ้งซะเถอะ”
ทั้งสองปรึกษากันครู่หนึ่งเดินไปถึงครึ่งทางก็พูดถึงวิธีการทรมานคนต่าง ๆ นานา แต่แน่นอนว่าเขาทั้งสองคงทำเช่นนั้นไม่ได้แน่ก่อนอื่นต้องจัดการตู้โจวกับหลิวหยวนก่อนจากนั้นค่อยไปหาเรื่องหมอหญิงพางเสี่ยวชุน
แต่ทว่าเพิ่งเดินไปถึงถนนใกล้บ้านของเซี่ยวซวนก็เห็นกลุ่มคนที่ดูน่าสงสัยเดินออกมาจากสวนบ้าน จากนั้นก็เร่งฝีเท้าจากไป
อันเจิงลากตู้โซ่วโซ่ว “มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าช่วยข้าดูทางหน่อย ข้าจะเข้าไปทางประตูหลัง”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า ทั้งสองอ้อมไปทางสวนหลังบ้านอันเจิงยื่นหาบคืนให้ตู้โซ่วโซ่วจากนั้นก็พลิกตัวข้ามกำแพงไปในรั้วบ้านเงียบสงบมาก ตัวบ้านไม่ได้ใหญ่โต ในสวนก็มีบางมุมที่มีหญ้าขึ้นรกรุงรัง เห็นได้ชัดว่าเซี่ยวซวนไม่ใช่สตรีที่ขยันขันแข็งในบ้านผุพังมาก มีเพียงห้องเดียวเท่านั้นที่พอดูได้ อีกทั้งหน้าต่างก็พังหมดแล้ว
อันเจิงผลักประตูหลังเข้าไป พลันกลิ่นคาวเลือดก็โชยมาจากในบ้าน
อันเจิงขมวดคิ้วรีบกระโดดเข้าไปดูด้านในมีสามร่างนอนตายอยู่บนพื้น นั่นก็คือหลิวหยวน ตู้โจว และยังมีเซี่ยวซวนอีกคนด้วยบนร่างทั้งสามต่างมีเพียงบาดแผลเดียวที่คร่าชีวิตพวกเขาฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเจอเหตุการณ์ปล้นชิงต่าง ๆ คนร้ายมาเพื่อฆ่าคนเท่านั้น
อันเจิงนึกถึงคนเหล่านั้นที่เพิ่งออกไปจากสวนบ้านเขาจึงรีบออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว ลากตู้โซ่วโซ่วไปตามตรอกซอยแล้ววิ่งตามคนกลุ่มนั้นไป
หลังจากออกจากถนนตงซื่อแล้วราวกับคนเหล่านั้นผ่อนคลายลงไม่น้อย พวกเขาผ่อนฝีเท้าลงเดินไปอย่างเชื่องช้า มองสองข้างทางไปมาแต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ดูเหมือนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงและเดินสลับตำแหน่งกันเสมอทั้งยังสังเกตรอบด้านไปตลอดทางด้วย เห็นได้ชัดว่ารับการฝึกฝนมาอย่างดีอันเจิงขมวดคิ้ว ในใจสงสัยว่าคนพวกนี้คือใคร หรือเป็นคนของไทเฮา?
อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเดินตามคนเหล่านั้นไปตามตรอกซอยต่างๆ โดยระวังไม่ให้เข้าใกล้มากเกินไป ด้วยประสบการณ์การไต่สวนและการไขคดีมากมายของอันเจิงการไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สุดท้ายคนเหล่านี้ก็หยุดลงหน้าบ้านหลังหนึ่ง
อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วแอบอยู่บนหลังคาบ้านที่ห่างจากบ้านหลังนั้นหลายสิบเมตรพวกเขาโผล่หน้าออกมามอง
“นี่คือ...บ้านของหมอหญิงพางเสี่ยวชุน?!”
อันเจิงรู้ได้ทันที นี่เป็นที่ที่เขาตั้งใจจะมาหลังจากที่สั่งสอนหลิวหยวนและตู้โจวแล้วเพียงเพราะจุดสนใจของเขาพุ่งไปที่คนเหล่านั้น ฉะนั้นเขาจึงเพิ่งรู้สึกผิดปกติในเรื่องนี้
คนเหล่านั้นมองหน้ากัน จากนั้นก็ให้สองคนอยู่เฝ้าที่ประตูหน้าบ้านหนึ่งคน หลังบ้านหนึ่งคน ส่วนที่เหลืออีกสามคนก็ปีนกำแพงเข้าไปเมื่อเข้าไปด้านในกำแพงก็มองไม่เห็นแล้ว
ตู้โซ่วโซ่วพูด“หรือพวกเขาเป็นพวกเดียวกันกับเรา?”
“คาดว่า...เป็นคนของมู่ฉางเยียน เดิมทีข้าคิดว่าเป็นคนของไทเฮาที่คิดฆ่าคนปิดปากแต่เมื่อครู่คิดดูแล้ว ไทเฮาไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้เลย แม่นางเยว่รู้ดีว่าคนพวกนั้นทำไปเพราะไทเฮาสั่งไทเฮาจึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนี้ ฉะนั้นนี่ไม่ใช่คนของไทเฮาแต่เป็นคนของมู่ฉางเยียนที่ส่งมาแก้แค้นแทนแม่นางเยว่ต่างหาก”
ตู้โซ่วโซ่วไม่คิดจะดูต่อเขานอนลงบนหลังคาแล้วพูด “ผู้หญิงของตัวเองลำบากอยู่ในคุกตั้งสี่ปี ตอนนี้นางออกมาได้แล้วจึงค่อยคิดอยากแก้แค้นแทนงั้นรึผู้ชายแบบนี้ข้าไม่เห็นอยู่ในสายตา”
อันเจิงจ้องไม่วางตา คนเหล่านั้นเข้าไปประมาณสามนาทีก็แบกร่างหญิงที่สลบไสลออกมาทางสวนบ้านอันเจิงเห็นอย่างชัดเจน นางก็คือหมอหญิงพางเสี่ยวชุน
สองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกหยิบกระสอบผ้าออกมาใส่ร่างพางเสี่ยวชุนจากนั้นพวกเขาก็แบกร่างนางจากไปอย่างรวดเร็ว
“ทำไมครั้งนี้พวกเขาไม่ฆ่านางซะล่ะ?”
ตู้โซ่วโซ่วลุกขึ้นมาดูจากนั้นก็จะลงจากบนหลังคา
อันเจิงดึงตัวเขาเอาไว้ หญิงสาวชุดขาวคนหนึ่งเดินมาจากทางถนนด้านนอกในมือถือตะกร้าหนึ่งใบ
“นี่ไม่ใช่ติงหนิงตงหรือ?”
ตู้โซ่วโซ่วถาม “นางมาที่นี่ทำไม?”
อันเจิงส่ายหน้า
ติงหนิงตงเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของพางเสี่ยวชุนเห็นได้ชัดว่านางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มเคาะประตูเมื่อเคาะครู่หนึ่งแล้วไม่มีการตอบรับ นางจึงตะโกนเรียกขึ้นมาว่าศิษย์พี่แต่ทว่าก็ยังไม่มีการตอบรับ นางจึงเดินจากไป
“ศิษย์พี่?”
อันเจิงขมวดคิ้ว“ที่แท้พางเสี่ยวชุนก็เป็นศิษย์ของจูเก๋อเชียวหยุน...อย่างนั้นก็แปลกแล้ว เป็นถึงลูกศิษย์แต่ทำไมพางเสี่ยวชุนถึงต่อต้านจูเก๋อเชียวหยุน? พางเสี่ยวชุนกลั่นแกล้งแม่นางเยว่แต่จูเก๋อเชียวหยุนรักษาแม่นางเยว่ ต่อให้จะเป็นไทเฮาที่สั่งการ แต่พางเสี่ยวชุนก็สามารถแกล้งทำหรือหลบหลีกได้นี่”
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “เด็กสาวที่ชื่อติงหนิงตงก็ดูลึกลับดีนะบิดานางคือรองเจ้ากรมพิธีการติงวู่ พี่ชายนางคือติงเซิ้นซาที่อยากฆ่าเจ้าให้ตาย ส่วนนางก็เป็นศิษย์น้องของพางเสี่ยวชุนความสัมพันธ์แบบนี้ถือว่าวุ่นวายมากทีเดียว”
อันเจิงพยักหน้าพลางพูด “ตามไปกันเถอะ”
“ตามผู้หญิงกลางวันแสก ๆ แบบนี้จะดูไม่ดีหรือไม่”
“ที่ข้าบอกคือตามตัวคนพวกนั้น!”
อันเจิงเคาะหัวตู้โซ่วโซ่วหนึ่งครั้งจากนั้นก็กระโดดลงไปก่อน ทั้งสองรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย และแน่นอนว่าคนเหล่านั้นไม่มีใครสงสัย
ดูเหมือนคนเหล่านั้นเปลี่ยนความคิดกะทันหันไม่เช่นนั้นคงไม่แบกกระสอบเดินไปตามถนนใหญ่เช่นนี้แน่ คาดว่าคงรู้ว่าติงหนิงตงจะปรากฏตัวขึ้นพวกเขาจึงเลือกที่จะพาตัวหญิงคนนั้นจากไป สมองอันเจิงคิดอยู่ตลอดเวลาหากคนเหล่านั้นโหดเหี้ยมพอละก็ พวกเขาต้องฆ่าติงหนิงตงด้วยแน่นอน
ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงความเป็นไปได้อีกอย่าง?
หรือที่คนเหล่านี้เลือกพาตัวพางเสี่ยวชุนออกไปเพราะเกรงกลัวติงหนิงตง?
เด็กสาวที่ดูอ่อนโยนน่ารักจะน่ากลัวตรงไหนกัน?
เพียงไม่นานก็เจอรถม้าที่จอดรออยู่คนเหล่านั้นรีบขึ้นรถไปทันที พวกเขาคงมีแผนสำรองเอาไว้อยู่แล้ว การจัดการเรื่องนี้เป็นไปอย่างแนบเนียนรถม้าวิ่งออกไปตามทาง เท่าที่ดูคาดว่าคงออกนอกเมืองอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วมองหน้ากันแวบหนึ่ง แล้วทั้งสองก็ตามรถม้าไป
เมื่อออกนอกประตูเมืองแล้วรถม้าก็วิ่งไปอีกอย่างน้อยสี่ห้าเมตร อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วจึงไม่เหมาะที่จะตามไปอีกบนถนนตอนนี้มีคนไม่มาก การติดตามไปแบบนี้ดูจะเป็นจุดสนใจเกินไป
เขาทั้งสองเพิ่งจะหันหลังกลับด้านหลังก็มีชายกว่าสิบคนที่ดูราวกับเป็นนักเรียนออกมาท่องเที่ยว เมื่ออันเจิงและตู้โซ่วโซ่วหันกลับไปมองชายสองคนในกลุ่มนั้นก็เริ่มลงมือทันที กระสอบใหญ่สองใบเปิดออกและครอบมาที่หัวของอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วอันเจิงถอยไปด้านหลังพลางยกเท้าถีบไปที่สองคนตรงหน้าจนล้มลง ส่วนตู้โซ่วโซ่วก็จับตัวพวกเขาอีกสองคนไว้แล้วทุ่มลงบนพื้นอย่างแรง
เห็นทั้งสองเพิ่งลงมือแล้วล้มได้สี่คนคนที่เหลือก็ไม่มีใครกล้าลงมืออีก
อันเจิงมองเห็นว่าคนเหล่านั้นมีตราประจำตัวแขวนอยู่
“พวกเดียวกัน”
อันเจิงหยิบแผ่นป้ายที่สลักรูปหงส์ไฟออกมา คนเหล่านั้นจึงดูผ่อนคลายลงแล้วถามขึ้น“พวกเจ้ามาทำอะไร? รับคำสั่งมาจากใคร?”
อันเจิงตอบกลับ “คำสั่งเดียวกันเพียงแค่มองดูห่าง ๆ ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่”
คนเหล่านั้นเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย“พวกเจ้าในค่ายหงส์ทองโชคดี มักจะได้รับมอบหมายงานง่าย ๆ ตลอดพวกเราเต่าดำและเสือขาวมักจะได้ทำงานเหนื่อยประจำ”
อันเจิงยิ้มพลางพูด “ตอนพวกเราทำงานลำบากพวกเจ้าก็ไม่เห็นนี่”
คนที่ถูกจู่โจมจนล้มลุกขึ้นด้วยสีหน้ามีชีวิตชีวา“รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน ยังจะลงมือไม่ปรานีเลยนะ”
ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “หากลงมือจริง ๆพวกเจ้าถูกอัดเละไปนานแล้ว”
“ในเมื่อพวกเจ้าก็มาเพราะเรื่องเดียวกันงั้นก็เข้าไปดูเถอะ ในเมื่อเจอกันแล้วจะเดินแยกกันอีกทำไม”
อันเจิงพยักหน้าจากนั้นพวกเขาก็เดินไปด้วยกัน ผ่านหลายตรอกซอย สุดท้ายก็เข้าไปในป่า รถม้าจอดอยู่ที่ชายป่ามีสองคนยืนเฝ้าดูลาดเลาอยู่ เมื่อเห็นอันเจิงและคนอื่น ๆ เดินเข้ามาสองคนนั้นก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเดียวกันจึงปล่อยอันเจิงและคนอื่นๆ เข้าไป
ในป่า ชายที่อายุราวสิบกว่าปีถือมีดอยู่ในมือจากนั้นก็มองพางเสี่ยวชุนที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองทำอะไรผิด?”
หึ! พางเสี่ยวชุนเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือกออกมา “เจ้าพวกสุนัขรับใช้ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนของราชา เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคิดอยากต่อต้านไทเฮาต่อให้พวกเจ้าจะฆ่าข้า ไม่ช้าก็เร็ว พวกเจ้าก็ไม่มีจุดจบที่ดีเช่นกัน”
คนที่ดูอายุน้อยพูดขึ้น“พวกเราต่างเป็นคนรุ่นหลังที่อยากช่วยแคว้นเยี่ยนกระตือรือร้นและดิ้นรนเพื่อแคว้นเยี่ยน ฝ่าบาทรวมตัวเราขึ้นก็เพื่อล้มล้างพวกแมลงของแผ่นดินอยากเปลี่ยนแปลงภายนอก สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการภายใน ไทเฮาก็คือหนอนตัวใหญ่ของราชาไม่ช้าก็เร็วข้าต้องฆ่านางด้วยตัวข้าเอง ตอนนี้ ข้าในฐานะตัวแทนประชาชนแห่งแผ่นดินเยี่ยนจะกำจัดผู้แพ้อย่างเจ้า!”
เขามองพางเสี่ยวชุนแล้วพูด “อย่าดูถูกคนอายุน้อยเช่นเราอนาคตของแผ่นดินเยี่ยนก็ขึ้นอยู่กับการร่วมมือร่วมใจของเรา”
“ฆ่า!”
เขาฟันมีดลงไปตัดหัวของพางเสี่ยวชุนทันทีเลือดพุ่งออกมาจากคอของนางไม่หยุด และพุ่งไปยังเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มเหล่านั้น แต่พวกเขากลับไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดบนใบหน้าพวกเขามีความรู้สึกราวกับกำลังผดุงความยุติธรรมอยู่
อันเจิงรู้สึกกลัวขึ้นมาในใจ ชายหนุ่มพวกนี้ราวกับถูกล้างสมองมาพวกเขาคิดว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่ถูกต้องทั้งหมดนี้ก็เพื่อแผ่นดินเยี่ยนและเพื่อประชาชนของแคว้นเยี่ยน
หลังจากที่ชายหนุ่มคนนั้นฆ่าพางเสี่ยวชุนแล้วคนอื่นก็เดินเข้ามาล้อมวง จากนั้นก็วางมือทั้งสองไว้ที่กลางหน้าอก“ด้วยเลือดเนื้อของพวกเรา แลกมาซึ่งแสงสว่างในแผ่นดินเยี่ยน เรื่องทั้งหมดนี้เพราะซื่อสัตย์ต่อราชาแคว้นเยี่ยน และซื่อสัตย์ต่อประชาชนแคว้นเยี่ยน”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังอันเจิงพวกเขาก็ทำท่าเดียวกันและพูดแบบเดียวกัน อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วมองหน้ากันแวบหนึ่งต่างรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวในแววตาของกันและกัน
ฆ่าคน...จริงอยู่ที่พางเสี่ยวชุนสมควรตายแต่คนพวกนี้ฆ่าคนเพื่อความถูกต้องจริงหรือ?
พวกเขาไม่มีข้อสงสัยใดพวกเขามีเพียงความเชื่อมั่น
นี่ต่างหากที่น่ากลัวพวกเขาไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามยิ่งใหญ่ขนาดไหน ไม่รู้ว่าตัวเองเผชิญหน้ากับอะไรพวกเขาคิดว่านี่เป็นอุดมคติแบบหนึ่ง อุดมคติที่ไม่มีใครจะห้ามได้
อันเจิงรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่เข้ามาในสมองกลับมีใบหน้าของมู่ฉางเยียนปรากฏขึ้นใบหน้าที่อ่อนแอนั้นกลับกลายเป็นใบหน้าที่ดุร้ายขึ้นมาทันที