จารึกที่ 195 : ปลุกชีพกองทัพศิลา | การกำเนิดใหม่ของเจ้าสัว
ความเงียบสงัดอันเยียบเย็นปกคลุมนครใต้พิภพที่หลับใหลมาเนิ่นนานนับสหัสวรรษ อาเจียยืนนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้าศิลา เบื้องหน้าของเขาคือร่างไร้วิญญาณของ ผู้อาวุโสไป๋ (เฒ่าใบ้) ที่เขาเพิ่งชำระคราบเลือดและนำมาวางทอดร่างไว้บนแท่นหินหยกขาวอย่างทะนุถนอมที่สุดเท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้
อาเจียคุกเข่าลงบนพื้นศิลา โขกศีรษะคำนับศพของชายชราสามครั้งอย่างหนักแน่น เสียงหน้าผากกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงกว้าง
"ขอบพระคุณที่กรุณาส่งศิษย์จนถึงฝั่ง... ผู้อาวุโสไป๋... ขอรับ" อาเจียกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวหยดลงบนผืนหิน "ในยามนี้ ศิษย์เนรคุณผู้นี้ไม่มีโลงศพทองคำ หรือผ้าไหมฟ้ามาห่อหุ้มร่างให้ท่าน... แต่ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน ว่าศีรษะของเหลยเจิ้น จะต้องกลายเป็นเครื่องเซ่นไหว้ที่ดีที่สุดสำหรับท่าน... และท่านปู่หลิน"
เขาหยัดกายลุกขึ้นยืน ยกแขนเสื้อที่ขาดวิ่นขึ้นปาดคราบน้ำตาที่หางตาทิ้งไปจนหมดสิ้น แววตาแห่งความโศกเศร้าอาดูรพลันถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่คมกริบ มุ่งมั่น และแฝงไว้ด้วยสัญชาตญาณความเจ้าเล่ห์ของมารน้อยผู้ไม่ยอมขาดทุน
อาเจียตบเบาๆ ที่ย่ามข้างเอว สัมผัสได้ถึงร่างเล็กจ้อยของ เจ้าถุงเงิน แมงมุมทมิฬคู่ใจที่นอนสลบไสลจากบาดแผลการรับฝ่ามือสายฟ้าแทนเขา
"ทนอีกนิดนะตัวเล็ก... ข้าจะหาโอสถที่ดีที่สุดในหุบเขานี้มารักษาเจ้าให้ได้" เขากระซิบปลอบโยน ก่อนจะหันขวับกลับมาทอดสายตามองความยิ่งใหญ่เบื้องหน้า
"เอาล่ะ... ได้เวลามาตรวจนับสินทรัพย์มรดกกันเสียที"
อาเจียก้าวเดินผ่านแถวพยนต์เทวะศิลาที่ยืนตระหง่านเรียงรายนับหมื่นตน เขาลองใช้นิ้วเคาะลงบนแผ่นอกเกราะของทหารนายหนึ่ง
เคร้ง!
เสียงโลหะสะท้อนดังกังวานใสบริสุทธิ์ ทำให้อาเจียถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาสีดำขลับเบิกกว้างเป็นประกาย
"สวรรค์โปรด... เหล็กนิลกาฬ หลอมรวมกับ ศิลาปราณระดับสูง..." อาเจียลูบคลำเกราะนั้นด้วยมือที่สั่นเทา "ของพรรค์นี้ เพียงแค่งัดเอาชิ้นส่วนข้อต่อตาตุ่มไปขายชิ้นเดียว ก็ซื้อโรงเตี๊ยมหรูหราในเมืองหลวงได้ทั้งหลัง... แต่นี่มีเป็นหมื่นตัว! นี่มันภูเขาทองคำเดินได้ชัดๆ!"
ทว่า สติปัญญาอันเฉียบแหลมก็ดึงเขากลับมาสู่ความเป็นจริง กองทัพนี้มิใช่สินค้าตั้งขาย แต่มันคือศาสตราวุธชิ้นสุดท้ายที่จะใช้กอบกู้ทุกสิ่งและจัดการกับศัตรูระดับปรมาจารย์ที่เหาะเหินอยู่เบื้องบน
เหลยเจิ้นมันบรรลุขั้นปรมาจารย์ ถึงขนาดฉีกม่านพลังห้ามเวหาของสำนักและเหาะลงมาจากฟ้าได้... ข้าในตอนนี้ยังไม่มีปัญญาแม้แต่จะลอยตัวพ้นยอดไม้ด้วยซ้ำ หากจะสู้กับคนที่เหาะได้ ข้าต้องใช้ของที่เหนือกว่า!
เขาเร่งฝีเท้าเดินลึกเข้าไปใจกลางนครใต้พิภพ มุ่งหน้าสู่ "ตำหนักกลาง" ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินศิลาที่สูงที่สุด ตัวตำหนักสร้างจากหยกดำทมิฬทั้งหลัง ลวดลายอักขระสีทองอร่ามไหลเวียนอยู่ตามเสาและหน้าบันราวกับมีชีวิตชีวา
เมื่อออกแรงผลักบานประตูตำหนักให้เปิดออก สิ่งแรกที่สะดุดตาอาเจียกลับมิใช่บัลลังก์ทองคำ... แต่เป็น "ร่างพยนต์เทวะ" ร่างหนึ่งที่นั่งคุกเข่าสงบนิ่งอยู่ใจกลางห้องโถง
มันมิใช่พยนต์ทหารเลวทั่วไป ทว่าคือพยนต์ระดับขุนพลที่ถูกสร้างขึ้นจาก "โลหะอุกกาบาตม่วงทมิฬ (紫陨金 - จื่ออวิ๋นจิน)" วัตถุดิบวิเศษจากนอกพิภพที่หายากยิ่งกว่าเกล็ดมังกร! ลวดลายบนเกราะสลักเสลาเป็นรูปพญามังกรอเวจีทะยานฟ้า แผ่กลิ่นอายกดดันอันน่าเกรงขามแม้มันจะยังไร้ซึ่งแกนวิญญาณ
อาเจียเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
"แปลกจริง... ร่างนี้มีความสูงเพียงหนึ่งจ้างเท่านั้น... เล็กกว่าเกราะหยกทมิฬตัวเดิมของเจ้าสัวตั้งครึ่งหนึ่ง"
ทว่าเมื่อเขาลองใช้พู่กันนิรันดร์เคาะลงบนเกราะสีม่วงดำ อาเจียก็ตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ในทันที!
"นี่มัน... วิชาบีบอัดมวลสารขั้นสูงสุด!" อาเจียอุทานด้วยความทึ่ง "บรรพชนหลอมรวมโลหะนับแสนชั่ง บีบอัดด้วยอักขระแรงโน้มถ่วงจนเหลือขนาดเพียงเท่านี้... ร่างนี้แม้จะเล็กลง แต่มวลความหนาแน่นและความแข็งแกร่งกลับเพิ่มขึ้นนับล้านเท่า! ที่สำคัญ... ปีกโลหะหกแฉกที่ด้านหลังนี่ มันคือกลไกฟ้าสำหรับ การเหาะเหิน! ปราดเปรียว ทรงพลัง และทะยานฟ้าได้... เหมาะกับเจ้าเป็นที่สุด คู่หู!"
ตรงตำแหน่งหัวใจของมัน มี "ช่องว่าง" หกเหลี่ยม ที่ขนาดพอดีกับแกนวิญญาณของเจ้าสัวราวกับถูกจับวาง
อาเจียล้วงเอา "แกนวิญญาณผลึกดำ" ของเจ้าสัวที่เก็บกู้มาได้อย่างหวุดหวิด ออกมาจากย่าม สภาพของแกนวิญญาณมีรอยแตกร้าวเป็นเส้นสาย แสงสว่างภายในริบหรี่ราวกับเทียนใกล้ดับ
"เจ็บหนักเลยสินะเจ้าสัว..." อาเจียลูบผลึกดำนั้นอย่างแผ่วเบา "แต่ไม่ต้องห่วง... วันนี้ข้าจะจัดของกำนัลชิ้นใหญ่ที่สุดให้เจ้าเอง"
เขาหยิบ พู่กันนิรันดร์ ขึ้นมาจรดกลางอากาศ อาศัยจังหวะที่ปราณฟ้าดินในนครใต้พิภพหนาแน่น ตวัดวาดอักขระขั้นผสานพื้นฐาน [ฟื้นฟู] และ [ผสาน] ซ้อนทับกัน ดึงเอาละอองปราณบริสุทธิ์มารวมไว้ที่ปลายพู่กัน
"ด้วยอำนาจแห่งอักขระ... จงหวนคืน!"
เขาผลักประจุอักขระผสานเข้ากับแกนวิญญาณที่แตกร้าว รอยร้าวเหล่านั้นสมานตัวเข้าหากันในพริบตา ก่อนที่อาเจียจะกระแทกแกนวิญญาณนั้น เข้าไปในช่องอกของหุ่นขุนพลอุกกาบาตม่วงทมิฬ!
กริ๊ก! ครืนนนน!
เสียงกลไกฟ้าบรรพกาลภายในสับเคลื่อนเข้าหากันดังกึกก้อง! อักขระสีม่วงเข้มบนเกราะโลหะอุกกาบาตเริ่มเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนอาเจียต้องยกแขนเสื้อขึ้นบังดวงตา
ตูม!
คลื่นพลังกระแทกอันมหาศาลระเบิดปะทุออกมา ผลักร่างของอาเจียให้เซถอยหลังไปถึงสามก้าว
เมื่อม่านแสงสีม่วงจางลง... ร่างยักษ์สีทะมึนค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน ความสูงหนึ่งจ้างที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อโลหะดูปราดเปรียวและอันตรายถึงขีดสุด ที่แผ่นหลังของมัน ปรากฏ "ปีกโลหะหกแฉก" กางสยายออกดุจปีกของราชันย์มาร และที่ดวงตา... เปลวเพลิงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นในความมืด!
เจ้าสัวยกฝ่ามือขึ้นก้มมองร่างใหม่ของตนเอง... มันลองขยับนิ้วเหล็กกล้าที่แหลมคมดั่งใบมีด ก่อนจะหันใบหน้าที่ไร้อารมณ์มามองอาเจีย
"ร่าง... นี้... สุด... ยอด..."
เสียงของเจ้าสัวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มันมิใช่เสียงกระชากของกลไกผุพังอีกแล้ว แต่มันคือเสียงทุ้มลึก ก้องกังวาน และทรงอำนาจดุจเสียงฟ้าคำราม "ขอบ... คุณ... ลูก... พี่..."
"หล่อเท่ระเบิดไปเลยว่ะ!" อาเจียแสยะยิ้มกว้าง "ตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้ามิใช่พยนต์พอกโคลนธรรมดาอีกแล้ว... นามของเจ้าคือ 'เจ้าสัว : ร่างราชันย์อเวจี'!"
"ชอบ... ชื่อ... นี้..." เจ้าสัวกะพริบตาไฟสีแดง "หิว... แล้ว... อยาก... ดื่มกิน... สายฟ้า..."
"ใจเย็นก่อนสหาย... วันนี้ข้ามี 'งานเลี้ยงสังหารโต๊ะใหญ่' รอให้เจ้าไปลิ้มรสอยู่แล้ว"
อาเจียเดินก้าวขึ้นไปที่แท่นควบคุมศิลา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังบัลลังก์หยกดำ ตรงกึ่งกลางของแท่นหิน มีช่องบุ๋มรูปพู่กันไขว้... ซึ่งเป็นช่องสำหรับ ตราประทับไม้ อย่างไร้ข้อกังขา
ทว่า ก่อนที่อาเจียจะวางตราประทับลงไป สัญชาตญาณความงกและพ่อค้าในสายเลือดก็กำเริบขึ้น เขาสังเกตเห็นร่องใส่ "หินปราณ" ขนาดใหญ่รอบๆ แท่นควบคุม ซึ่งต้องใช้หินปราณระดับสูงนับพันก้อนในการขับเคลื่อนค่ายกลเพื่อปลุกกองทัพทั้งหมื่นตน!
ใช้หินปราณเป็นพันก้อน!? ปล้นกันชัดๆ! ข้าเพิ่งเสียหอศัสตราไป จะให้มาเสียหินปราณมหาศาลขนาดนี้อีกรึ ไม่มีทาง!
อาเจียกัดฟัน หยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมา "ข้าจะลองวาดอักขระ [เชื่อมต่อ] และ [ประหยัด] ดัดแปลงค่ายกลตรงนี้ดู น่าจะช่วยลดการใช้หินปราณไปได้สักครึ่งหนึ่ง!"
(หยุดนะไอ้เด็กเวร!) เสียงของ มู่เฉิน ตวาดลั่นก้องในหัวแทบจะฉีกโสตประสาท (นี่คือค่ายกลบรรพกาลที่ซับซ้อนที่สุด! เจ้าเพิ่งอยู่ขั้นผสานพื้นฐาน ริอ่านจะไปดัดแปลงมัน หากอักขระรวน กองทัพพวกนี้จะตื่นขึ้นมาอย่างไร้สติและบดขยี้เจ้าเป็นเศษเนื้อ!)
แต่ความงกมันบังตา อาเจียตวัดพู่กันลงไปบนแท่นควบคุมแล้ว!
แวบ! ครืนนน!
อักขระที่อาเจียวาดลงไปเกิดการสปาร์คปะทะกับค่ายกลเดิม แท่นควบคุมสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าที่ควรจะสว่างไสว กลับกะพริบติดๆ ดับๆ เป็นสีแดงเตือนภัยดุจโลหิต!
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าของกองทัพพยนต์เทวะนับหมื่นเบื้องล่างดังสนั่น พวกมันเริ่มขยับตัว ทว่าดวงตาของพวกมันไม่ได้เป็นสีฟ้าครามแห่งความภักดี กลับกลายเป็น สีแดงก่ำแห่งความบ้าคลั่ง! หอกและง้าวในมือของพวกมันชูขึ้นสูง และหันหน้าพุ่งเป้ามาที่ตำหนักกลาง... ทิศทางที่อาเจียยืนอยู่!
"ฉิบหายแล้ว!" อาเจียหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นแตกพลั่ก "มันรวนจริงๆ ด้วย! เจ้าสัว เตรียมตัวเผ่น!"
(ข้าเตือนเจ้าแล้วไอ้ลูกเต่าหน้าเงิน!) มู่เฉินด่ากราด (รีบเอาตราประทับกระแทกลงไปในช่องซะ! ใช้เลือดของเจ้าเป็นสื่อกลางทับค่ายกลที่เจ้าวาดมั่วๆ ลงไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่พวกมันจะพังตำหนักนี่!)
อาเจียไม่รอช้า เขากัดนิ้วโป้งตนเองจนเลือดสาด ป้ายโลหิตลงบนตราประทับไม้ แล้วหลับหูหลับตากระแทกมันลงไปในช่องบุ๋มสุดแรงเกิด!
แกร๊ก! ตูมมม!
เลือดของอาเจียที่มีสายเลือดแห่งสูญตา ซึมซาบเข้าสู่ค่ายกล ลบเลือนความผิดพลาดจากความงกของเขาทิ้งไป แสงสีแดงที่บ้าคลั่งพลันดับวูบ ถูกแทนที่ด้วยเสาแสงสีฟ้าครามเจิดจรัส พุ่งทะยานจากแท่นควบคุมขึ้นสู่เพดานถ้ำ ก่อนจะแตกแขนงกระจายออกเป็นเส้นสายพลังงานนับหมื่นนับแสนเส้น พุ่งเชื่อมต่อไปยังพยนต์ศิลาทุกตน
วูบ! วูบ! วูบ! วูบ!
ดวงตาศิลาที่เคยแดงก่ำ แปรเปลี่ยนกลับเป็นสีฟ้าครามอันสงบและภักดี เสียงขยับข้อต่อเกราะโลหะและเสียงกระทบกันของศาสตราวุธนับหมื่น ดังกึกก้องสะเทือนขุนเขาราวกับเสียงอัสนีบาตฟาดกระหน่ำ
ตึง!
ทหารศิลาทุกตัวคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กระแทกส้นหอกและด้ามง้าวลงบนพื้นศิลา หันหน้าเข้าหาตำหนักกลางอย่างพร้อมเพรียง
อาเจียถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งหอบด้วยความโล่งอก ขาอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่ "เกือบ... เกือบกลายเป็นปุ๋ยใต้ดินเพราะความงกเสียแล้ว..."
(จำใส่กะโหลกไว้! พลังที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย อย่าริอ่านทำตัวฉลาดแกมโกงกับมรดกของบรรพชนอีก!) มู่เฉินสั่งสอนเสียงเข้ม
อาเจียยิ้มเจื่อนๆ รับคำ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกมายืนตระหง่านที่ระเบียงตำหนัก เขาทอดสายตามองดูกองทัพบรรพกาลเบื้องล่าง นี่คือกองกำลังที่เคยหยุดยั้งภัยพิบัติเมื่อพันปีก่อน... และบัดนี้ มันอยู่ภายใต้กำมือของเขาแล้ว
"ท่านปู่หลิน... ท่านอาวุโสไป๋..." อาเจียกำหมัดซ้ายแน่น "ข้าทำได้แล้วขอรับ..."
เขายก พู่กันนิรันดร์ ในมือขวาชี้ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ประกาศก้องด้วยพลังปราณทั้งหมดที่มี
"จงฟังข้า! เหล่านักรบทุกตน"
เสียงของอาเจียถูกขยายด้วยค่ายกลของตำหนัก จนดังก้องกังวานสั่นสะเทือนไปถึงเบื้องบนของหุบเขา
"ในวันนี้... บ้านของเราถูกคนถ่อยย่ำยี! พี่น้องและผู้อาวุโสของเราถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด! และที่อภัยให้ไม่ได้ที่สุด... สมบัติและหินปราณของสำนักเรา ถูกพวกมันปล้นชิงและทำลายจนป่นปี้!"
"ข้า... อาเจีย... ในฐานะผู้ถือครองตราประทับ จะเป็นผู้นำทัพ นำพาพวกเจ้าทะยานกลับคืนสู่แสงตะวันเบื้องบนอีกครั้ง!"
ทหารศิลานับหมื่นเคาะด้ามอาวุธกระทบโล่พร้อมกัน ตึง! ตึง! ตึง! เป็นจังหวะกลองรบที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการทำลายล้าง
อาเจียแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาแปรเปลี่ยนเป็นพญามารผู้หิวโหยในชัยชนะและการทวงหนี้เลือด
"เป้าหมายของเราคือ... ตระกูลเหลย และเศษสวะทุกตัวที่กล้าเหยียบย่ำแผ่นดินหมึกวารี..."
"คำสั่งของข้ามีเพียงข้อเดียว... สังหารพวกมันให้สิ้น! บดขยี้อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก!"
"โฮก!!!"
เจ้าสัวในร่างราชันย์อเวจีคำรามก้องรับคำสั่งลูกพี่ มันกางปีกโลหะทั้งหกออกกว้าง พลังปราณสีม่วงดำระเบิดออก เตรียมพร้อมทะยานเหาะเหินทะลวงชั้นหินขึ้นสู่สมรภูมิเบื้องบน
"งานเลี้ยงชำระหนี้เลือด... เริ่มต้นขึ้นแล้ว!"