“ท่านแม่!” หม่าชิงจู๋ตะโกนเรียกมารดาเสียงดัง “ท่านออกมาข้างนอกเร็วเข้า ข้ากับพี่สาวมีของดีมาฝาก”
หูซื่อที่นอนอยู่ในห้องรู้สึกหงุดหงิด เป็นเพราะเมื่อคืนสามีออกไปเล่นพนัน นางจึงถือโอกาสออกไปหาความสำราญกับบุรุษที่ได้นัดหมายกันไว้ เพิ่งล้มตัวนอนได้ไม่นาน เจ้าลูกชายตัวดีก็มาก่อกวน
“หม่าชิงจู๋! เจ้าจะตะโกนเสียงดังทำไม” หูซื่อพูดกับลูกชายอย่างหงุดหงิด แต่เมื่อนางมองเห็นลูกชายมีสภาพมอมแมม อีกทั้งยังเห็นเขาเดินกะเผลก ความง่วงความหงุดหงิดที่มีก็หายไปทันที หากสามีมาเห็นลูกชายอยู่ในสภาพนี้ นางต้องถูกสามีซ้อมแน่ “ชิงจู๋ของแม่ บอกแม่มาว่าใครรังแกเจ้า เดี๋ยวแม่ไปจัดการพวกมันให้เจ้าเอง”
“ก็พวกครอบครัวที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านเราอย่างไรขอรับ พวกมันรุมรังแกข้า” หม่าชิงจู๋เริ่มฟ้อง
“เป็นครอบครัวเศรษฐีพวกนั้นน่ะรึ” หูซื่อหันไปจ้องลูกสาวเขม็ง “เจ้าก็อีกคน เป็นพี่สาวประสาอะไรถึงปล่อยให้คนอื่นมารังแกน้องชายได้ แล้วนี่ได้เรียกร้องค่าเสียหายมาบ้างหรือเปล่า”
“ท่านแม่อย่าเพิ่งดุพี่สาวเลยขอรับ” หม่าชิงจู๋ยิ้มกว้าง “ถึงแม้พี่สาวจะปล่อยให้ข้าบาดเจ็บ แต่นางก็ทำให้เราได้กินเนื้อนะขอรับ”
“ต่อให้จะได้กินเนื้อ แต่ยังไงนางก็ต้องถูกลงโทษ” หูซื่อตบหน้าลูกสาวไปหนึ่งที “จำไว้ หากครั้งหน้าชิงจู๋ได้รับบาดเจ็บอีก เจ้าจะโดนหนักกว่านี้ แล้วไหนลองบอกมาซิว่าวันนี้เจ้าไปทำความดีอะไรมาถึงจะทำให้พวกเราได้กินเนื้อ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หม่าชิงเหยาถูกมารดาตบตี แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ชิน และที่สำคัญคือนางรู้สึกอับอาย นางไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้ประสาเหมือนเมื่อก่อน เพราะเวลานี้นางโตจนถึงวัยที่จะออกเรือนได้แล้ว หากใครมาเห็นว่านางยังถูกมารดาตบตี นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ไม่ใช่ว่านางยึดหลักคำสอนของการเป็นลูกที่ดีจึงไม่คิดสู้กับมารดา แต่เป็นเพราะนางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมารดาต่างหาก ก็ใครให้มารดาของนางขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีปากร้ายและยังมีฉายาว่ามือตบอันดับหนึ่งประจำหมู่บ้านอีกเล่า
“ทำไม?” หูซื่อหรี่ตามองลูกสาวพร้อมกับนวดมือไปด้วย “โตแล้วก็เลยอยากสู้กับข้างั้นรึ เอาสิ...แน่จริงก็เข้ามา แล้วมาดูกันว่าเจ้าจะทนฝ่ามือข้าได้กี่ครั้ง”
หม่าชิงเหยารีบก้มหน้า “ข้าจะกล้าคิดเช่นนั้นได้อย่างไร”
“หึ...ไม่กล้าคิดก็ดี จะได้ไม่เจ็บตัว” หูซื่อใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากลูกสาว “ทีนี้จะบอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าไปก่อเรื่องอะไรไว้”
หม่าชิงเหยายื่นจี้หยกให้มารดา “ข้าผิดที่ไม่ได้ดูแลน้องชายให้ดี แต่ข้านึกถึงคำพูดของท่านคือเราไม่ควรเจ็บตัวเปล่าๆ ในเมื่อน้องชายบาดเจ็บไปแล้ว ข้าก็เลยเรียกค่าทำขวัญจากคุณชายมู่หรงมาสองร้อยตำลึง แต่เขาไม่มีเงิน เขาจึงให้จี้หยกอันนี้มา เขายังบอกอีกว่าจี้หยกอันนี้มีราคาไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
หูซื่อรีบคว้าจี้หยกมาดู อย่างไรนางก็เคยเป็นคณิกาที่อยู่ในหอนางโลมที่มีชื่อเสียงที่สุด นางจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าจี้หยกอันนี้เป็นของดีราคาแพง ห้าร้อยตำลึงที่ไหนกัน หนึ่งพันตำลึงยังมีคนซื้อ “ลูกสาวที่แสนดีของข้า ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก”
“จี้หยกอันนี้มีราคาห้าร้อยตำลึงจริงหรือเจ้าคะ” หม่าชิงเหยาตาโต ทีแรกนางยังกลัวอยู่เลยว่าตัวเองจะถูกคุณชายมู่หรงผู้นั้นหลอกเอาของปลอมมาให้ แต่ดูจากท่าทางของมารดา เห็นทีว่าจี้หยกอันนี้จะเป็นของจริง
“เย็นนี้เราจะได้กินเนื้อแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” หม่าชิงจู๋ถามอย่างดีใจ “ข้าอยากกินสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ไข่ผัดกุยช่าย เกี๊ยวไส้เนื้อ ซาลาเปาไส้เนื้อ น้ำแกงไก่ แล้วก็ถังหูลู่ขอรับ”
“ได้สิได้ พวกเจ้าอยากกินอะไรแม่จะซื้อมาให้พวกเจ้ากินให้อิ่มไปเลย” หูซื่อรีบรับปาก “เช่นนั้นพวกเจ้ารอแม่อยู่ที่บ้านนะ แม่จะเข้าเมืองไปซื้อของอร่อยๆ มาให้กิน”
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้า...” หม่าชิงเหยารู้ว่าท่านแม่ต้องเอาจี้หยกเข้าไปขายในเมืองแน่ นางจึงอยากลองขอสิ่งที่อยากได้ดูบ้าง
“เจ้าเรียกแม่ทำไมหรือ” หูซื่อถามลูกสาว หากเป็นเมื่อก่อนนางคงด่าทอลูกสาวไปแล้ว แต่วันนี้ลูกสาวทำให้นางได้ถือเงินก้อนโต นางจึงพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะยิ่ง
หม่าชิงเหยายิ้มกว้างเมื่อเห็นมารดาอารมณ์ดีและไม่ดุด่าตนเอง “ข้า...ข้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่กับแป้งผัดหน้าเจ้าค่ะ”
“เจ้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่กับแป้งผัดหน้าอย่างนั้นรึ” หูซื่อลูบผมลูกสาว “ได้สิ แม่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจ้าสักสองสามชุด แล้วยังจะซื้อแป้งผัดหน้ากับชาดทาปากให้เจ้าด้วยดีหรือไม่”
“ท่านแม่พูดจริงหรือเจ้าคะ” หม่าชิงเหยาถามย้ำอย่างดีใจ
“แม่เคยโกหกเจ้ารึ”
“ไม่เจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่เคยโกหกข้า” หม่าชิงเหยารีบบอก
“ท่านแม่ แล้วข้าเล่า ข้าก็อยากได้เสื้อผ้าใหม่เหมือนกัน” หม่าชิงจู๋ได้ยินว่ามารดาจะซื้อเสื้อผ้าให้พี่สาว เขาก็อยากได้เหมือนกัน
“ลูกชายที่รักอย่าเพิ่งน้อยใจ แม่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจ้าด้วย เพียงแต่...” หูซื่อจ้องลูกสาวกับลูกชาย “พวกเจ้าอย่าบอกเรื่องจี้หยกอันนี้กับท่านพ่อได้หรือไม่”
“ทำไมหรือขอรับ” หม่าชิงจู๋ยังเด็กจึงไม่เข้าใจ
แต่หม่าชิงเหยาโตแล้ว นางจึงพยักหน้ารับปาก “ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับท่านพ่ออย่างแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านแม่เชื่อใจข้าได้”
หูซื่อยิ้มอย่างพอใจ แต่นางก็ไม่ลืมที่จะอธิบาย “พวกเจ้าก็รู้ว่าพ่อของพวกเจ้าชอบออกไปเล่นการพนัน หากเขารู้ว่าบ้านเรามีเงิน เขาต้องเอาเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวอีกแน่ แต่หากพวกเจ้าช่วยแม่เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ต่อไปพวกเจ้าจะมีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ และยังจะได้กินเนื้อทุกวันด้วย”
“ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับท่านพ่อและจะไม่บอกกับใครเลยขอรับ” หม่าชิงจู๋รีบรับปาก
หูซื่อรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าเมืองไปอย่างอารมณ์ดี และคนที่จะช่วยให้นางขายหยกชิ้นนี้ได้ก็คงมีแต่น้องชายของนางแล้ว
“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง” เฮ่อหลานจวินกลับมาบ้านก็รีบถามถึงอาการของลูกชายทันที
กู้หยูม่านใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดหน้าผากให้ลูกชายคนโต “เฟิงหมิงกับเฟิงเฉิงไม่เป็นอะไร แต่เฟิงอวี่น่าจะตกใจกลัวจนจับไข้แล้วเจ้าค่ะ”
เฮ่อหลานจวินใช้หลังมือแตะหน้าผากลูกชาย “ตัวร้อนจริงด้วย แล้วเจ้าได้ถามอาการอื่นจากไฉไฉหรือยัง”
“ถามแล้วเจ้าค่ะ” กู้หยูม่านพยักหน้า “นอกจากอาการไข้กับแผลที่หลัง อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
เฮ่อหลานจวินถอนหายใจโล่ง “ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนที่ข้าเห็นลูกร้องไห้ ข้ารู้สึกผิดกับพวกเขามากขนาดไหน ตลอดทางที่เดินมา ข้าโทษตัวเองไม่หยุดว่าข้าไม่น่าปล่อยให้พวกเขาคลาดสายตาไปเลย”
กู้หยูม่านมองสามีอย่างซึ้งใจ ทั้งๆ ที่เขากับลูกชายทั้งสามคนไม่ใช่พ่อลูกที่แท้จริงด้วยซ้ำ แต่เขากลับรักลูกของนางมาก “ท่านอย่าโทษตัวเองเลยเจ้าค่ะ ว่าแต่พวกท่านจัดการกับหม่าชิงเหยาอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไร ได้แต่ปล่อยให้นางกลับบ้านไปพร้อมกับจี้หยกที่ให้นางไปเป็นค่าทำขวัญ” เฮ่อหลานจวินจับมือภรรยาแล้วอธิบาย “หม่าชิงเหยามีน้าชายอยู่คนหนึ่งมีนามว่าหูเส้า ซึ่งหูเส้าผู้นี้เป็นอันธพาลที่นายอำเภอฉินเลี้ยงไว้ใช้งาน ข้ากับซีซวนคาดว่ามารดาของหม่าชิงเหยาต้องเอาจี้หยกอันนี้ไปขายให้หูเส้าอย่างแน่นอน”
“หูเส้าเป็นแค่อันธพาลคนหนึ่ง แล้วเขาจะซื้อหยกราคาแพงไปทำไมกันเจ้าคะ” กู้หยูม่านสงสัย
“เป็นธรรมดาที่คนเราย่อมมีความทะเยอทะยาน เจ้าคิดว่าหูเส้าอยากเป็นแค่อันธพาลเท่านั้นหรือ” เฮ่อหลานจวินยิ้ม “อีกอย่างหูเส้ากับหลิ่วซานกั๋วเข้าทำงานรับใช้นายอำเภอฉินพร้อมกัน แต่หลิ่วซานกั๋วมีความรู้ และยังโชคดีได้เป็นลูกเขยของเศรษฐี นายอำเภอฉินจึงผลักดันหลิ่วซานกั๋วมากกว่า แต่หูเส้าที่รู้ว่าตัวเองสู้หลิ่วซานกั๋วไม่ได้ และทางเดียวที่เขาจะทำให้นายอำเภอฉินหันมาสนใจเขาได้ก็คงจะหนีไม่พ้นการหาเงินและหาของมีค่าไปประจบเอาใจ”
“พวกท่านจึงคิดจะใช้จี้หยกเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงตัวหูเส้ามาจัดการกับนายอำเภอฉินใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ภรรยาของข้าฉลาดยิ่งนัก” เฮ่อหลานจวินหอมแก้มภรรยา “พูดออกไปไม่กี่ประโยค เจ้าก็เดาได้หมดแล้ว”
“พี่สาว ทำไมวันนี้ถึงมาหาข้าได้ หรือว่าไปถูกบ้านใหญ่คนไหนจับได้อีกแล้ว” หูเส้าจิบสุราพลางมองพี่สาว
“เจ้าเห็นข้าเป็นคนยังไง” หูซื่อมองค้อนน้องชาย
“ก็เห็นว่าท่านเป็นคนที่ชอบหาเรื่องมาให้ข้าปวดหัวอย่างไรเล่า” หูเส้าหัวเราะเสียงดัง “พูดมาเถอะ จะให้ข้าไปจัดการใครให้ หรืออยากให้ข้าไปฉุดไอ้หนุ่มหน้าขาวคนไหนมาให้ บอกข้ามาได้เลย”
“ไม่ใช่ว่าตอนนี้เจ้ากำลังหาซื้อของดีมีราคาเตรียมไว้เป็นของขวัญวันเกิดให้นายอำเภอฉินหรอกหรือ พี่สาวคนนี้มีของดีมาเสนอขายให้เจ้า” หูซื่อบอกน้องชาย
หูเส้ามองไปบนศีรษะพี่สาว “ปิ่นที่ปักอยู่บนหัวของท่านยังเป็นปิ่นเงินเก่าๆ ที่แทบจะขายไม่ได้ราคา แล้วท่านจะไปมีของดีอะไรมาเสนอขายให้ข้ากัน”
“ที่ข้าต้องมาใช้ของแบบนี้ก็ไม่เป็นเพราะเจ้าหรือ หากเจ้าไม่ชวนพี่เขยเข้าบ่อน พี่เขยของเจ้าคงไม่กลายเป็นผีพนันจนไม่สนใจลูกเมียแบบนี้” หูซื่อพูดกับน้องชายอย่างโมโห
“แต่ถ้าข้าไม่ทำให้หม่าต้วนกลายเป็นผีพนัน แล้วท่านจะมีเวลาไหนไปเริงรักกับคู่ขาของท่านกันล่ะ”
“ข้าต้องขอบคุณเจ้าอย่างนั้นสิ” หูซื่อล้วงจี้หยกออกมายื่นให้น้องชาย “ข้าได้จี้หยกมีราคามาอันหนึ่ง หากเจ้าสนใจ ข้าจะขายให้เจ้าหนึ่งพันตำลึง แต่ถ้าเจ้าไม่สนใจ ข้าจะเอาไปขายที่โรงรับซื้อของเก่า”
หูเส้าคว้าจี้หยกมาดูด้วยความตื่นเต้น “นี่มันหยกจักรพรรดิไม่ใช่รึ ท่านได้มันมาจากที่ใด”
“ได้มาจากเศรษฐีใหม่ในหมู่บ้าน พวกเขาให้มาเป็นค่าทำขวัญที่ทำให้ชิงจู๋บาดเจ็บ”
“หลานชายของข้าคงบาดเจ็บสาหัสเลยสินะ”
“เจ้าสิบาดเจ็บสาหัส ชิงจู๋ของข้าแค่มีรอยถลอกเท่านั้น”
หูเส้ามองพี่สาวอย่างสงสัย “หากเป็นแค่รอยถลอก แล้วทำไมพวกเขาถึงจ่ายค่าทำขวัญให้ท่านมากขนาดนี้”
“ก็ต้องยกความดีให้กับชิงเหยา” หูซื่อยิ้มเมื่อพูดถึงลูกสาว
“ในเมื่อไม่ใช่ของที่ขโมยมาข้าก็จะซื้อไว้ แต่หนึ่งพันตำลึงมันแพงไปหน่อย ท่านลดราคาให้ข้าสักหน่อยสิ”
“ไม่ได้! หากไม่ได้หนึ่งพันตำลึงข้าก็ไม่ขาย”
“ก็ได้ ข้าจ่ายให้ท่านหนึ่งพันตำลึง” หูเส้าควักเงินให้พี่สาว
หูซื่อรับเงินจากน้องชายก็จากไป ส่วนหูเส้าก็นั่งมองจี้หยกน้ำงามในมืออย่างพอใจ นายอำเภอฉินชอบสะสมของมีค่า ต่อให้หลิ่วซานกั๋วมีพ่อตาเป็นมหาเศรษฐีแล้วอย่างไร หยกจักรพรรดิเป็นของหาง่ายเสียเมื่อไหร่กัน
แต่ยังไม่ทันจะได้ดีใจ ประตูห้องของหูเส้าก็ถูกถีบให้เปิด “หูเส้า เจ้าถูกจับกุมข้อหาลักทรัพย์”
“ที่แท้ก็เป็นรองนายอำเภอเวินนี่เอง” หูเส้ายิ้ม “ท่านบอกว่าข้าลักทรัพย์ เป็นทรัพย์สินของผู้ใดกันเล่า ท่านอย่าคิดจะปรักปรำข้าเชียว ไม่เช่นนั้นนายอำเภอฉินไม่ปล่อยท่านไปแน่”
“จี้หยกอันนี้เป็นของที่ถูกขโมยมาจากจวนขององค์ชายสาม มันถูกส่งต่อมาหลายทอดกว่าที่จะส่งมาถึงมือเจ้า” เวินถิงเซินยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาหูเส้าก่อนจะดึงจี้หยกที่อยู่ในมืออีกฝ่ายมาถือไว้ จากนั้นก็แสร้งถอนหายใจ “เฮ้อ...เห็นแก่ที่เจ้าซื่อสัตย์กับเจ้านาย ก่อนที่เจ้าจะตาย ข้าจะบอกความจริงบางอย่างให้เจ้ารู้”
หูเส้าถึงกับหุบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของอีกฝ่าย “ความจริงอะไร?”
“ความจริงเกี่ยวกับจี้หยกอันนี้อย่างไรเล่า”
หูเส้าเริ่มหงุดหงิด “มีอะไรเจ้าก็รีบพูดมา ไม่เช่นนั้นข้าจะไปร้องเรียนกับนายอำเภอฉิน”
“ร้องเรียนกับนายอำเภอฉิน?” เวินถิงเซินหัวเราะ “เจ้ายังคิดว่าเขาจะปกป้องเจ้าอีกหรือ ในเมื่อเขาเป็นคนบอกข้าเองว่าเจ้าเป็นคนไปขโมยมันมาจากจวนขององค์ชายสาม”
“เจ้า...เจ้าจะบอกข้าว่านายอำเภอฉินเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เมื่อโดนจับได้ เขาก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้ข้าอย่างนั้นหรือ” หูเส้าพูดอย่างโมโห เขาเชื่ออย่างสนิทใจเพราะรู้ว่าเจ้านายชอบสะสมของเก่า และบ่อยครั้งที่เจ้านายมักจะพูดชื่นชมสมบัติของราชวงศ์
“ก็ใช่น่ะสิ แผนการของเขาช่างไร้ที่ติ นอกจากเขาจะโยนความผิดมาให้เจ้าแล้ว เขายังติดสินบนให้พี่สาวของเจ้าเป็นคนเอาจี้หยกชิ้นนี้มาส่งให้เจ้ากับมือเองด้วย”
“ฉินจื้อ! หูหมิ่น! พวกเจ้าถึงกับหักหลังข้า” หูเส้าตะโกนขึ้น “ต่อให้ข้าตายเป็นผีข้าก็จะตามไปแก้แค้นพวกเจ้า!”
“ทำไมต้องรอด้วยเล่า ในเมื่อเจ้าแก้แค้นพวกเขาตอนนี้เลยก็ย่อมได้” เวินถิงเซินบอก