แสงบ่ายคล้อยตกกระทบกำแพงหินด้านนอกเขตช่างเก่า
เงาของเสาหินทอดยาวผิดทิศ
ไม่ใช่เพราะแดดเอียง
แต่เพราะเสาอย่างน้อยหนึ่งต้น ถูกขยับตำแหน่งไปแล้ว
ลู่เฉินชะลอฝีเท้า
ไม่ใช่เพราะบาดแผล
แต่เพราะ พื้นที่ตรงหน้าเงียบเกินไป
ร้านค้าที่เคยเปิดครึ่งบาน ปิดสนิท
ถังน้ำริมทางหายไป
แม้แต่เศษโลหะที่คนเก็บของเสียทิ้งไว้ประจำ
วันนี้ก็ไม่มี
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้
แต่ก็ไม่มีชีวิต
เขาหยุดตรงหัวมุมถนนแคบ
พื้นหินตรงนี้ยังมีคราบเลือดเก่า
แต่มีเส้นชอล์กสีเทาขีดล้อมไว้เป็นวง
วงไม่ใหญ่
ไม่เด่น
แต่ขีดด้วยมือที่ไม่ลังเล
“ถ้าเจ้ายืนตรงนั้นนานกว่าสามลมหายใจ”
เสียงแหบดังจากด้านหลัง
ไม่ดัง
ไม่เร่ง
เป็นเสียงของคนที่พูดเพราะ ไม่จำเป็นต้องรีบ
“ชื่อถนนเส้นนี้
จะหายไปก่อนคน”
ลู่เฉินหันกลับ
ชายร่างผอมยืนพิงกำแพง
เสื้อผ้าซ้อนหลายชั้น สีหม่น
ขาซ้ายเหยียดไม่สุด เดินกะเผลกชัด
มือขวานิ้วชี้กับนิ้วกลางงอ
เหมือนเคยหักแล้วไม่เข้าที่
เซิ่งอวี่
เขาไม่แนะนำตัว
ไม่เดินเข้ามา
ยืนในระยะที่ถ้าลู่เฉินขยับ
เขาจะถอยทันที
“เมื่อคืนแค่ทดลอง”
เซิ่งอวี่พูด
สายตามองเสาหินสามต้นที่ตั้งใหม่ปลายถนน
“เช้านี้เริ่มขยับเสา”
“พอตกค่ำ…คนที่ยังอยู่ จะไม่ถูกถาม”
ลู่เฉินขยับเท้าซ้ายครึ่งก้าว
เศษหินลั่นเบา ๆ
เซิ่งอวี่ถอยหนึ่งก้าวเต็ม
ทันที
เหมือนซ้อมมาแล้ว
“อย่าขยับแรง”
เขาพูด
“ตอนนี้เขาไม่ได้ดูหมัดเจ้า”
“เขาดูว่าพื้นรับแรงเจ้าได้แค่ไหน”
ลู่เฉินมองเขา
“ถ้าออกจากตรงนี้”
ลู่เฉินถาม
เซิ่งอวี่ส่ายหน้า
“ไม่ทันแล้ว”
เขาชี้ไปที่ผนังหินด้านหลัง
มีรอยเฉือนสามเส้นซ้อน
ลึก
ขนาน
คม
“เส้นนี้ถูกตัดออกจากทางหนี”
“คนที่เข้า…ออกได้คนเดียว”
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นจากด้านในตรอก
ไม่ใช่เสียงเร่ง
ไม่ใช่เสียงซุ่ม
เป็นเสียงของอาวุธที่ถูกถือไว้
แล้ว ขยับพร้อมกัน
เซิ่งอวี่ไม่รอ
หันหลังทันที
“ถ้ายังยืน”
เขาพูดทิ้งท้าย
“อย่ายืนใกล้ใคร”
แล้วหายไปหลังมุมถนน
ไม่หันกลับมาอีก
ลู่เฉินก้าวต่อ
ทันทีที่เท้าแตะเงาเสาหิน
พื้นด้านหลังยุบลง
เสียงหินแตกดังกรอบ
ทางที่เขาเพิ่งเดินผ่าน
หายไปครึ่งช่วงตัว
สามคนยืนอยู่ตรงหน้า
คนแรก — กระบองสั้น ด้ามพันผ้าแน่น
มือจับนิ่ง
สายตาไม่มองหน้า
มองแค่หัวไหล่
คนที่สอง — มีดโค้ง ใบหนา
คมไม่ยาว
เหมาะกับระยะประชิด
คนสุดท้าย — มือเปล่า
ข้อมือพันผ้า
ข้อศอกด้านเป็นรอย
เขายิ้มบาง
เหมือนคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะล้มตรงไหน
ไม่มีใครพูด
กระบองฟาดก่อน
ตรง
ไม่เหวี่ยง
เล็งกระดูกไหปลาร้า
ลู่เฉินยกแขนซ้ายรับ
แรงสะท้านวิ่งขึ้นไหล่
แขนชาลงครึ่งหนึ่ง
มีดโค้งแทงซ้ำ
เล็งท้อง
ระยะประชิด
ลู่เฉินบิดตัว
คมเฉือนผิว
เลือดซึมทันที
มือเปล่าพุ่งเข้า
หมัดอัดใส่ซี่โครง
แรงหนัก
ไม่ใช่พลัง
เป็นแรงของคนที่รู้ตำแหน่งอวัยวะ
ลู่เฉินถอย
ส้นเท้าชนขอบพื้นทรุด
ไม่มีที่ให้ถอยต่อ
เขาก้าวเข้าแทน
ศอกซ้ายกระแทกคางคนถือมีด
เสียงฟันกระแทกดังกรอด
ร่างถอยเซ
กระบองฟาดซ้ำ
ต่ำ
เล็งเข่า
ลู่เฉินยกขาขวารับ
แรงสะเทือนวิ่งขึ้นสะโพก
เขาใช้แรงนั้น
หมุนตัว
ไหล่ชน
เสียงกระดูกดังชัด
คนถือกระบองล้ม
มือเปล่าเข้าซ้อน
ศอกฟาดท้ายทอย
ลู่เฉินทรุด
เข่ากระแทกพื้น
ลมหายใจหลุด
ชีพอสูรในอก ดันขึ้นเอง
เขาคลายฝา
ไม่เต็ม
ไม่ครึ่ง
แรงร้อนแทรกเข้าแขนขวา
นิ้วกำแน่นเอง
เขาลุกขึ้น
หมัดขวาอัดเข้าหน้าอก
เสียงกระดูกยุบ
ร่างปลิวชนผนัง
ความเงียบกลับมาเร็วผิดปกติ
ไม่มีใครเข้าซ้ำ
ไม่มีใครหนี
จากด้านบน
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ชัด
ราบเรียบ
“บันทึกโดย
ผู้คุมโซนภาคสนาม”
หยุดหนึ่งจังหวะ
“พื้นที่นี้
ไม่มีพลเรือนแล้ว”
ทันทีที่คำพูดจบ
ประตูบ้านสองหลังข้างทาง
ปิดพร้อมกันจากด้านใน
ไม่เสียง
ไม่คนโผล่
ลู่เฉินยืนหอบ
เลือดหยดลงพื้น
ชีพอสูรถูกปิดกลับ
เขานึกถึงคำของเซิ่งอวี่
อย่ายืนใกล้ใคร
และในวินาทีนั้นเอง
เขาเข้าใจแล้วว่า
ที่นี่
ไม่ใช่สนามสู้
ไม่ใช่ทางผ่าน
มันคือพื้นที่
ที่คนหายไป
ก่อนการต่อสู้จะเริ่ม