บทที่ 105 ใยแมงมุม
“ลูกพี่ ไปได้ศิลาเวทพวกนี้มายังไงนะครับ?”
เอมอนถามพลางพลิกศิลาเวทก้อนจิ๋วในมือไปมาเพื่อพินิจดูวงจรด้านใน
“มันติดมากับตัวหมูป่าขนเหล็กน่ะ”
ผมตอบพลางใช้มีดเฉือนเนื้อหมูป่าดิบๆยัดเข้าปาก
รสชาติของทั้งมันคาว และเหนียวหนืดจนแทบอยากจะถ่มทิ้งแต่ก็ต้องฝืนเคี้ยวกลืนลงไป
เพราะขืนจุดไฟย่างในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตะโกนเรียกให้ทหารพวกนั้นรุมทึ้งนั้นแหละ
“สรุปแล้วพอจะวิเคราะห์อะไรได้บ้างไหม”
เอมอนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วของเขาคอยลูบไปตามรอยสลักจางๆ
“คิดว่าพอได้ครับ ข้าจะลองแกะวงจรที่สลักเอาไว้ดูมันน่าจะเป็นพรสวรรค์ที่เอามาใช้ประโยชน์ต่อได้”
“แล้วพอมีวิธีปลดกับดักพวกนี้ไหม?”
ผมถาม ยื่นมือไปหยิบศิลาเวทอีกก้อนที่เหลือมาถือไว้
เด็กหนุ่มชูก้อนศิลาเวทในมือขึ้นสูงหันเข้าหาแสงรำไรที่ลอดผ่านซอกหลืบผา เนื่องจากด้านนอกพายุฝนยังคงกระหน่ำฟ้าจึงมืดครึ้มจนแทบไม่มีแสงสว่าง
“ถ้าดูจากปลายด้านบนมันจะมีสลักล็อกอยู่ครับ แต่มันเปราะบางมาก แค่โดนสะกิดเบาๆ วงจรก็อาจทำงานทันที”
ผมขมวดคิ้ว
“แบบนี้ก็ปลดไม่ได้งั้นหรือ?”
“ไม่เชิงครับ”
เอมอนส่ายหน้า ค่อยๆวางก้อนศิลาเวทลงบนโขดหินอย่างระมัดระวัง
“ถ้าใช้การควบคุมมานาที่ละเอียดอ่อนมากๆค่อยๆ เลาะกลไกออกก็พอทำได้อยู่”
“แต่ฉันว่าเจ้าหมูป่าตัวนั้นคงไม่ได้มีฝีมือละเอียดอ่อนขนาดนั้นแน่แล้วทำไมมันถึงปลดกับดักจนหลุดรอดมาได้ล่ะ”
ผมถามพลางใช้หลังมือเช็ดคราบอาหารที่มุมปาก
เอมอนหันไปมองพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ด้านนอกก่อนจะชี้มือออกไป
“น่าจะเป็นเพราะฝนตกมากกว่าครับกับดักบางอันโดนน้ำฝนกระหน่ำใส่จนกลไกด้านในด้านพอเจ้าหมูป่าวิ่งตะลุยเข้าไปชนมันก็เลยไม่ทำงาน และเกาะติดมาครับ”
ผมพยักหน้าตามพลางเคาะศิลาเวทเบาๆ
“แสดงว่าตอนนี้กับดักหลายอันในป่าอาจจะใช้การไม่ได้เพราะน้ำฝนสินะ”
“ครับ เป็นไปได้สูงเลย”
เอมอนพยักหน้าสำทับ
“กับดักศิลาเวทที่บรรจุมานาไว้ภายในน่ะละเอียดอ่อนมากครับถ้าไม่มีกลไกป้องกันที่ดีพอก็พังง่ายๆ เลยครับพวกทหารคงไม่คิดว่าจะมีพายุฝนหลงฤดูตกลงมาในช่วงนี้ เลยไม่ได้เตรียมการรับมือไว้”
ผมมองออกไปนอกชะง่อนผาดูเหมือนโลกใบนี้จะไม่ได้ใจร้ายกับพวกเราจนเกินไปสายฝนที่ตอนแรกดูเหมือนอุปสรรคชิ้นโตกลับกลายมาเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตเสียอย่างนั้น
“เอมอน...”
ผมโยนศิลาเวทก้อนจิ๋วกลับไปให้เขา
“ถ้าฉันหาศิลาเวทพวกนี้มาเพิ่มได้อีกนายพอจะเอามันไปดัดแปลงทำอะไรได้บ้างไหม?”
เด็กหนุ่มรับก้อนศิลาเวทไว้ได้ทันคราวนี้แววตาของเขาเป็นประกายวาบ
“ได้แน่นอนครับลูกพี่!ผมอาจจะดัดแปลงสลักวงจรใหม่ ให้มันกลายเป็นกับดักสลายเวทไปเลยก็ได้”
ผมพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ
แม้ทักษะที่เจ้าหนูนี้สลักได้จะเป็นแค่ระดับต่ำแต่ลองคิดดูว่าถ้ามีกับดักสลายเวทกระจายอยู่เต็มผืนป่าศัตรูที่บุกเข้ามาคงโดนก่อกวนจนอยู่ไม่สุขแน่
แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว
เมื่อได้เป้าหมายใหม่ผมก็รีบกลืนเนื้อดิบชิ้นสุดท้ายลงคอ คว้ามีดสั้นคู่ใจขึ้นมาก่อนจะพุ่งร่างฝ่าม่านฝนออกไปทันที
[คุณสังหาร หมูป่าขนเหล็ก - เลเวล 35สำเร็จ]
[คุณสังหาร โทรลล์ - เลเวล 35 สำเร็จ]
[คุณสังหาร โทรลล์ - เลเวล 34 สำเร็จ]
[เลเวล 37 > เลเวล 38]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นเป็นระยะระหว่างที่ผมออกสำรวจและรวบรวมศิลาเวทจากกับดักที่ด้าน เมื่อเลเวลเพิ่มเป็น 38ผมก็กดอัปค่าสถานะทั้งหมดไปที่มานาทันที
ทว่าทันทีที่ลงแต้มร่างกายกลับส่งสัญญาณเตือนอย่างผิดปกติทักษะติดตัวกระแสมานาที่เคยใช้ควบคุมพลังอันบ้าคลั่งเริ่มหลุดการควบคุมบ่อยขึ้นซ้ำร้ายการเค้นสมาธิกดข่มมานายังสูบพลังมากกว่าเดิมจนเริ่มเป็นปัญหา
ผมแอบถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่...
แม้จะไม่อยากยอมรับแต่พวกคนอวดรู้ในคอมมูนิตี้อาจจะพูดถูกการดึงดันลงแค่ค่ามานาอย่างเดียวคงทำเอาตัวผมระเบิดเข้าสักวัน
แม้ใจจริงจะอยากไล่ตามยัยแก่มาสเตอร์คนนั้นให้ทันไวๆแต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา
ผมคงต้องใจเย็นกว่านี้และยอมแบ่งแต้มสถานะไปลงค่าความทนทานในเลเวลถัดไปเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อน
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลงผมก็กลับมายังที่พักพร้อมศิลาเวทราวสิบกว่าชิ้น
ฝั่งเอมอนเองก็เริ่มจับทางได้แล้วตอนนี้เขากำลังทดลองสลักวงจรสลายเวทเข้าไปแทนที่วงจรเดิม เสียดายที่ผมไม่มีความรู้พวกนี้จึงต้องปล่อยให้ไอ้หนูช่างฝีมือเป็นคนจัดการไปเพียงแค่คนเดียว
เช้าวันที่สามฝนยังคงตกหนักจนพื้นดินชุ่มแฉะเจิ่งนองบริเวณลุ่มต่ำบางส่วนในป่าเริ่มแปรสภาพกลายเป็นบึงน้ำตื้นๆ แล้ว
เช้านี้ผมยังคงออกล่า และเก็บกู้ศิลาเวทเช่นเดิมแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัวเพราะผืนดินที่กลายเป็นโคลนตมทำให้เคลื่อนไหวลำบากขึ้นมาก
[คุณสังหาร โทรลล์ - เลเวล 35 สำเร็จ]
[คุณสังหาร โทรลล์ - เลเวล 33 สำเร็จ]
...
[คุณสังหาร แบทเทิลโทรลล์ - เลเวล 37สำเร็จ]
[เลเวล 38 > เลเวล 39]
[การสลายเวท - เลเวล 4 > เลเวล 5]
วันนี้ผมเจอพวกโทรลล์ออกมาหากินจำนวนมาก มันเป็นอย่างที่แบรมเคยบอกไว้เลยว่าป่าแถบนี้มีมอนสเตอร์ประเภทนี้ชุกชุมจริงๆ
และในกลุ่มนั้นเจ้าแบทเทิลโทรลล์ถือว่ารับมือยากเป็นพิเศษ เพราะยิ่งเลเวลสูงทักษะการใช้มานาของพวกมันก็ยิ่งเฉียบคมตามไปด้วย
แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณทักษะสลายเวทที่ขโมยมาจากตาลุงแฮดวินเพราะมันช่วยให้ผมตัดกำลังพวกใช้มานาเก่งๆ ได้เป็นอย่างดี
แถมการใช้งานบ่อยๆยังช่วยเพิ่มเลเวลทักษะให้อีกต่างหาก ตอนนี้ผมเริ่มจินตนาการไปแล้วว่าหากทักษะสลายเวทนี้แตะถึงเลเวล10 มันจะเกิดอะไรขึ้น
ความสามารถของมันอาจจะพัฒนาไปจนถึงขอบเขตที่น่ากลัวเลยก็ได้
หลังจากเลเวลเพิ่มขึ้นอีกครั้งคราวนี้ผมจำใจแบ่งแต้มไปลงค่าความทนทาน 1 แต้มเพื่อไม่ให้ร่างกายระเบิดจากปริมาณมานาที่มากจนเกินไป
แต่พูดกันตามตรง ความรู้สึกตอนกดอัปแต้มความทนทานเนี่ยมันหดหู่ซะจนเหมือนผมกำลังโยนเงินล้านดอลลาร์ทิ้งไปต่อหน้าต่อตาเลย...
เฮ้อ!
ในช่วงระหว่างที่ออกล่าผมใช้เวลาว่างไปกับการวิเคราะห์ และทดลองเทคนิคใหม่โดยได้ไอเดียมาจากตอนที่เห็นแบรมบีบอัดมานาจนเข้มข้น
ในขั้นแรกของการทดลอง ผมใช้วิธีดิบๆอย่างการรวบรวมมวลมานาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วพยายามฝืนบังคับบีบวงล้อมของมันให้แคบลง
ทว่าผลลัพธ์กลับล้มเหลว มันยากพอๆกับการปั้นน้ำให้เป็นก้อนกลม ทันทีที่สมาธิหลุดไปเพียงเสี้ยววินาที มวลมานา ที่อัดแน่นก็แตกกระจายหายไปในอากาศทันที
แต่ผมไม่ยอมแพ้หลังจากปรับเปลี่ยนสมมติฐาน และวิธีการอยู่หลายรอบ ในที่สุดผมก็จับเคล็ดลับได้
การบีบอัดมานาที่แท้จริงไม่ใช่การยัดเยียดมานาเข้าไปในพื้นที่จำกัดแต่กระบวนการของมันลึกซึ้งกว่านั้น...
โครงสร้างของมานาไม่ใช่น้ำแต่เป็นเส้นสาย
ผมเลยเปลี่ยนจากการบีบอัดมาเป็นการควบคุมเส้นสายมานาเส้นเล็กๆที่กระจายตัวอยู่รอบตัว ให้เข้าเกี่ยวพัน และ ถักทอเป็นเกลียวที่ใหญ่ขึ้น
มันคล้ายกับกรรมวิธีการปั่นด้ายที่ต้องพันเส้นใยทีละเส้นจนกลายเป็นเส้นเชือกที่เหนียวแน่นนั้นเอง
การถอดรหัสกลไกมานาในครั้งนี้ส่งผลให้ระบบแจ้งเตือนการเลื่อนระดับทักษะดังขึ้นมาทันที
[การควบคุมมานา - เลเวล 14> เลเวล 15]
[อาวุธมานา - เลเวล 8> เลเวล 9]
เมื่อทักษะทั้งสองพัฒนาขึ้นกระสุนมานาชนิดพิเศษก็ถูกควบแน่นขึ้น รูปทรงของมันยังคงคล้ายกระสุนไรเฟิลเดิมแต่บริเวณหัวกระสุนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเข้มจัดจนทึบแสง
แม้ขีดความสามารถในตอนนี้จะยังไม่สามารถควบแน่นกระสุนทั้งนัดให้เป็นสีฟ้าทึบแสงได้แต่อานุภาพเฉพาะส่วนปลายนี้... ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเป็นอาวุธสังหารชิ้นใหม่
เมื่อได้อาวุธใหม่ก็ต้องทดลองใช้งาน!
ผมแผ่มานาตรวจจับรอบตัวจนพบหมูป่าขนเหล็กตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปหา
[หมูป่าขนเหล็ก - เลเวล 18]
มันเป็นแค่ลูกหมูป่า ขนาดตัวยาวเพียง 3เมตรเท่านั้น ซึ่งเล็กกว่าพวกตัวเต็มวัยมากแต่ในเมื่อไม่มีเหยื่ออื่นท่ามกลางพายุฝน ผมจึงต้องใช้มันเป็นเป้าซ้อมไปก่อน
เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ ผมเลยถอยห่างออกมาจนสุดสายตาซึ่งทำระยะได้ประมาณ 200 เมตรในสภาพอากาศย่ำแย่แบบนี้
ผมเล็งตามการเคลื่อนไหวของมันเมื่อจังหวะนิ่งพอ ก็ปลดปล่อยกระสุนไรเฟิลบีบอัดออกไปทันที
กระสุนพุ่งทะยานด้วยความเร็ว
เจ้าหมูป่าเพิ่งจะผงกหัวขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสมานาอันตรายแต่ก่อนที่มันจะทันขยับตัว กระสุนพิเศษก็พุ่งทะลวงศีรษะของมันไปแล้ว
ความหนาแน่นของกระสุนไม่ได้หยุดแค่นั้นมันยังเจาะทะลุต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ก่อนจะระเบิดมวลมานาออกฉีกต้นไม้จนแหลกเป็นชิ้นๆ
ผมเบิกตากว้าง อานุภาพของมันเกินคาดไปมากเลยทีเดียว!
เมื่อเดินเข้าไปตรวจซากศพ ผมพบว่าหัวของหมูป่าถูกเจาะจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่จากแรงควงสว่านของกระสุน ส่วนต้นไม้ที่ถูกระเบิดคาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากมานาหนาแน่นที่ระเบิดออกมา
ภาพรวมดูดีทีเดียวติดอยู่เรื่องเดียวคือความเร็วของกระสุนยังไม่สูงมากนักหากเป็นมอนสเตอร์ระดับสูงอาจจะหลบได้ทัน
ผมนึกถึงเทคนิคการซุ่มยิงของบุคคลปริศนาคนนั้นสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ความแรงของมัน แต่มันคือความเร็ว...
มันเร็วชนิดที่แบรนกับไซม่อนซึ่งเลเวลเกิน50 ยังตอบสนองไม่ทัน
ดูเหมือนผมต้องหาทางเพิ่มความเร็วในการยิงให้ได้แต่ทักษะอาวุธมานาไม่ได้ช่วยเรื่องความเร็วเลยตอนนี้ผมทำได้แค่ใช้ทักษะควบคุมมานาผลักมันออกไปเท่านั้นซึ่งความเร็วแค่นี้มันน้อยเกินไป!
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด คลื่นการรับรู้มานาของผมก็กระทบเข้ากับบางสิ่งมันคล้ายสัญญาณสิ่งมีชีวิตแต่กลับแปลกประหลาดตรงที่มันปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วจางหายไป
ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีแม้ฝนจะตกหนักแต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีใครออกตามล่าพวกเรา
สัญญาณแจ้งเตือนเริ่มเด่นชัด และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆยืนยันว่าสิ่งลึกลับนั้นกำลังพุ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
ดูจากฝีเท้าอันบ้าคลั่งของมันแล้ว ถ้าผมเลือกที่จะหันหลังวิ่งหนีไปตรงๆคงโดนตามทันในไม่กี่อึดใจแน่
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นผมจึงต้องงัดแผนซ่อนตัวแบบเดิมกลับมาใช้...
ผมรีบลากซากหมูป่าออกจากบริเวณป่าที่พังทลายลงมีดคว้านท้องมันอย่างรวดเร็วก่อนจะมุดตัวเข้าไปซ่อนด้านใน
ไม่นาน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นใกล้ๆจุดที่ผมหลบซ่อน
แฮ่ก... แฮ่ก...
ผมเงี่ยหูฟังมันเป็นเสียงหอบหายใจของมนุษย์ เสียงฝีเท้าค่อนข้างเบา และจังหวะการเดินดูติดขัดผิดปกติ
ผมตัดสินใจแอบมองลอดช่องว่างของซากหมูป่าออกไปและพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่ผมรู้จักดี
ไซม่อน?
ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
ดูจากสภาพ เขาคงถูกไล่ล่ามาจนสะบักสะบอมที่ต้นขามีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะจนเนื้อหายไปแถบหนึ่ง และมีบาดแผลเล็กๆ ทั่วตัวโชคดีที่น้ำฝนช่วยชะล้างเลือด ทำให้ไม่มีรอยเลือดทิ้งไว้ตามทาง
ไซม่อนเดินโซเซไปพิงต้นไม้ที่เพิ่งถูกกระสุนของผมระเบิดพลางหอบหายใจหนักหน่วง
ผมกวาดสายตามองรอบๆเพื่อเช็กว่ามีใครตามมาไหม ทว่าในจังหวะนั้นเองเสียงร้องอันคุ้นหูของเหยี่ยวมายาก็ดังขึ้น
ไซม่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจมานารอบตัวเขาปะทุขึ้น เงามืดเริ่มไหลมารวมกันเพื่อพรางตัว
ทว่าเงากลับสั่นกระเพื่อมเหมือนผิวน้ำโต้ลมดูเหมือนเขาจะบาดเจ็บ และเหนื่อยล้าเกินกว่าจะคงสภาพทักษะไว้ได้แล้ว
ผมชั่งใจอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วพุ่งพรวดออกจากซากหมูป่า
ไซม่อนหน้าซีดเผือดเงื้อดาบยาวเตรียมจะฟันลงมา แต่พอเห็นหน้าผมชัดๆ เขาก็อุทานออกมา
“เนเทล!”
ผมไม่มีเวลาอธิบาย ทำได้แค่รีบคว้าตัวเขาแล้วฉุดดึงร่างเข้ามาด้านในซากหมูป่าทันที
ไซม่อนมีสีหน้าสับสนแต่เพราะหมดแรงจะขัดขืนจึงปล่อยให้ผมลากเข้ามาหลบด้วยกัน
ทันทีที่พวกเราซ่อนตัวเสร็จเสียงเหยี่ยวมายาก็ดังขึ้นเหนือหัวอีกครั้ง
ผมมองลอดรูเล็กๆ ออกไปแล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นความผิดปกติ... นอกจากเหยี่ยวมายาบนฟ้าแล้วไม่มีทหารคนไหนไล่ตามไซม่อนมาเลย
ทว่าบนพื้นดินกลับมีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น
เส้นใยมานาสีฟ้าใสคล้ายใยแมงมุมค่อยๆคืบคลานเข้ามาใกล้จุดที่พวกเราซ่อนตัวอย่างช้าๆ เส้นใยเหล่านั้นราวกับมีชีวิตมันเลื้อยไปตามทิศทางที่เหยี่ยวมายาบินวนคล้ายกำลังเคลื่อนที่ตามการนำทางของนกบนฟ้า
ผมกลั้นหายใจ ไซม่อนเองก็นิ่งสนิทพวกเราไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะกลัวจะสะกิดโดนเส้นใยประหลาดนั้น
ไม่นาน เสียงเหยี่ยวมายาก็ดังห่างออกไปคราวนี้ทิศทางของมันเบี่ยงไปอีกทาง ผมมองผ่านรูเล็กๆเห็นเส้นใยพวกนั้นเลื้อยข้ามผ่านพวกเราไปทางอื่นแล้ว
หลังจากจมอยู่กับความเงียบ และกลิ่นคาวเลือดอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดผมก็กระซิบถาม
“คุณไซม่อน... นั่นมันอะไรกัน?”
ไซม่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“นั่นคือพลซุ่มยิงของพวกมัน...”
“พลซุ่มยิง?เส้นใยพวกนั้นเนี่ยนะ?”
“ใช่ มันคือทักษะของนาง...แต่ตัวจริงของนางน่าจะซุ่มอยู่ไกลออกไปราวๆ หนึ่งกิโลเมตร”
ผมเบิกตากว้างท่ามกลางความมืด
สามารถปล่อยทักษะตรวจจับ และล่าเป้าหมายได้ไกลเป็นกิโลเมตรท่ามกลางพายุฝนขนาดนี้...นั่นยังเรียกว่ามนุษย์อยู่หรือ?