แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งสาดส่องทอแสงลงมาบนผืนแผ่นดินอันแห้งแล้งทุรกันดารของพื้นที่น่านฟ้าเปิดโลก Y Zone อย่างอ่อนโยนและอบอุ่น
แม้ว่าในโครงสร้างโลกภายนอกจะเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้านจากการตามล่าล้างบางของพวกอสูรกายการ์เลนอส ทว่าสำหรับ ‘อาณานิคมผู้รอดชีวิตหมายเลข 83’ ซึ่งตั้งรกรากอยู่ห่างไกลจากแนวรบหลักและสมรภูมิเดือดหลายร้อยกิโลเมตร วิถีชีวิตประจำวันของประชากรที่นี่ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข สุ้มเสียงสรวลเสเฮฮาและหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ ดังระงมขึ้นสลับกันไปมาภายในบริเวณลานดินกว้างกึ่งกลางหมู่บ้าน เด็กชายตัวน้อยสองคนกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันรอบกังหันน้ำไม้เก่าคร่ำคร่า ขณะที่กลุ่มเด็กหญิงอีกหลายคนกำลังนั่งล้อมวงขีดเขียนวาดภาพตามจินตนาการด้วยชอล์กสีบนพื้นคอนกรีตเรียบ
ถัดออกไปบริเวณแปลงเกษตรกรรมกรรมสิทธิ์รวมด้านนอกตัวกำแพง เหล่าชาวบ้านและเกษตรกรกำลังช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างแข็งขัน ต้นข้าวสาลีพันธุ์ผสมสีเหลืองทองอร่ามโบกสะบัดพริ้วไหวไปตามกระแสลมโชย สุ้มเสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนมุกตลกและรอยยิ้มพิมพ์ใจปรากฏเด่นชัดอยู่บนใบหน้าของมนุษย์ทุกคนในพื้นที่แห่งนี้
“ปีนี้ฟ้าฝนเป็ใจ ผลผลิตงอกเหนื่อยดีกว่าทุกทีเลยนะพวกเรา”
“นั่นสิ ถ้าหากสถานการณ์รอบข้างยังคงสงบเรียบง่ายและสมบูรณ์แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเราก็คงขยายเขตอาณานิคมออกไปได้อีกกว้างขวาง”
“ฉันล่ะหวังใจเหลือเกิน... หวังว่าพวกลูกๆ และเด็กๆ รุ่นต่อไปในอนาคต จะได้เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมและโลกใบที่ดีกว่ายุคสมัยอันมืดมนของพวกเรา” ชายชราาุโประจำหมู่บ้านเอ่ยรำพึงออกมาพร้อมกับเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
โดยที่ไม่มีมนุษย์คนใดในอาณานิคมแห่งนี้ระแคะระคายหรือล่วงรู้เลยว่า... ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าต่อจากนี้... ทุกสิ่งทุกอย่าง ชะตากรรม และชีวิตของพวกเขา กำลังจะดิ่งลงสู่จุดจบอันสยดสยอง
วี้ดดดดดดดดดดดดด—!! วี้ดดดดดดดดดดดดด—!!
สุ้มเสียงไซเรนสัญญาณแจ้งเตือนภัยวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงแผดลั่นะเิดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายชั้นบรรยากาศอันแสนสงบสุขลงในพริบตา เหล่าชาวบ้านทุกคนหยุดชะงักการกระทำในมือลงทันควัน รอยยิ้มบนใบหน้ามลายหายวับ สีหน้าของใครหลายคนแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือดลงด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด
“ก...เกิดอะไรขึ้นน่ะ?!”
“ระบบเรดาร์ตรวจจับสัญญาณสิ่งแปลกปลอมพบอะไรภาคพื้นดินหรือเปล่า?!”
“ม...ไม่น่าจะใช่หรอกมั้ง...ก็บริเวณแนวรัศมีพิกัดนี้มันไม่เคยมีพวกกายการ์เลนอสขนาดใหญ่ปรากฏตัวออกมาเลยนี่นา...”
ทว่า... ยังไม่ทันที่สุ้มเสียงปฏิเสธด้วยความหวาดระแวงจะสิ้นสุดลง ผืนดินทั้งผืนรอบตัวอาณานิคมก็เริ่มสั่นะเืเลื่อนลั่นอย่างบ้าคลั่ง
ครืนนนนนนนนนน— ครืนนนนนนนนนนนนนนนน—!
เด็กๆ ในลานกว้างหยุดชะงักการเล่นสนุกทันทีด้วยสัญชาตญาณภัย ฝูงนกป่าหลายร้อยตัวพากันบินแตกตื่นอพยพหนีขึ้นสู่ท้องฟ้ากว้าง และจากชายขอบแนวป่าทึบด้านนอกแนวรัศมีอาณานิคม... ดวงตาสีน้ำเงินสว่างเรืองแสงนับร้อยๆ คู่ ค่อยๆ ปรากฏตัวคืบคลานเด่นหราขึ้นมาจากมุมมืดมิด
“ม...ไม่จริงน่ะ...เป็ไปไม่ได้...” เ้าหน้าที่เวรเฝ้าระวังบนหอคอยสูงสังเกตการณ์ผ่านกล้องส่องทางไกลถึงกับหน้าถอดสี ซีดเผือดอย่างไร้สีเื “พวกมัน...การ์เลนอส!!”
“จำนวนของพวกมัน... พระเ้า... มากกว่า 500 ตัวขึ้นไป!! แถมระบบยังตรวจจับคลื่นสัญญาณชีพของการ์เลนอสระดับ 2 ได้อีกอย่างน้อยสามตัวด้วยกัน!!”
“พระเ้าช่วยพวกเราด้วย...!!”
สุ้มเสียงกรีดร้องและร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัวดั่งใจจะขาดดังระงมเซ็งแซ่ขึ้นทั่วทุกสารทิศ และหลังจากนั้น... นรกบนดินที่แท้จริงก็เริ่มต้นขยับตัว
ตูมมมมมมมมมมมมม—!!
แนวกำแพงคอนกรีตและเหล็กกล้าทางด้านทิศเหนือถูกพุ่งชนปะทะจากแรงกระแทกมหาศาลจนแตกกระจายกลายเป็เศษอิฐเศษปูนลอยคว้าง ฝูงสัตว์ประหลาดการ์เลนอสนับร้อยๆ ตัวหลั่งไหลทะลักหลุดเข้ามาภายในอาณานิคมราวกับมวลกระแสน้ำป่าเชี่ยวกราก เสียงกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตดังขึ้นในทุกหนทุกแห่งที่พวกมันย่างกรายผ่าน
“หนีเร็วเข้า!! ทุกคนรีบหนีลงหลุมหลบภัยใต้ดินเร็ว!!”
“ช่วยลูกฉันด้วย! ใครก็ได้ช่วยลูกสาวฉันที!!”
“ไม่!!! อย่าทำฉันเลย!!”
ความสุขสงบเรียบง่ายของอาณานิคมหมายเลข 83 ถูกบดขยี้ทำลายล้างจนแหลกเหลวเป็จุณภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ภาพความฝันและรอยยิ้มเมื่อครู่มลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงฉากฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโเี้ทารุณเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ
ชายชราผู้เพิ่งกราบขอพรให้ลูกหลานได้เติบโตในโลกที่ดีกว่า ยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าแปลงเกษตรสีทองที่บัดนี้อาบไปด้วยเื เขากางแขนทั้งสองข้างออกหวังใช้ร่างเหี่ยวแห้งของตนเป็โล่มนุษย์ปกป้องเด็กน้อยสามคนที่หลบอยู่ด้านหลัง ทว่าวินาทีต่อมา กรงเล็บทมิฬขนาดมหึมาของการ์เลนอส Class 2 ก็ตวัดฟาดลงมาตัดร่างของชายชราขาดสะบั้นเป็สองท่อนในฉับเดียว! โลหิตอุ่นฉีดพรากสาดรดใบหน้าและเสื้อผ้าของเด็กๆ ที่กรีดร้องจนสุดเสียง ก่อนที่อุ้งเท้าหนาหนักจะเหยียบย่ำบดขยี้ร่างเล็กๆ เ่าั้จนแหลกเหลวคาพื้นดิน
ถัดออกไปกึ่งกลางลานหมู่บ้าน หญิงสาวผู้เป็แม่คนหนึ่งพยายามกระเสือกกระสนคลานไปตามพื้นคอนกรีตที่ร้อนระอุ ร่างกายท่อนล่างของเธอถูกเศษซากปรักหักพังทับจนกระดูกแตกละเอียด แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังลูกสาวตัวน้อยวัยเพียงห้าขวบที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร
“เอมิลี่...หนีไป...ลูก...หนี...” แม่พยายามยื่นมืออันสั่นเทาไปหาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
เด็กหญิงเนื้อตัวมอมแมมร่ำไห้สะอื้นจนตัวโยน เธอไม่ยอมหนีแต่กลับพยายามจะวิ่งเข้ามาหาผู้เป็แม่ ทว่าในจังหวะนั้นเอง อสูรกายการ์เลนอสรูปร่างเพรียวลมตัวหนึ่งพุ่งทะยานผ่านเข้ามาพรากแสงสว่างดวงน้อยไปในพริบตา มันใช้กรงเล็บแหลมคมเสียบทะลวงเข้ากลางตัดขั้วหัวใจร่างเล็กของเด็กหญิงจนลอยคว้างขึ้นเหนืออากาศ เอมิลี่ไม่ได้กรีดร้อง มีเพียงดวงตากลมโตที่ค่อยๆ หรี่แสงลงและจ้องมองแม่เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงหล่นลงกระแทกพื้นกลายเป็เพียงร่างที่ไร้สัญญาณชีพต่อหน้าต่อตาผู้เป็แม่ที่กรีดร้องออกมาราวกับสัตว์ป่าาเ็ ก่อนจะสิ้นใจตายตามไปด้วยความแตกสลายทางจิตใจ
ทว่า...สิ่งที่ทวีความน่ากลัวและบิดเบี้ยวผิดแปลกไปจากยุทธวิธีการรบทั่วไปยิ่งกว่านั้นก็คือ...ฝูงอสูรกายการ์เลนอสกลุ่มนี้ ไม่ได้บุกโจมตีเข้ามาเพื่อเข่นฆ่าและกัดกินเนืุ้์เพื่อประทังความหิวโหยเหมือนเคย พวกมันกำลังกระทำบางสิ่งที่สยดสยองต่อจากนั้น
เมืุ่์คนใดสิ้นลมหายใจลงอย่างไร้ทางสู้ การ์เลนอสตัวที่อยู่ใกล้จะหยุดนิ่ง อวัยวะส่วนอกของมันพลันเบิกเนตรแยกออก เผยให้เห็นแกนพลังงานสีน้ำเงินครามที่ส่องแสงเรืองรองอย่างน่าขนลุก ก่อนที่มันจะปลดปล่อย ‘คลื่นรังสีพลังงานเข้มข้นสูง’ สาดซัดเข้าใส่ซากศพตรงหน้าในทันที
วิ้งงงงงง—!
พริบตาที่คลื่นรังสีประหลาดััเข้ากับร่างไร้ิญญา เนื้อหนัง เื และกระดูกของเหยื่อเคราะห์ร้ายรวมถึงร่างของเอมิลี่และแม่ก็เริ่มเกิดปฏิกิริยาทางเคมีฟิสิกส์อย่างบ้าคลั่ง เซลล์มนุษย์ถูกแปรเปลี่ยนสภาพและควบแน่นดึงดูดเข้าหากันในเสี้ยววินาที เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังระงมพร้อมกับที่ร่างเนื้อทั้งร่างถูกหลอมรวมและแปรสภาพกลายเป็วัตถุก้อนแข็งทึบ ก่อนจะตกผลึกกลายเป็ก้อนผลึกสีแดงสดราวกับโลหิตมนุษย์...
ผลึกโบราณลึกลับที่มีชื่อรหัสเรียกขานว่า... "จีโนซิส"
เมื่อการเปลี่ยนสภาพเนื้อหนังอันน่าสยองขวัญเสร็จสิ้นลง อสูรกายการ์เลนอสก็ก้มใบหน้าลงไปใช้กรงเล็บฉวยหยิบก้อนผลึกสีเืเ่าั้ขึ้นมากลืนกินลงไปในท้อง ดวงตาและตามรอยแยกิัของพวกมันพลันเรืองแสงสว่างวาบรุนแรงและกระหายเืขึ้นมาในทันที ราวกับว่าพวกมันกำลังปฏิบัติภารกิจเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาลและลึกล้ำเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด...
...หลายชั่วโมงต่อมา...
ยานรบลาดตระเวนความเร็วสูงสังกัดกองกำลัง V.I.F. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเดินทางมาถึงพิกัดพื้นที่เกิดเหตุ ทว่า... ทุกสิ่งทุกอย่างมันสายเกินแก้ไปแล้ว
กระแสลมหนาวพัดโชยผ่านซากปรักหักพังของอาณานิคมที่ถูกเพลิงแผดเผาทำลายล้างจนแทบจะไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมกึ่งกลางหุบเขา กลิ่นคาวเืคละคลุ้งหนาแน่นลอยโชยไปทั่วทั้งบริเวณจนน่าสะอิดสะเอียน ทหารภาคพื้นดินและหน่วยกู้ภัยหลายนายถึงกับต้องเบือนใบหน้าหนีภาพความอุจาดตรงหน้า บางคนขบเคี้ยวฟันแน่นกำหมัดจนสั่นสะท้านด้วยความโกรธแค้นและเวทนาจับใจ เพราะภาพการสังหารหมู่ตรงหน้ามันโหดร้ายและไร้ซึ่งมนุษยธรรมเกินกว่าที่หัวใจจะรับไหว
“รายงานสถานการณ์...ไม่พบสัญญาณชีพของผู้รอดชีวิตในพื้นที่เลยครับ...”
“...ยืนยันจำนวนยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายทั้งหมดอย่างเป็ทางการ...1,842 ราย... ทว่าในพื้นที่กลับไม่พบซากศพหรือเนื้อหนังของมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยครับ ราวกับพวกมันถูกหลอมละลายหายไปจนหมด มีเพียงกองเืและเสื้อผ้าที่ตกอยู่...”
“พระเ้า...” นายทหารหัวหน้าหน่วยสำรวจภาคสนามลอบถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความหดหู่ใจขีดสุด ก่อนที่สายตาของเขาจะพลันสะดุดและสังเกตเห็นประกายแสงบางอย่างที่กะพริบอยู่กึ่งกลางซากอาคารบัญชาการที่พังทลาย
มันคือก้อนวัตถุผลึกสีแดงฉานก้อนหนึ่ง ขนาดประมาณกำปั้นมนุษย์—เศษซากจากการแปรสภาพร่างเนื้อที่พวกมันอาจจะหลงลืมทิ้งไว้ มันกำลังส่องแสงเรืองรองสลัวๆ วาบดับสลับกันไปมาอย่างสม่เเสม...ราวกับว่าก้อนหินผลึกชิ้นนี้ มีสัญญาณชีพและมีชีวิตอยู่
“นั่นมัน...วัตถุอะไรกันน่ะ?” เ้าหน้าที่เทคนิคทหารนายหนึ่งขยับก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ก่อนจะคุกเข่าลงแล้วเลื่อนมือไปหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบ ทว่าในวินาทีแรกเริ่มที่ปลายนิ้วััเข้ากับพื้นผิวของก้อนผลึกสีเื มนุษย์ทุกคนในบริเวณรัศมีรอบข้างต่างรู้สึกได้ถึงกระแสคลื่นพลังงานดิบเถื่อนประหลาดลึกลับที่แผ่ซ่านขยายซึมออกมาอย่างน่าขนลุก
“รีบทำการแพ็กเกจเก็บกู้ก้อนตัวอย่างนี้กลับขึ้นยาน ORCA โดยด่วนที่สุด...สั่งการตรง ส่งสเปกตรัมข้อมูลและวัตถุชิ้นนี้ไปยังห้องปฏิบัติการวิจัยส่วนกลางของ ดร.นิโคล วาเลนไทน์ ทันที!”
“รับทราบครับ!”
ณ ยานรบจู่โจมชั้นฟ้า ORCA ห้องปฏิบัติการวิจัยระบบชีวภาพและเทคโนโลยีขั้นสูง
ดร.นิโคลกำลังยืนควบคุมระบบคอมพิวเตอร์อย่างเคร่งเครียด สายตาของเธอจับจ้องดูชุดกระแสข้อมูลและการวิเคราะห์โครงสร้างอะตอมของวัตถุตัวอย่างล่าสุดที่ถูกส่งตรงมาจากอาณานิคม 83 ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์และกราฟเปรียบเทียบหลายสิบจอ เรียวคิ้วสวยของเธอขมวดแน่นเข้าหากันจนแทบผูกเป็ปมในทันทีที่ผลลัพธ์การสแกนความละเอียดสูงปรากฏขึ้นสมบูรณ์
“เป็ไปไม่ได้... เื่แบบนี้มันจะเกิดขึ้นอีกได้ยังไงกัน...” นิ้วมือเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยขณะรีบกดเลื่อนสั่งประมวลผลข้อมูลซ้ำอีกครั้ง... แล้วอีกครั้ง... และตรวจทานซ้ำอีกเป็ครั้งที่สาม
ทว่าผลลัพธ์โครงสร้างโมเลกุลที่แสดงออกมาก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“นี่มัน...” หัวใจของนักวิทยาศาสตร์สาวระดับอัจฉริยะเต้นระทึกรัวรวดเร็วขึ้นด้วยความตื่นตระหนก เธอรีบขยับตัวปลดล็อกรหัสผ่านขั้นสูงสุดเพื่อเข้าถึง ‘ฐานข้อมูลลับระดับดำ' ขององค์กร V.I.F. ก่อนจะทำการดึงไฟล์ข้อมูลรายงานการวิจัยฉบับเก่าที่ถูกสั่งฝังกลบและลบประวัติไปเมื่อห้าปีก่อนขึ้นมาแสดงผลเคียงข้างกัน
ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น ใบหน้าของนิโคลพลันแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือดอย่างไร้สีเื ร่างกายเย็นะเื
“ไม่จริงน่ะ...”
ก้อนผลึกสีเืทั้งสองก้อน...ก้อนหนึ่งเพิ่งเก็บกู้มาได้ในวันนี้ และอีกก้อนหนึ่งคือบันทึกข้อมูลจากอดีต...พวกมันมีโครงสร้างทางพลังงาน ลำดับคลื่นความถี่ และส่วนประกอบทางชีวเคมีเหมือนกันทุกประการ...เหมือนกันเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มโดยไม่มีความคลาดเคลื่อนหรือบิดเบี้ยวเลยแม้แต่น้อย!
นิโคลทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรงช้าๆ ความทรงจำอันแสนเ็ปและน่าสะพรึงกลัวเมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับทะลักเข้ามาในหัวสมองของเธอราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ...เหตุการณ์วิกฤตลับระดับสูงสุด ภารกิจมรณะที่ถูกะเิทำลายล้างและสั่งลบรายชื่อออกจากฐานข้อมูลส่วนกลางแทบทั้งหมด และรายงานสรุปผลการวิจัยที่ถูกคณะสภาสูงสั่งปิดผนึกถาวรห้ามผู้ใดแตะต้อง
‘ผลึกจีโนซิส’ ก้อนแรกเริ่ม...จุดเริ่มต้นของมหันตภัยทำลายล้างและโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในยุคอดีตที่เคยเกือบคร่าชีวิตมนุษยชาติไปครึ่งค่อนโลก เมื่อปี 2021
“ไม่นะ...ต้องไม่ใช่ตอนนี้สิ...” นิโคลเอ่ยพึมพำกระซิบเสียงสั่น “ถ้าหากว่าจุดกำเนิดและวงจรพลังงานของมันหวนกลับคืนมาปรากฏบนโลกใบนี้อีกครั้งจริงๆ...ทุกสิ่งทุกอย่าง...าและความพินาศในครั้งนี้มันจะเลวร้ายและรุนแรงกว่าครั้งก่อนหลายเท่าตัวแน่ๆ...!”
นักวิทยาศาสตร์สาวลุกพรวดขึ้นยืนในทันที เธอฉวยหยิบแท็บเล็ตข้อมูลวิจัยวิกฤตติดมือมา แล้วก้าวเท้าวิ่งเร่งรีบออกจากห้องปฏิบัติการมุ่งตรงไปยังส่วนสะพานบัญชาการของยานรบอย่างรวดเร็วที่สุด
ณ ส่วนสะพานบัญชาการสูงสุด ประจำยานรบ ORCA
ผู้การโรซาเลียและกัปตันแบล็คเบิร์ด พร้อมด้วยเ้าหน้าที่ควบคุมเรดาร์กำลังยืนจับตาดูกราฟเส้นและภาพจำลองสามมิติแสดงค่าพลังงานผิดปกติบิดเบี้ยว ณ พิกัดขั้วโลกเหนือที่ยังคงส่งสัญญาณเตือนภัยถถี่รัว ทันใดนั้นเอง บานประตูเหล็กกล้าหน้าห้องบัญชาการก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียงดังสนั่น
ปัง—!!
นิโคลก้าวเท้ากึ่งวิ่งเข้ามาภายในห้องด้วยเนื้อตัวที่เหนื่อยหอบ สีหน้าและแววตาของเธอเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและตื่นตระหนกจนทำให้ทั้งโรซาเลียและแบล็คเบิร์ดต้องหันใบหน้ากลับมามองสบตาเธอพร้อมกันในทันที
“เกิดเหตุวิกฤตอะไรขึ้นงั้นเหรอด๊อกเตอร์? ท่าทางของคุณเบิกตาโพลงเชียว” โรซาเลียเอ่ยถามเสียงเรียบเพื่อดึงสติ
นิโคลไม่เอ่ยเปล่า เธอรีบวางแท็บเล็ตข้อมูลเชื่อมต่อระบบโฮโลแกรมลงบนโต๊ะยุทธการกึ่งกลางห้องสั่งการ “ฉันเพิ่งจะได้รับก้อนวัตถุตัวอย่างลึกลับที่หน่วยเก็บกู้ส่งตรงมาจากซากอาณานิคมหมายเลข 83 ที่เพิ่งโดนฝูงการ์เลนอสล้อมฆ่าล้างบางไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้...”
“แล้วผลลัพธ์มันแสดงผลออกมาเป็ยังไงครับ?” แบล็คเบิร์ดเอ่ยตั้งคำถามเสียงนุ่มต่ำ
นิโคลสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดเพื่อควบคุมกระแสเสียงของตนเอง ก่อนจะกล่าวประโยคสำคัญที่ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศรอบข้างภายในห้องบัญชาการดิ่งกลับสู่ความเย็นะเืจับขั้วหัวใจในเสี้ยววินาที
“...ผลึกจีโนซิส...มันกลับมาปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้อีกครั้งแล้วค่ะ”
ดวงตาสีเหล็กกล้าคู่คมของแบล็คเบิร์ดหรี่เล็กลงทันควัน “ขยายความที...ยืนยันผลลัพธ์ทางฟิสิกส์และเคมีถูกต้องแล้วงั้นเหรอ?”
“ยืนยันแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มโดยไม่มีข้อผิดพลาดเด่นชัดเลยกัปตัน...โครงสร้างโมเลกุลและความหนาแน่นทางสเปกตรัมพลังงานของมัน...มันคือผลึกหายนะชนิดเดียวกันกับ ก้อนผลึกในเหตุการณ์ลับเมื่อห้าปีก่อน ไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักนิด! และจากรายงานล่าสุด...พวกมันไม่ได้มาเพื่อค้นหาของธรรมดา แต่พวกการ์เลนอสใช้คลื่นรังสีประหลาดเปลี่ยนสภาพเนื้อหนังของผู้เสียชีวิตทั้งหมดให้กลายเป็ก้อนผลึกพวกนี้เพื่อกลืนกินมันลงไป!”
ความเงียบสงัดและวังเวงเข้าปกคลุมสะพานบัญชาการในทันใด แม้แต่ตัวของผู้บังคับบัญชาสูงสุดอย่างโรซาเลียเองยังถึงกับนิ่งงันไป แววตาสีเงินส่องประกายความเครียดลึกๆ เพราะภายในใจของเธอรู้ซึ้งและเข้าใจความหมายอันร้ายกาจของถ้อยคำเ่าั้ดีเกินใคร
นิโคลกำหมัดแน่นเข้าหากันจนสั่นเทิ้ม ก่อนจะเอ่ยสรุปเสียงต่ำพร่า “...ในเวลานี้ ฉันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มากพอที่จะชี้ชัดว่าการหวนกลับมาของกระบวนการเปลี่ยนสภาพเนื้อหนังเป็ผลึกจีโนซิสจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ คลื่นพลังงานมิติเวลาบิดเบี้ยว ที่กำลังแผ่ขยายตัวอยู่ที่ขั้วโลกเหนือหรือไม่... แต่สิ่งเดียวที่ฉันััได้และมั่นใจที่สุดในตอนนี้ก็คือ...”
ดร.สาวเลื่อนสายตาหันไปทอดมองออกไปภายนอกบานกระจกหน้าต่างหน้ายาน ยืนจับจ้องห้วงท้องฟ้าและอวกาศอันมืดมิดอย่างไร้ขอบเขตด้วยความหวาดหวั่นและสะพรึงกลัวลึกๆ ความรู้สึกที่ไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าของเธอมานานหลายปีดีดัก
“...ครั้งนี้...ศัตรูที่แท้จริงที่กำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมาจากความมืด...มันอาจไม่ใช่พวกการ์เลนอสธรรมดาๆ สามัญอย่างที่มนุษยชาติเคยเผชิญหน้ามาอีกต่อไปแล้ว...”
[จบตอนที่ 25: ผลึกสีเื]